เอกนิติ สั่งรับมือมวลน้ำเจ้าพระยา เตือนน้ำเพิ่ม 0.5-1.5 เมตร กระทบ 6 อำเภออยุธยา
เอกนิติ นั่งหัวโต๊ะประชุมรับมืออุทกภัยภาคกลาง หลังปรับการระบายน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยา 1,000-1,300 ลบ.ม./วินาที คาดระดับน้ำเพิ่ม 0.5-1.5 เมตร กระทบพื้นที่ลุ่มต่ำ 6 อำเภออยุธยา พร้อมเร่งพร่องน้ำและเตรียมรับฝนหนัก
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งภาคกลาง เป็นประธานในการประชุมคณะกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งภาคกลาง ครั้งที่ 2/2569 เพื่อติดตามการเตรียมความพร้อมรับสถานการณ์และแก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งในพื้นที่ภาคกลาง รวมถึงให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องบูรณาการการทำงานร่วมกัน เพื่อลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับประชาชน
นายเอกนิติ เปิดเผยว่า ปัจจุบันมีหลายจังหวัดที่ประสบอุทกภัย โดยเฉพาะเมื่อวันที่ 18 – 20 กันยายน 2569 ได้เกิดฝนตกหนักหลายพื้นที่ ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก ในพื้นที่ลาดเชิงเขา และพื้นที่ลุ่มทั่วประเทศ โดยภาคกลางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้มีการแจ้งเตือนสถานการณ์น้ำลุ่มน้ำเจ้าพระยา ซึ่งได้มีการบริหารจัดการน้ำให้สอดคล้องกับสถานการณ์น้ำฝน – น้ำท่า
ล่าสุดได้มีการปรับการระบายน้ำผ่านท้ายเขื่อนเจ้าพระยา ในอัตรา 1,000 – 1,300 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ส่งผลให้ระดับน้ำเพิ่มสูงจากปัจจุบันประมาณ 0.5 – 1.5 เมตร ส่งผลกระทบต่อบริเวณพื้นที่ลุ่มต่ำนอกคันกั้นน้ำ ใน 6 อำเภอของจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ได้แก่ อำเภอเสนา ผักไห่ บางบาล พระนครศรีอยุธยา บางปะอิน และอำเภอบางไทร
การประชุมในวันนี้ จึงเป็นการร่วมติดตามสถานการณ์พร้อมร่วมเสนอแนวทางการบูรณาการการทำงาน เพื่อเตรียมความพร้อมรับสถานการณ์อุทกภัยของภาคกลาง โดยเฉพาะการวางแผนแก้ไขปัญหา ทั้งระยะเร่งด่วนและระยะยาวให้ครอบคลุมทุกมิติ เพื่อให้ประชาชนได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้อยที่สุด
ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกระดับดำเนินการเชิงรุก โดยให้กรมชลประทาน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องปรับเกณฑ์ควบคุมปริมาณน้ำในเขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ให้ยืดหยุ่นตามเส้นทางพายุและข้อมูลคาดการณ์สภาพอากาศล่วงหน้า 7–15 วัน พร้อมเร่งพร่องน้ำในลำน้ำสายหลักและคลองสาขาในพื้นที่ภาคกลางตอนล่างก่อนช่วงฝนตกหนัก เพื่อเพิ่มพื้นที่รับน้ำและลดความเสี่ยงน้ำล้นตลิ่ง

นอกจากนี้ ให้กระจายการระบายน้ำผ่านระบบชลประทานทั้งฝั่งตะวันออกและตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยาอย่างสมดุล เพื่อลดปริมาณน้ำที่จะไหลผ่านกรุงเทพมหานครและปริมณฑล พร้อมตรวจสอบความแข็งแรงของคันกั้นน้ำ กระสอบทราย และประตูระบายน้ำริมแม่น้ำเจ้าพระยาตลอดแนว
รวมถึงเตรียมเครื่องสูบน้ำ เครื่องจักรกลสาธารณภัย และเจ้าหน้าที่ให้พร้อมปฏิบัติงานตลอด 24 ชั่วโมง โดยหากเกิดสถานการณ์วิกฤตให้เร่งช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางเป็นลำดับแรก โดยยึดหลักประชาชนเป็นที่ตั้ง ตามข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรี
“หน่วยพยากรณ์ต้องอัปเดตสถานการณ์ให้เร็ว ติดตามสถานการณ์ปริมาณน้ำ ปริมาณฝน และการผันน้ำในพื้นที่ โดยบูรณาการข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตั้งแต่ต้นทางเพื่อให้มีข้อมูลชุดเดียวกันวางแผนบริหารจัดการน้ำ สร้างความตระหนักในการแก้ไขสถานการณ์ รวมถึงประชาสัมพันธ์ให้กับประชาชนรับทราบข้อมูลการแจ้งเตือนภัยและสถานการณ์น้ำในพื้นที่ อย่างต่อเนื่อง” นายเอกนิติ กล่าว
นายเอกนิติ ระบุเพิ่มเติมว่า ได้มอบหมายสำนักงานชลประทานที่ 10 และ 12 เตรียมการผันน้ำในพื้นที่ พร้อมสั่งการให้ผู้ว่าราชการจังหวัดในพื้นที่ภาคกลาง จัดทำ Check List เตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์ อาทิ การจัดเตรียมอุปกรณ์ เครื่องจักรกลสาธารณภัย สิ่งของช่วยเหลือ รวมไปถึงการจัดเตรียมศูนย์พักพิงชั่วคราวเพื่อรองรับประชาชนในพื้นที่ ที่สำคัญจะต้องสื่อสารไปยังประชาชนในพื้นที่ทราบอย่างรวดเร็ว ถูกต้อง ซึ่งเป็นการดำเนินการเชิงรุกก่อนเกิดภัย

ขณะที่ นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะรองประธานกรรมการฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า ขอให้หน่วยปฏิบัติวางแผนบริหารจัดการน้ำตามสภาพอากาศและปริมาณฝนที่คาดว่าจะตกลงในพื้นที่ โดยเฉพาะจังหวัดที่อยู่ใต้สถานี C.2 ที่จังหวัดนครสวรรค์ลงมา
เนื่องจากพื้นที่ต้องรับมวลน้ำจากภาคเหนือมารวมกับมวลน้ำที่มาจากแม่น้ำสะแกกรัง ที่จะไหลลงสู่เขื่อนเจ้าพระยา เพื่อรับมือก่อนที่เกิดสถานการณ์ให้ประชาชนเดือดร้อนน้อยที่สุด ไม่ว่าจะเป็นการหน่วงน้ำและผันน้ำออกทางด้านฝั่งซ้ายและขวา เข้าทุ่งรับน้ำ โดยพื้นที่นั้นจะต้องไม่มีบ้านเรือนประชาชน เพื่อลดผลกระทบของประชาชนที่จะได้รับความเดือดร้อนจากอุทกภัยในพื้นที่ท้ายเขื่อนเจ้าพระยา โดยเฉพาะจังหวัดพระนครศรีอยุธยา และสุพรรณบุรี รวมไปถึงการวางแผนเรื่องพื้นที่เพาะปลูก และการเกษตร เพื่อให้ประชาชนได้รับผลกระทบน้อยที่สุด
ทั้งนี้ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ในฐานะฝ่ายเลขานุการฯ จะนำแนวทางข้อสั่งการไปประสานบูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเดินหน้ามาตรการเชิงรุกบริหารจัดการน้ำภาคกลาง ตามแนวทางของคณะกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งภาคกลาง เพื่อให้พี่น้องประชาชนได้รับการดูแลจากภัยพิบัติ
