โพล มช. ชี้ “คนละครึ่ง – ไทยช่วยไทย” สอบผ่านพยุงค่าครองชีพ แต่ไร้กระตุ้นใช้จ่ายใหม่
ผลสำรวจ มช. ชี้ โครงการ “คนละครึ่งพลัส” และ “ไทยช่วยไทยพลัส” สอบผ่านพยุงค่าครองชีพ แต่ไร้แรงส่งกระตุ้น New Spending เหตุประชาชนเข้าสู่ภาวะ Defense Mode ขณะที่ร้านค้า 56% ผวาภาษีย้อนหลัง ด้านเอกชนระบุงบ 2.4 หมื่นล้านหมุนสั้นแค่ 10 วัน แนะรัฐปรับแผนดึงเงินออมและนักท่องเที่ยวต่างชาติเติมเม็ดเงินใหม่เข้าระบบ
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วรลักษณ์ หิมะกลัส อาจารย์ประจำ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ศูนย์เศรษฐกิจล้านนาและการพัฒนาภูมิภาค คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้สำรวจความคิดเห็นประชาชนและผู้ประกอบการรายย่อย 299 ราย ต่อโครงการ “คนละครึ่งพลัส” และ “ไทยช่วยไทยพลัส 60/40” โดยทำการเก็บข้อมูลภาคสนามในเดือนสิงหาคม 2569 ครอบคลุมกลุ่มตัวอย่างฝั่งผู้ซื้อ 150 ราย และฝั่งผู้ขาย 149 ราย รวม 299 ราย จาก 6 อำเภอ ใน 3 จังหวัด (เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง) ซึ่งจุดเก็บข้อมูลหลักคือตลาดสด (ผู้ซื้อร้อยละ 94.0 ผู้ขายร้อยละ 99.3)
ทั้งนี้ พบว่า แม้ทั้งสองโครงการจะได้รับคะแนนความพึงพอใจสูงเฉลี่ยเกือบ 8 เต็ม 10 คะแนน แต่ในเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจกลับพบว่า ทำหน้าที่ได้เพียง “พยุงการบริโภคเดิม” เท่านั้น ไม่ได้สร้างการใช้จ่ายใหม่ (New Spending) ตามเป้าหมายกระตุ้นเศรษฐกิจ
ซื้อของกินของใช้ 74.7% – ครัวเรือนเข้าเซฟโหมด
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วรลักษณ์ กล่าวว่า ผลการศึกษาระบุว่า แม้โครงการจะได้คะแนนความพึงพอใจจากประชาชนและร้านค้าสูงเฉลี่ยเกือบ 8 เต็ม 10 คะแนน แต่เม็ดเงินสิทธิจากโครงการส่วนใหญ่ถึงร้อยละ 74.7 กลับถูกนำไปใช้กับสินค้าจำเป็นที่ต้องซื้ออยู่แล้วในชีวิตประจำวัน
ได้แก่ อาหาร-เครื่องดื่มพร้อมทาน (68.7%) ของใช้ประจำวัน (59.3%) และอาหารสด/วัตถุดิบ (48.0%) โดยมีประชาชนเพียงร้อยละ 1.3 เท่านั้นที่นำเงินไปซื้อสินค้าประเภทใหม่ที่ไม่เคยซื้อมาก่อน สอดคล้องกับฝั่งร้านค้าที่ระบุว่า มีลูกค้าใหม่เกิดขึ้นจริงเพียงร้อยละ 5.4 แม้อยอดขายรวมจะเพิ่มขึ้นร้อยละ 77.2 ก็ตาม
นอกจากนี้ ดัชนีความเชื่อมั่นครัวเรือนยังสะท้อนว่า สังคมฐานรากกำลังอยู่ในภาวะ “ตั้งรับและระมัดระวังสูง” (Defense Mode) โดยกลุ่มตัวอย่างร้อยละ 75 – 87 ไม่มีแผนซื้อสินค้าราคาแพงอย่างรถยนต์หรือมอเตอร์ไซค์ในอีก 6 เดือนข้างหน้า และประมาณ 2 ใน 3 ไม่สนใจลงทุนพัฒนาทักษะตนเองหากต้องใช้เงินทุนส่วนตัว
สะท้อนว่าประชาชนเน้นเซฟเงินสดเพื่อสำรองไว้ประคองค่าครองชีพ มากกว่าจะนำไปใช้จ่ายกับสินค้าคงทน สินค้าหมวดใหม่ หรือการลงทุนระยะยาว ท่ามกลางสภาพเศรษฐกิจที่ยังขาดความมั่นใจ

แม่ค้า 56% ผวาภาษี แต่จำใจเข้าร่วม
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วรลักษณ์ กล่าวต่อว่า ในมิติอุปสรรคเชิงระบบ ประชาชนระบุปัญหาหลักเรื่องระบบแอปพลิเคชันขัดข้อง (28.7%) เงื่อนไขเข้าใจยากหรือคำนวณยาก (28.0%) และการใช้สิทธิไม่ทันทำให้ถูกริบวงเงินรายเดือน (27.3%)
ขณะที่ฝั่งร้านค้าส่วนใหญ่ระบุว่าปัญหาลูกค้าไม่เข้าใจวิธีใช้งานสูงถึงร้อยละ 62.9 รวมถึงระบบถอนเงินล่าช้า โดยเมื่อเปรียบเทียบระหว่างโครงการ พบว่าฝั่งผู้ซื้อมีความชื่นชอบโครงการคนละครึ่งน้อยกว่าฝั่งผู้ขาย เนื่องจากในช่วงเริ่มแรกของโครงการไทยช่วยไทยพลัส ทั้งประชาชนและร้านค้ายื่นเรื่องสับสนในระบบการใช้งาน
ประเด็นที่น่าจับตาคือ ความกังวลด้านภาษีของผู้ขาย โดยพบว่าร้านค้าร้อยละ 56.4 กังวลว่าข้อมูลยอดขายจากโครงการจะถูกนำไปใช้ตรวจสอบภาษีย้อนหลัง (โดยเฉพาะพื้นที่ลำปางมีความกังวลสูงสุดถึงร้อยละ 61.2) ซึ่งเป็นผลจากการที่ภาครัฐยังขาดการประชาสัมพันธ์และให้ความรู้ที่ชัดเจนเกี่ยวกับกระบวนการจัดเก็บภาษี
อย่างไรก็ตาม ร้านค้าในกลุ่มที่กังวลเรื่องภาษีมากที่สุดทุกราย (100%) ยังคงยืนยันที่จะเข้าร่วมโครงการในรอบต่อไป ชี้ให้เห็นว่าความกังวลเรื่องภาษีไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อการเข้าร่วม แต่เป็น “ความจำยอม” เพื่อประคองยอดขายและกระแสเงินสด มีเพียงร้านค้าบางส่วนที่มีกระแสเงินสดในมือสูงเท่านั้นที่ตัดสินใจไม่เข้าร่วมโครงการ
ชี้ งบ 2.4 หมื่นล้าน – หมุนเวียนสั้นแค่ 10 วัน
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วรลักษณ์ กล่าวว่า นอกเหนือจากผลสำรวจเชิงปริมาณแล้ว ศูนย์เศรษฐกิจล้านนาและการพัฒนาภูมิภาค ยังได้เปิดเวทีเสวนาระดมความคิดเห็นผู้ประกอบการร่วมกับหอการค้าจังหวัดเชียงใหม่ และหน่วยงานราชการส่วนภูมิภาค เมื่อวันที่ 2 และ 7 กันยายน 2569 ที่ผ่านมา
โดยผู้แทนกลุ่มค้าส่ง-ค้าปลีกระบุว่า เงินหมุนเวียนจะกระจุกตัวอยู่ในช่วง 10 วันแรกของโครงการเท่านั้นก่อนจะกลับสู่ภาวะปกติ จึงมองว่าเป็นเพียงการหมุนเวียนระยะสั้นที่ไม่สามารถใช้ต่อยอดเชิงธุรกิจได้ในระยะยาว และเสนอให้ภาครัฐให้ความสำคัญกับมาตรการต่อยอดผู้ประกอบการมากกว่า ขณะที่ภาคอสังหาริมทรัพย์ มองว่า ต้นทุนค่าครองชีพที่โตแซงรายได้ทำให้มาตรการระยะสั้นทำได้เพียง “ประคับประคอง” เท่านั้น
ในส่วนของหน่วยงานภาครัฐที่ร่วมเวที ระบุว่า วัตถุประสงค์หลักของทั้งสองโครงการคือการช่วยค่าครองชีพและพยุงกำลังซื้อฐานราก มิใช่การกระตุ้นการใช้จ่ายใหม่ โดยวงเงินรวมของทั้งสองมาตรการในรอบนี้อยู่ที่ประมาณ 20,000 – 24,000 ล้านบาทตลอดระยะเวลา 4 เดือน และประเมินว่ามาตรการเช่นนี้ช่วยได้เพียงชั่วคราว หากต้องการกระตุ้นการใช้จ่ายใหม่ในระยะต่อไปจำเป็นต้องออกแบบเครื่องมือทางนโยบายในรูปแบบอื่น
ขณะเดียวกัน ภาคเอกชนยังได้สะท้อนถึงประเด็น “ผลตอบแทนทางการคลัง (ROI)” และความยั่งยืน โดยมองว่าโครงการในลักษณะนี้มีเป้าหมายหลักเพื่อช่วยบรรเทาค่าครองชีพในระยะสั้น จึงไม่ได้สะท้อนถึง ROI หรือสร้างความยั่งยืนในระยะยาว หากรัฐบาลต้องการเปลี่ยนโจทย์มาเป็นการกระตุ้นให้เกิดการใช้จ่ายใหม่ (New Spending) จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์และการออกแบบโครงการใหม่ทั้งหมด

สร้าง New Spending – ดูดเม็ดเงินจากภายนอก
จากข้อสังเกตของภาคเอกชนและหน่วยงานภาครัฐที่สะท้อนว่า งบประมาณอัดฉีด 20,000 – 24,000 ล้านบาท ช่วยกระตุ้นการหมุนเวียนได้เพียงช่วง 10 วันแรกของเดือนเท่านั้น ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วรลักษณ์ ให้มุมมองว่า โครงการในลักษณะนี้มีเป้าหมายหลักเพื่อช่วยเหลือค่าครองชีพในระยะสั้น จึงไม่ได้สะท้อนถึงผลตอบแทนทางการคลัง (ROI) หรือสร้างความยั่งยืนในระยะยาว
หากรัฐบาลต้องการเปลี่ยนโจทย์มาเป็นการกระตุ้นให้เกิดการใช้จ่ายใหม่ (New Spending) รัฐบาลต้องกำหนดให้ชัดว่าต้องการ “บรรเทาค่าครองชีพ” หรือ “กระตุ้นการใช้จ่ายใหม่” หากเน้นช่วยค่าครองชีพ รูปแบบปัจจุบันถือว่าเหมาะสม
แต่หากต้องการสร้าง New Spending ต้องออกแบบเครื่องมือเฉพาะจุดมากกว่าการแจกเงินแบบทั่วถึง กล่าวคือ การเลือกจังหวะเวลา (Timing) ควรเลือกออกมาตรการในช่วงที่ประชาชนมีความต้องการใช้จ่ายสูง เช่น ช่วงเทศกาลปลายปีหรือต้นปี เพื่อดึงเงินออมของประชาชนออกมาใช้จ่าย
ขณะที่ประเด็นที่ภาคเอกชนเสนอทางเลือกการส่งเสริมการท่องเที่ยวและดึงดูดต่างชาติ (Thailand First Time) ปรับจากการหมุนเวียนเงินภายในประเทศไปเป็นการอุดหนุนเพื่อดึงดูดเม็ดเงินใหม่จากภายนอก โดยเฉพาะการส่งเสริมการท่องเที่ยวช่วง Low Season
“หากจะดำเนินโครงการลักษณะเดียวกับต่างประเทศ (เช่น ไต้หวัน ที่มีการ สุ่มแจกเงินนักท่องเที่ยว) รัฐบาลจะต้องกำหนดเงื่อนไขการใช้จ่ายให้ชัดเจน ว่าต้องสแกนจ่ายกับร้านค้า หรือธุรกิจกลุ่มใด เพื่อป้องกันปัญหาทัวร์ศูนย์ เหรียญ หรือทุนเทา ซึ่งจะช่วยให้เงินกระจายไปถึงพ่อค้าแม่ค้ารายย่อยอย่างแท้จริง” ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วรลักษณ์ กล่าว
นอกจากนี้ ผู้แทนภาคธุรกิจได้เสนอแนวคิดการบูรณาการสิทธิสวัสดิการต่าง ๆ ของรัฐเข้าด้วยกันเป็นชุดเดียว เกี่ยวกับประเด็นนี้ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วรลักษณ์ มองว่า การจัดทำแพ็กเกจสิทธิประโยชน์ ควรออกแบบสัดส่วนและเงื่อนไขการใช้จ่ายให้มีความยืดหยุ่น เข้าใจง่ายและไม่ตึงตัวจนเกินไป เช่น การอนุญาตให้ทบสิทธิ์ไปใช้ในเดือนถัดไปได้ เพื่อไม่ให้เกิดการอัดอั้น หรือกระจุกตัวของการใช้จ่ายแค่ช่วงต้นเดือน หรือวันสุดท้ายของโครงการ
แนะ 3 ข้อเสนอเชิงนโยบาย
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วรลักษณ์ กล่าวด้วยว่า การออกแบบโครงการลักษณะนี้ในระยะต่อไป มี 3 ข้อเสนอเชิงนโยบายคือ 1.แยกเป้าหมายให้ชัด หากต้องการ “ช่วยค่าครองชีพ” รูปแบบปัจจุบันถือว่าเหมาะสม แต่หากต้องการ “กระตุ้นการใช้จ่ายใหม่” ต้องออกแบบเครื่องมือเฉพาะจุดมากกว่าการแจกเงินแบบทั่วถึง
2.เน้นคุณภาพสิทธิมากกว่าวงเงิน โดยพัฒนาระบบแอปพลิเคชันให้เสถียร และลดความซับซ้อนของเงื่อนไขการใช้สิทธิ 3.จัดการความกังวลด้านภาษีอย่างจริงจัง สร้างความชัดเจนเรื่องการใช้ข้อมูล และกำหนดมาตรการเปลี่ยนผ่านสำหรับร้านค้ารายย่อยที่เข้าสู่ระบบภาษีเป็นครั้งแรก เพื่อลดแรงต้านเชิงพฤติกรรมในระยะยาว
