เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
พิมพ์ใจ-วัลลภา-สุริยน ประมูลลูกวอลเลย์บอลทีมชาติไทย รายได้มอบการกุศลในงาน “HiSoParty 23rd Anniversary”
Biz Movement พิมพ์ใจ-วัลลภา-สุริยน ประมูลลูกวอลเลย์บอลทีมชาติไทย รายได้มอบการกุศลในงาน “HiSoParty 23rd Anniversary”
รพ.หัวใจกรุงเทพ เปิด Sport Cardiology เช็กหัวใจสายวิ่ง
Biz Movement รพ.หัวใจกรุงเทพ เปิด Sport Cardiology เช็กหัวใจสายวิ่ง
ครม. ให้ ททท. ก่อหนี้ผูกพัน 4 ปี 110 ล้าน ค่าเช่า 5 สนง.-รถ-คลังเก็บวัสดุ
Politics ครม. ให้ ททท. ก่อหนี้ผูกพัน 4 ปี 110 ล้าน ค่าเช่า 5 สนง.-รถ-คลังเก็บวัสดุ
ครม.ไฟเขียวแผนหนี้ปี’70 กู้ใหม่ 1.26 ล้านล้าน ดันหนี้สาธารณะแตะ 69%
Finance ครม.ไฟเขียวแผนหนี้ปี’70 กู้ใหม่ 1.26 ล้านล้าน ดันหนี้สาธารณะแตะ 69%
“ต้าห์อู๋ พิทยา” และ “มาง ปิยธิดา” คว้าแชมป์ Thailand’s Chosen One
Biz Movement “ต้าห์อู๋ พิทยา” และ “มาง ปิยธิดา” คว้าแชมป์ Thailand’s Chosen One
น้ำท่วมดันยอดเคลมรถพุ่ง! วิริยะประกันภัย พบเสียหายแล้วกว่า 4,000 คัน
Finance น้ำท่วมดันยอดเคลมรถพุ่ง! วิริยะประกันภัย พบเสียหายแล้วกว่า 4,000 คัน
ครม.ไฟเขียวจ่าย “ช่วยชาวนาไร่ 1 พัน” 2.3 แสนครัวเรือน
Politics ครม.ไฟเขียวจ่าย “ช่วยชาวนาไร่ 1 พัน” 2.3 แสนครัวเรือน
ใจกลางกรุงโตเกียว ทุบสถิติฝนตกติดต่อนานที่สุด 34 วัน
World ใจกลางกรุงโตเกียว ทุบสถิติฝนตกติดต่อนานที่สุด 34 วัน
‘คิง เพาเวอร์’ ปลุกกำลังซื้อไตรมาส 4
Business ‘คิง เพาเวอร์’ ปลุกกำลังซื้อไตรมาส 4
รัฐบาลชี้ “ประกันภัยพิบัติฯ” เริ่ม 1 ต.ค. เหตุเกิดก่อนไม่คุ้มครองย้อนหลัง
Politics รัฐบาลชี้ “ประกันภัยพิบัติฯ” เริ่ม 1 ต.ค. เหตุเกิดก่อนไม่คุ้มครองย้อนหลัง
ดูทั้งหมด

ระบบการเงินดิจิทัลที่ ‘ปลอดภัยและทั่วถึง’ โจทย์ที่ไทยชวนโลกคุยและลงมือทำในงาน AM 2026

29 ก.ย. 2569 | 14:56น.
คอลัมน์ : แบงก์ชาติ ชวนคุย 
ผู้เขียน : ชญาวดี ชัยอนันต์ /โฆษกธนาคารแห่งประเทศ พิธิวัต พฤกษชาติ เศรษฐกร ฝ่ายความร่วมมือระหว่างประเทศ ธปท.

สวัสดีค่ะผู้อ่านทุกท่าน ในตอนที่แล้วได้ชวนคุยถึงภาพใหญ่ของการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (2026 IMF-World Bank Group Annual Meetings) ที่ไทยจะเป็นเจ้าภาพในเดือนตุลาคมนี้ วันนี้ขอชวนเจาะลึกประเด็นที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะชวนประเทศต่าง ๆ มาหารือและร่วมกันผลักดัน คือ การส่งเสริมให้ระบบการเงินดิจิทัลทั่วโลกมีความปลอดภัยและเข้าถึงได้ หรือ Safe and Inclusive Digital Finance (SIDF)

ความสำเร็จที่มาพร้อมโจทย์ใหม่

ไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่การเงินดิจิทัลเติบโตเร็วที่สุดในโลก ปัจจุบันพร้อมเพย์มีผู้ลงทะเบียนกว่า 83.3 ล้านหมายเลข มีธุรกรรมเฉลี่ย 2.51 พันล้านรายการต่อเดือน หรือคิดเป็นมูลค่า 4.39 ล้านล้านบาท ทั้งนี้ การศึกษาจาก Centre for Economics and Business Research (Cebr) ซึ่งจัดทำร่วมกับ ACI Worldwide ประเมินว่า ระบบโอนเงินแบบเรียลไทม์อย่างพร้อมเพย์มีส่วนช่วยเพิ่มผลผลิตทางเศรษฐกิจของไทยได้ถึง 2% ของ GDP เพราะธุรกิจจะมีต้นทุนทำธุรกรรมที่ต่ำลง

ผู้ค้าขายไม่ต้องไปโอนเงินที่สาขาหรือตู้เอทีเอ็ม ส่วนร้านค้ารายย่อยที่เดิมรับได้แต่เงินสด ก็สามารถให้ลูกค้าจ่ายเงินได้ด้วยคิวอาร์โค้ด ขณะที่ฝั่งผู้ให้บริการทางการเงินอย่างธนาคาร ก็เข้าถึงลูกค้าได้กว้างขึ้น เช่น ผู้มีรายได้น้อย แรงงานนอกระบบ และคนในพื้นที่ห่างไกล

แต่ความสำเร็จของการเงินดิจิทัลจะอยู่ที่ “ความเชื่อมั่น” ของผู้ใช้บริการเป็นหลัก กล่าวคือหากประชาชนไม่กล้าโอน ไม่กล้าผูกบัญชี ไม่กล้าทำธุรกรรมออนไลน์ ระบบที่ลงทุนสร้างกันมาทั้งหมดก็จะไม่มีคนมาใช้งาน ทำให้ในการประชุม IMF-WBG ครั้งนี้ ไทยเสนอให้ทุกฝ่ายมีการพูดคุยกันในเรื่องการสร้างความเชื่อมั่นในระบบการเงินดิจิทัล ผ่านสามประเด็น ได้แก่

ประเด็นแรก ภัยการเงินดิจิทัล เรื่องที่ไม่ใช่ “ปัญหาของคนอื่น” อีกต่อไป

รายงาน Global Anti-Scam Alliance (GASA) ประเมินความเสียหายจากการหลอกลวงทางการเงินทั่วโลกไว้กว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี สำหรับไทย ข้อมูลความเสียหายจากภัยทุจริตทางการเงิน อยู่ที่ 43,455 ล้านบาทในปี 2567 และจากการสำรวจของ ธปท. ร่วมกับสถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ พบว่า เหยื่อของภัยทุจริตทางการเงินมีอยู่ในทุกช่วงอายุ ทุกระดับการศึกษา และทุกอาชีพ กลุ่มวัยทำงานที่คุ้นเคยกับดิจิทัลสูงกลับมีแนวโน้มตกเป็นเหยื่อมากกว่าผู้สูงอายุ

เพราะมิจฉาชีพไม่ได้เจาะที่ระบบ แต่เจาะที่อารมณ์ ผ่านความตกใจ ความโลภ ความรัก และความกลัว นอกจากนี้ภัยเหล่านี้ไม่ได้หยุดที่บัญชีบุคคลเท่านั้น เพราะการปลอมเป็นผู้บริหารหรือคู่ค้าเพื่อหลอกให้โอนเงินกำลังเป็นปัญหาที่พบทั่วโลก และเทคโนโลยี AI ยังทำให้การปลอมแปลงเสียงและภาพที่มิจฉาชีพนำมาใช้หลอกลวงมีความแนบเนียนขึ้นทุกวัน จนแม้แต่ผู้ที่ระมัดระวังก็อาจตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพได้

ข่าวดีคือ มาตรการที่ทุกภาคส่วนของไทยร่วมกันขับเคลื่อนเริ่มเห็นผลอย่างเป็นรูปธรรมและมีนัยสำคัญ โดยภัยจากแอปดูดเงินที่เคยพุ่งสูงถึง 7,444 เคสในไตรมาส 4 ปี 2566 ลดลงเหลือศูนย์เคสในช่วงต้นปี 2568

ขณะที่มูลค่าความเสียหายจากภัยทางการเงินโดยรวมในปี 2568 ลดลงเหลือ 32,710 ล้านบาท และในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 อยู่ที่ 9,135 ล้านบาท ลดลง 42% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ที่ผ่านมา ธนาคารทั่วประเทศได้ร่วมกันระงับบัญชีม้าแล้วกว่า 3.47 ล้านบัญชี ระยะเวลาในการตรวจจับและระงับบัญชีม้าลดลงจาก 3 วัน เหลือประมาณ 10 ชั่วโมง และภายหลังจากที่พระราชกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568 มีผลบังคับใช้เพียง 3 เดือนแรกก็สามารถป้องกันความเสียหายได้เกือบ 6,000 ล้านบาท

ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่า มาตรการที่ทุกภาคส่วนร่วมกันขับเคลื่อนเริ่มเห็นผล แต่ความเสียหายในระดับหมื่นล้านบาทต่อปียังคงเป็นความท้าทายที่ประมาทไม่ได้ และตราบใดที่มิจฉาชีพยังดำเนินการข้ามพรมแดนและข้ามอุตสาหกรรม ตั้งแต่ภาคการเงิน โทรคมนาคม ไปจนถึงแพลตฟอร์มออนไลน์ ก็ไม่มีประเทศใดจะสามารถจัดการปัญหานี้ได้โดยลำพัง

นี่จึงเป็นเหตุผลที่ประเทศไทยต้องการชวนนานาประเทศร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์และยกระดับความร่วมมือในเดือนตุลาคมนี้

จากความเสี่ยงต่อประชาชน สู่ความเสี่ยงของระบบไซเบอร์โดยรวม และความเสี่ยงจากการใช้ AI

ประเด็นที่สอง คือความมั่นคงของระบบ (Cyber Resilience) วันนี้บริการทางการเงินพึ่งพาซอฟต์แวร์ เครือข่าย คลาวด์ และผู้ให้บริการภายนอกที่กระจุกตัวอยู่ไม่กี่ราย จุดอ่อนเพียงจุดเดียวจึงอาจทำให้ปัญหาลุกลามกระทบทั้งระบบได้
ผู้กำกับดูแลในภาคการเงินจึงกำลังหาทางที่จะออกแบบระบบให้แก้ปัญหาภัยไซเบอร์ให้จบได้เร็ว และระบบกลับมาทำงานเป็นปกติได้เร็วด้วย

อีกโจทย์ที่โลกยังกำลังพยายามหาคำตอบร่วมกัน คือ กติกาว่าด้วยการใช้เทคโนโลยีและ AI อย่างรับผิดชอบ เพราะเทคโนโลยีแม้จะช่วยให้คนเข้าถึงสินเชื่อได้ง่ายขึ้น แต่ก็อาจผลักให้คนเป็นหนี้เกินตัว เร่งเร้าให้ตัดสินใจโดยไม่เข้าใจความเสี่ยง หรือเลือกที่จะให้หรือไม่ให้สินเชื่อขึ้นกับเงื่อนไขที่ซับซ้อน และตรวจสอบได้ยาก ทำให้กลายเป็นลดการเข้าถึงบริการทางการเงินลงได้

ดังนั้น ตัวชี้วัดความสำเร็จของระบบการเงินดิจิทัล จึงไม่ใช่แค่เทคโนโลยีที่ล้ำสมัย ให้บริการได้รวดเร็ว แต่คือการที่คนทุกกลุ่ม ไม่ว่าอยู่ในเมืองหรือชนบท รายได้มากหรือน้อย เข้าถึงบริการทางการเงินได้อย่างเป็นธรรม ในระบบนิเวศที่เอื้อให้ทุกคนได้ประโยชน์ (Enabling Ecosystem) ซึ่งต้องอาศัยทั้งโครงสร้างพื้นฐาน การแข่งขันที่เปิดกว้าง และความรู้ทางการเงินของประชาชน

ในแง่นี้ไทยถือว่าเริ่มเดินมาถูกทาง ธปท. มีเกณฑ์การให้สินเชื่ออย่างรับผิดชอบและยั่งยืน (Responsible Lending) ที่วางหลักว่าผู้ให้บริการต้องดูแลลูกหนี้อย่างรับผิดชอบตลอดวงจรหนี้ ตั้งแต่การโฆษณา การเสนอขาย ไปจนถึงการช่วยเหลือลูกหนี้ที่มีปัญหา ซึ่งเป็นตัวอย่างว่าหลักคิดเรื่อง “ความรับผิดชอบของผู้ให้บริการ” สามารถแปลงเป็นเกณฑ์กำกับที่ใช้ได้จริง และเป็นฐานที่ขยายต่อไปสู่การกำกับการใช้ AI และเทคโนโลยีอย่างรับผิดชอบได้ในระยะข้างหน้า

ทั้งสามประเด็นนี้ต่างมุ่งสู่เป้าหมายเดียวกัน คือการรักษาความเชื่อมั่นในระบบการเงินดิจิทัล ซึ่งเป็นทั้งรากฐานของเสถียรภาพและการเติบโตทางเศรษฐกิจ

Bangkok Blueprint จากแนวคิด SIDF สู่แนวทางที่นำไปใช้ได้จริง

คำถามต่อจากนี้คือ จะเปลี่ยนความเข้าใจเรื่องความเสี่ยงให้เป็นการลงมือทำร่วมกันได้อย่างไร ธปท. จึงร่วมกับกองทุนการเงินระหว่างประเทศและธนาคารโลกจัดทำ “Bangkok Blueprint” เพื่อรวบรวมแนวทางที่ประเทศต่าง ๆ สามารถนำไปปรับใช้ในการรับมือภัยการเงินดิจิทัล ตั้งแต่การวางยุทธศาสตร์ การกำหนดความรับผิดชอบ การป้องกันและช่วยเหลือผู้เสียหาย ไปจนถึงความร่วมมือระหว่างประเทศ

เรามุ่งหวังให้ Bangkok Blueprint เป็นกรอบอ้างอิงที่ประเทศต่าง ๆ หยิบไปใช้ได้จริง เพื่อยกระดับการรับมือภัยการเงินดิจิทัล และยังคงเป็นประโยชน์ต่อประชาคมโลกหลังการประชุมสิ้นสุดลง

รายละเอียดของ Bangkok Blueprint จะเป็นอย่างไร ขอชวนผู้อ่านติดตามในช่วงการประชุม แต่เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัวภาคธุรกิจ เพราะสถาบันการเงิน ผู้ให้บริการโทรคมนาคม แพลตฟอร์มดิจิทัล และธุรกิจทุกขนาด ล้วนเป็นทั้งผู้ที่อาจได้รับผลกระทบและเป็นส่วนสำคัญของการรับมือปัญหาเหล่านี้

แท็กที่เกี่ยวข้อง

การเงิน ดิจิทัล