“BABY SWIMMING” จับมือยักษ์ญี่ปุ่น รุกธุรกิจสวนวิกฤตเด็กเกิดน้อย
“เบบี้ สวิมมิ่ง” สบช่องตลาดสถาบันพัฒนาทักษะเด็กโตสวนกระแสเด็กเกิดน้อย ผนึกพันธมิตร “SAGINUMA” จากญี่ปุ่น ยกระดับมาตรฐาน-เพิ่มหลักสูตร รับอินไซต์พ่อแม่ยุคใหม่กำลังซื้อสูงเปย์กิจกรรมนอกห้องเรียนไม่อั้น พร้อมขยายฐานเจาะนักกีฬา-สูงวัยช่วยบาลานซ์พอร์ต ก่อนรุก CLMV ประเดิมเวียดนามชิงวัยแรงงาน-เด็กแรกเกิด
ดร.พลภัทร นิติธรรมยง ผู้ก่อตั้งและผู้บริหาร บริษัท เบบี้ สวิมมิ่ง แฟมิลี่ จำกัด ผู้ดำเนินธุรกิจสถาบันสอนว่ายน้ำสำหรับเด็ก “เบบี้ สวิมมิ่ง ไทยแลนด์” จำนวน 18 สาขาทั่วประเทศ กล่าวว่า ตั้งแต่โค้งท้ายปี 2569 นี้ บริษัทเตรียมยกระดับธุรกิจจากโรงเรียนสอนว่ายน้ำเด็กเล็ก สู่โมเดลสโมสรว่ายน้ำ หรือ Aquatic Center เต็มรูปแบบ


ด้วยการเซ็นสัญญาความร่วมมือกับ “SAGINUMA SWIMMING CLUB” สถาบันสอนว่ายน้ำเก่าแก่กว่า 50 ปีจากญี่ปุ่น ภายใต้การสนับสนุนขององค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น หรือ JETRO
ผสานจุดแข็ง 2 หลักสูตรเข้าด้วยกัน โดยนำหลักสูตรออสเตรเลีย ที่เน้นความผ่อนคลายในการปูพื้นฐานเด็กเล็ก มาบวกรวมกับหลักสูตรญี่ปุ่นที่เน้นความเข้มงวดด้านระเบียบวินัย เทคนิคการฝึกซ้อม และโภชนาการ เพื่อต่อยอดเด็กไทยที่มีศักยภาพสู่เส้นทางนักกีฬาอาชีพระดับสากล
“แม้เราจะดูแลเด็กมาแล้วกว่า 5 หมื่นคนด้วยหลักสูตรออสเตรเลีย แต่การผนึกกำลังครั้งนี้จะช่วยเติมเต็มด้านความพิถีพิถันของเทคนิค ระบบฝึกซ้อมที่มีวินัยสูง และโปรโตคอลความปลอดภัยที่เข้มงวดของญี่ปุ่น เข้ามายกระดับมาตรฐานของสถาบันให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น”



ขยายฐาน 4 เดือนยันสูงวัย
ดร.พลภัทรกล่าวต่อไปว่า ความร่วมมือนี้จะช่วยให้บริษัทสามารถขยายพอร์ตบริการครอบคลุมตั้งแต่ทารก 4 เดือน ไปจนถึงการปั้นนักกีฬาว่ายน้ำ และกลุ่มผู้สูงวัย ตามกลยุทธ์เพิ่มวงจรการใช้บริการของลูกค้าแต่ละรายให้ยาวนานขึ้น เพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน และลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาอัตราเด็กเกิดใหม่
โดยในกลุ่มนักกีฬาจะนำเทคนิคและระเบียบวินัยจากญี่ปุ่นมาใช้ฝึกซ้อมเพื่อส่งแข่งขันระดับสากล ซึ่งจะขยายเพดานอายุผู้เรียนไปจนถึง 15-18 ปี ส่วนกลุ่มผู้สูงวัยจะเปิดหลักสูตรออกกำลังกายทางน้ำภายใต้วิสัยทัศน์ “Vibrant at 100” สำหรับการดูแลสุขภาพที่แข็งแรงแม้อายุ 100 ปี
นอกจากนี้ยังเตรียมนำองค์ความรู้ด้านความปลอดภัยจากญี่ปุ่น ทั้งโปรโตคอล Zero Accident การประเมินความเสี่ยง และการปฐมพยาบาลทางน้ำ มาขับเคลื่อนโมเดล CSR ร่วมกับชุมชนและโรงเรียนภาครัฐ เพื่อถ่ายทอดทักษะเอาชีวิตรอดและร่วมแก้ปัญหาเด็กไทยเสียชีวิตจากการจมน้ำในระยะยาว


พัฒนาบุคลากรสไตล์ญี่ปุ่น
นอกจากด้านบริการแล้ว บริษัทยังต่อยอดความร่วมมือมายังด้านพัฒนาบุคลากร ด้วยระบบ Train the Trainer สไตล์ญี่ปุ่นและสถาบันฝึกสอนภายในองค์กร เพื่อปั้นโค้ชมาตรฐานแข่งขัน โดยใช้เวลาฝึกอบรม 3 เดือน และตั้งเกณฑ์สอบผ่านขั้นต่ำที่ 90% เพื่อคุมเข้มความปลอดภัยสูงสุด
ขณะเดียวกันยังวางแผนลงทุนประมาณ 18 ล้านบาทก่อสร้างสาขาแฟลกชิปแห่งใหม่ย่านราชพฤกษ์-สวนผัก บนพื้นที่ 2 ไร่ ประกอบด้วยสระคู่ขนาด 25 เมตร คาดว่าจะเปิดให้บริการต้นปี 2570 เพื่อปั้นเป็นศูนย์วิจัยและพัฒนาหลักสูตร และต้นแบบของสโมสร หรือ Aquatic Center ครบวงจร
สำหรับการขยายสาขาในประเทศ เตรียมปักหมุดทำเลใจกลางเมืองและหัวเมืองกำลังซื้อสูง อาทิ เชียงใหม่ พิษณุโลก และนครปฐม โดยจะควบคุมมาตรฐานแฟรนไชส์ผ่านระบบซอฟต์แวร์คลาวด์ที่พัฒนาขึ้นเอง เพื่อรักษาคุณภาพแบบ End-to-End
บริษัทไม่ได้ใช้จำนวนสาขาเป็นตัวตั้ง แต่โฟกัสการรักษามาตรฐานให้เท่าเทียมกันทุกแห่ง เพราะหากสร้างระบบหลังบ้านที่แข็งแกร่งได้ จำนวนสาขาจะเป็นผลลัพธ์ที่ตามมาเอง
บุก ตจว.-ต่างประเทศ
สำหรับโรดแมป 3-5 ปี บริษัทเตรียมนำร่องหลักสูตรฝึกนักกีฬาแข่งขันร่วมกับพันธมิตรญี่ปุ่นในปี 2570 ก่อนปูพรมโรลเอาต์ให้ครอบคลุม 18 สาขาภายในปี 2571 และเตรียมขยายสู่ตลาดต่างประเทศโฟกัสภูมิภาค CLMV และเอเชียในช่วงปีที่ 3-5
เป้าหมายแรกจะปักธงรุกตลาดเวียดนาม เนื่องจากเป็นตลาดที่มีศักยภาพสูง จากฐานประชากรกว่า 90 ล้านคน ซึ่งมีสัดส่วนวัยแรงงานและเด็กแรกเกิดจำนวนมาก กำลังซื้อเติบโตต่อเนื่อง รวมถึงยังไร้คู่แข่งรายใหญ่ในเซ็กเมนต์สถาบันสอนว่ายน้ำมาตรฐานสากล ก่อนตามด้วยตลาดรองอย่าง สปป.ลาว ที่มีฐานลูกค้ากำลังซื้อสูง
โดยโมเดลสำหรับเจาะตลาดต่างประเทศจะมุ่งเน้นให้สิทธิมาสเตอร์แฟรนไชส์ และการร่วมทุนกับพาร์ตเนอร์ท้องถิ่น เพื่อลดความเสี่ยงและเพิ่มความคล่องตัวด้านกฎหมายการลงทุน
ด้านผลประกอบการนั้น เดิมธุรกิจสถาบันสอนว่ายน้ำมีความสามารถในการทำกำไรในระดับประมาณ 50% และสามารถรักษาฐานลูกค้าเดิมไว้ได้ประมาณ 70-80% อย่างไรก็ตามบริษัทใช้นโยบายจำกัดขีดความสามารถการรองรับผู้ใช้บริการไว้ที่ 80% เพื่อควบคุมมาตรฐานและคุณภาพบริการ