‘ธรรศพลฐ์’ คอนเฟิร์ม ‘ไทยแอร์เอเชีย’ ไร้ปัญหาแคชโฟลว์
ด้วยสถานการณ์ราคานํ้ามันอากาศยานที่สูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ถึงร้อยละ 124 ไปแตะระดับ 183 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลในช่วงไตรมาส 2 และสูงต่อเนื่องถึงไตรมาส 3 นั้น เป็นความท้าทายด้านต้นทุนของธุรกิจสายการบิน โดยเฉพาะ “โลว์คอสต์” ซึ่งมี “ราคา” เป็นจุดขายหลักอย่าง “แอร์เอเชีย”
ที่มีประเด็นของ “แอร์เอเชีย” มาเลเซีย ขาดสภาพคล่องอย่างหนัก ถึงขั้นรัฐบาลต้องเตรียมเจรจาสายการบินคู่แข่งเพื่อมาทำการบินทดแทนหากแอร์เอเชียไม่สามารถไปต่อได้ ปรากฏการณ์ดังกล่าวกระทบถึง “ไทยแอร์เอเชีย” และทุบราคาหุ้นของ AAV อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ในช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา
“เงินตึง” ทุกสายการบิน
“ธรรศพลฐ์ แบเลเว็ลด์” ประธานกรรมการบริหารบริษัท เอเชีย เอวิเอชั่น จำกัด (มหาชน) (AAV) ผู้ถือหุ้นใหญ่ในสายการบินไทยแอร์เอเชีย (TAA) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีของ “แอร์เอเชีย” มาเลเซียว่า ประเด็นที่เกิดขึ้นนั้นจริง ๆ ไม่ถือว่ากระทบไทยแอร์เอเชียมากนัก เพียงแค่กระแสเงินสด (Cash Flow) สะดุดนิดหน่อย แต่ก็ไม่ได้เป็นปัญหา
“ปกติมีเรารับเงินแทนเขา บางครั้งเขารับเงินแทนเรา ซึ่งในส่วนที่เขารับก็จ่ายเงินคืนให้เรา มีในช่วงไตรมาส 2 ที่ผ่านมาที่ยอดเงินเพิ่มขึ้นเล็กน้อย แต่ว่าเดี๋ยวไตรมาส 3 เขาเริ่มจ่าย ไตรมาส 4 จ่ายเพิ่มอีก ตัวเลขก็จะลงมาอยู่ในเกณฑ์ปกติ ซึ่งประเด็นนี้ไม่ได้เป็นหนี้สูญ แค่จำนวนมันเพิ่มขึ้นแต่ก็แค่ในไตรมาส 2”
ส่วนข่าวที่บอกว่าจะล้มนั้นความจริงก็ตามที่ “โทนี เฟอร์นานเดส” ได้แถลงไปแล้ว ตัวเลขบางส่วนไม่ใช่เรื่องจริง เรียกว่าแค่ “แคชโฟลว์” เขาน้อยลง เพราะมีค่าใช้จ่ายเรื่องเครื่องยนต์เยอะ ถ้าเคลียร์หมดก็คือหมด
“แค่ช่วงนี้เงินตึงไปหน่อย คือเขาก็ตึง เราก็ตึง ทุกสายการบินในโลกตึงหมด ส่วนปัญหาที่มากกว่านี้ยังไม่มี”
ยันมี “แคชโฟลว์” เพียงพอ
เมื่อถามว่า ณ วันนี้ “แอร์เอเชีย มาเลเซีย” ติดหนี้เราอยู่เท่าไหร่ “ธรรศพลฐ์” บอกว่า รวม ๆ ประมาณ 200 กว่าล้านเหรียญสหรัฐ แต่แนวโน้มก็จะลดลงเรื่อย ๆ ซึ่งกรณีนี้เราไม่เรียกว่า “เป็นหนี้” เพราะเป็นตัวเลขที่เกิดจากการโอเปอเรชั่นซึ่งกันและกัน เพียงแต่ว่าในไตรมาส 2 มีจำนวนเพิ่มขึ้น แต่จะลดลงในไตรมาส 3 และไตรมาส 4
ก็จะลงกลับไปสู่ภาวะปกติ
“ไม่ใช่ว่าเขาติดเงินเราจนทำให้เราบริหารต่อไม่ได้ หรือว่าเขาไม่มีปัญญาจ่าย”
ขณะเดียวกันส่วนของ “แคชโฟลว์” นั้นก็จะมีเงินใหม่ไหลเข้ามาเรื่อย ๆ ไม่ใช่ว่าวันนี้ถ้าเงินหมดแล้วจะบินไม่ได้ เพราะพอเข้าสู่ช่วงพีกซีซั่น หรือช่วงไตรมาส 4 และไตรมาส 1 กระแสเงินใหม่ก็จะทะลักเข้ามาเต็ม
พร้อมแจงว่า สำหรับ “ไทยแอร์เอเชีย” นั้น ปัจจุบันก็มีกระแสเงินสดเพียงพอสำหรับการบริหารจัดการ ไม่ได้สะดุด หรือถึงขนาดต้องหยุดดำเนินการ ฉะนั้นใครที่ซื้อตั๋วเดินทางในช่วงไตรมาส 4 ปีนี้และไตรมาส 1 ปีหน้า ซื้อได้เลย “ไทยแอร์เอเชีย” ยังให้บริการแน่นอน อย่าไปตกใจกับข่าวที่เกิดขึ้น
มั่นใจ Q4 พลิกฟื้น
“ธรรศพลฐ์” บอกด้วยว่า สำหรับ “ไทยแอร์เอเชีย” แล้วไม่เคยไม่มั่นใจ เพราะดีมานด์มีอยู่แล้ว และตอนนี้ก็ได้ปรับราคาขึ้นไปอีกกว่า 20% เพื่อรองรับกับดีมานด์ที่สูงขึ้น และก็ยังพบว่ายอดจองล่วงหน้าในไตรมาส 4 เริ่มกลับสู่ภาวะปกติแล้ว
“ในช่วงไตรมาส 2 ซึ่งเป็นช่วงเริ่มต้นของราคาน้ำมันอากาศยานที่เพิ่มสูงนั้นเราลดจำนวนที่นั่งลงไปกว่า 10% และไตรมาส 3 เราเจอทั้งราคาน้ำมันที่สูงและเป็นโลว์ซีซั่น เราจึงลดจำนวนที่นั่งลงไปประมาณ 20% ซึ่งปกติต่อให้ไม่มีเหตุการณ์อะไรเราก็ลดอยู่แล้วประมาณ 10-15%”
ส่วนไตรมาส 4 นี้และไตรมาส 1/2570 ไทยแอร์เอเชียกลับมาบินปกติ เครื่องบินมีกี่ลำนำมาทำการบินทั้งหมด ซึ่งตอนนี้มีอัตราการจองล่วงหน้าอยู่ที่ประมาณ 86% คาดว่าอาจได้ถึง 90%
“หลายคนจะมองว่าเราขึ้นราคาแล้วดีมานด์จะหาย จริง ๆ แล้วก็ไม่ได้หาย”
พร้อมประเมินภาพรวมทั้งปีว่า ภาพรวมปีนี้น่าจะยังไม่สามารถกลับมาทำ “กำไร” ได้ เนื่องจากมีตัวเลขขาดทุนในช่วงไตรมาส 2 และไตรมาส 3 แต่หากประเมินรายไตรมาส คาดว่าไตรมาส 4 นี้จะสามารถกลับมามีกำไรได้
ขณะที่ปีหน้า 2570 นั้นมองว่ายังคาดเดายาก ขึ้นอยู่กับ “ราคาน้ำมัน” ซึ่งต้องประเมินสถานการณ์และปรับราคา ปรับเที่ยวบินกันไป
มั่นใจผู้นำ No.1 ตลอดไป
“ธรรศพลฐ์” ยังบอกอีกว่า ด้วยราคาน้ำมันที่สูงต่อเนื่อง ทำให้ในช่วงนี้ “ไทยแอร์เอเชีย” ไม่ได้ทำการประกันราคาน้ำมันล่วงหน้า (Fuel Hedging) แต่หากราคาน้ำมันลดลงก็มีแผนทำเฮดจิ้งเช่นกัน ซึ่งก่อนหน้านั้นเคยทำไว้ในระดับประมาณ 10-15%
“ตอนนี้สัดส่วนต้นทุนน้ำมันเราทะลุเกิน 50% ไปอยู่ในระดับ 50-55% แล้วจากปกติประมาณ 35-40% แต่เราก็ต้องดูแลผู้โดยสาร ต้องทนบิน และต้องยอมขาดทุน ซึ่งก็ต้องถามตัวเองว่าขาดทุนได้ไหวแค่ไหน”
ปัจจุบัน “ไทยแอร์เอเชีย” มีจำนวนเครื่องบินรวม 63 ลำ ทำการบินอยู่ 55 ลำ ที่เหลืออยู่ระหว่างการเข้าซ่อมบำรุง ประมาณเดือนพฤศจิกายนนี้จะกลับมาทำการบินได้ครบ 63 ลำ
พร้อมทิ้งท้ายอย่างมั่นใจว่า “ไทยแอร์เอเชีย” จะยังสามารถรักษาผู้นำอันดับ 1 สำหรับตลาดในประเทศ ด้วยส่วนแบ่งการตลาด (Market Share) กว่า 40% ได้ตลอดไป