นวัตกรรม ‘จัตุรัสรับน้ำ’ เมืองร็อตเตอร์ดัม โซลูชันแก้น้ำท่วมจากเนเธอร์แลนด์
ขณะที่ประเทศไทยกำลังเผชิญวิกฤตน้ำท่วมในหลายพื้นที่ “เนเธอร์แลนด์” ประเทศที่พื้นที่มากกว่าครึ่งอยู่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเล ได้พิสูจน์ให้โลกเห็นถึงการเปลี่ยนผ่านจากการสร้างคันกั้นน้ำสูงลิ่ว มาสู่แนวคิด “อยู่ร่วมกับน้ำ” ผ่านโครงการยักษ์ระดับชาติ ‘Room for the River’ และนวัตกรรม ‘จัตุรัสรับน้ำ’ (Water Square) กลางเมืองร็อตเตอร์ดัม ที่กักเก็บน้ำฝนได้เกือบ 2 ล้านลิตร โดยไม่ทิ้งพื้นที่ให้ไร้ประโยชน์ในวันแดดออก
ปัญหาฝนตกหนักและน้ำท่วมขังในกทม. และปริมณฑลของไทย อาจกลายเป็นโจทย์เรื้อรังที่งบประมาณด้านการก่อสร้างคันกั้นน้ำ หรือระบบสูบน้ำเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพออีกต่อไป เช่นเดียวกับประเทศเนเธอร์แลนด์ที่เคยพึ่งพาเขื่อนและคันกั้นน้ำมานานหลายร้อยปี
แต่หลังเผชิญเหตุน้ำท่วมใหญ่และวิกฤตเฉียดน้ำทะลักล้นในปี 1993 และ 1995 รัฐบาลเนเธอร์แลนด์ได้ตัดสินใจ “ถอดบทเรียนครั้งใหญ่” พลิกจากการรบกับธรรมชาติ มาเป็นการทำความเข้าใจและคืนพื้นที่ให้แม่น้ำ
อภิมหาโครงการ ‘Room for the River’
ประเทศเนเธอร์แลนด์เผชิญกับภัยจากน้ำท่วมอย่างต่อเนื่อง และความเสี่ยงนี้กำลังเพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ จากการลดลงของพื้นที่รับน้ำตามธรรมชาติริมแม่น้ำ ยิ่งไปกว่านั้น ปริมาณฝนที่ตกหนักและถี่ขึ้นยังส่งผลให้ระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้นอีกด้วย
เพื่อรับมือกับปัญหานี้ รัฐบาลเนเธอร์แลนด์จึงได้ริเริ่มโครงการ “Room for the River” คืนพื้นที่ให้แม่น้ำ โดยมีเป้าหมายเพื่อลดความเสี่ยงภัยน้ำท่วม ด้วยการขยายพื้นที่ให้แม่น้ำสามารถเอ่อล้นได้อย่างปลอดภัย
หน่วยงาน Rijkswaterstaat หรือกรมโครงสร้างพื้นฐานและการจัดการน้ำ ดำเนินการอย่างไร?
Rijkswaterstaat ดำเนินมาตรการเพิ่มศักยภาพการรองรับน้ำของแม่น้ำใน 30 พื้นที่ทั่วประเทศเนเธอร์แลนด์ ตัวอย่างเช่น การขยับแนวคันกั้นน้ำ (Dykes) ให้ร่นเข้าไปในฝั่ง เพื่อเปิดทางให้แม่น้ำสามารถแผ่ขยายออกไปยังพื้นที่ที่กว้างขึ้นได้ นอกจากนี้ ยังมีการขุดช่องทางระบายน้ำ และขุดปรับลดระดับพื้นที่รับน้ำริมฝั่งในบางจุด
พื้นที่เหล่านี้จะกลายเป็นพื้นที่รับน้ำชั่วคราวเมื่อเกิดภาวะน้ำหนุน ซึ่งช่วยเพิ่มพื้นที่ให้แก่แม่น้ำและลดแรงดันน้ำที่กระทำต่อคันกั้นน้ำลงได้อย่างมีประสิทธิภาพ
โครงการ “Room for the River” (Ruimte voor de Rivier) มูลค่ากว่า 2.3 พันล้านยูโร หรือราว 8.8 หมื่นล้านบาท ครอบคลุมพื้นที่เป้าหมายกว่า 30 แห่งทั่วประเทศ มีเป้าหมายหลักในการเพิ่มขีดความสามารถในการระบายน้ำของแม่น้ำสายหลัก โดยเฉพาะแม่น้ำไรน์ (Rhine) และแม่น้ำวาล (Waal)
หัวใจสำคัญของโครงการนี้ไม่ได้อยู่ที่การขยายคันกั้นน้ำให้สูงขึ้น เพราะยิ่งคันกั้นน้ำสูงเท่าไร หากเกิดการแตกชำรุด ความเสียหายจะยิ่งมหาศาล รัฐบาลเนเธอร์แลนด์จึงใช้เทคนิคทางภูมิสถาปัตยกรรม 9 รูปแบบ ยกตัวอย่างเด่นๆ เช่น
- ขยับแนวคันกั้นน้ำถอยร่นออกไป (Dike Relocation) ขยายพื้นที่รับน้ำให้กว้างขึ้น
- ขุดช่องทางระบายน้ำขนาน (Lateral Channels) เช่น โครงการ Room for the Waal ณ เมืองไนเมเคิน (Nijmegen) ที่ขุดช่องน้ำใหม่ขนานกับแม่น้ำเดิม สร้างเป็นเกาะกลางน้ำสำหรับพักผ่อน และช่วยลดระดับน้ำยามวิกฤตลงได้ถึง 35 เซนติเมตร
- การลดระดับพื้นที่ตลิ่งและขุดลอกสันดอน เพื่อให้น้ำไหลสะดวกขึ้นในช่วงพายุเข้า
ที่สำคัญ โครงการนี้เน้นแนวคิด Spatial Quality คือการออกแบบให้พื้นที่รับน้ำชั่วคราวเหล่านี้ สามารถใช้ประโยชน์เป็นสวนสาธารณะ พื้นที่เกษตรกรรม หรือสถานที่ท่องเที่ยวได้ในยามปกติ
‘จัตุรัสรับน้ำ’ ลานสเก็ตที่กลายเป็นบึงกักเก็บน้ำ 1.7 ล้านลิตร

ในระดับการจัดการน้ำในเขตเมืองใหญ่ เมืองร็อตเตอร์ดัม (Rotterdam) ได้สร้างบรรทัดฐานใหม่ด้วยการพัฒนานวัตกรรม “Water Square” หรือ Benthemplein ซึ่งเป็นพื้นที่สาธารณะแบบอานุภาพ 2 อิน 1 แห่งแรกของโลกที่ผสมผสานประโยชน์ของพื้นที่เมือง และระบบระบายน้ำเข้าด้วยกันอย่างลงตัว
หัวใจสำคัญของจัตุรัสแห่งนี้คือ การปรับเปลี่ยนฟังก์ชันการใช้งานตามสภาพอากาศ โดยในวันที่ฟ้าหลัวแดดจัด พื้นที่ทั้งหมดจะทำหน้าที่เป็นศูนย์รวมกิจกรรมกลางแจ้งของเมือง ไม่ว่าจะเป็นลานสเก็ตบอร์ด สนามบาสเกตบอล หรืออัฒจันทร์กลางแจ้งสำหรับการแสดงของนักเรียนและประชาชนทั่วไป
แต่เมื่อเกิดพายุฝนตกหนัก พื้นที่ลดระดับ (Sunken Plaza) ทั้ง 3 แอ่งจะแปลงสภาพเป็น “แก้มลิงกลางเมือง” ทันที เพื่อรองรับน้ำฝนที่เอ่อล้นมาจากหลังคาอาคารและถนนโดยรอบได้สูงสุดถึง 1.7 – 2 ล้านลิตร

และหลังจากพายุสงบลง ระบบกักเก็บจะค่อยๆ ปล่อยน้ำลงสู่ท่อระบายน้ำและแม่น้ำใกล้เคียงอย่างช้าๆ ซึ่งช่วยลดภาระสะสมของระบบระบายน้ำเมือง และป้องกันไม่ให้น้ำท่วมเอ่อล้นเข้าท่วมพื้นที่เศรษฐกิจรอบข้าง
นอกจากนี้ การออกแบบทางสถาปัตยกรรมยังทอดแทรกสัญลักษณ์เชิง visual ที่ชาญฉลาด โดยเลือกใช้โทนสีฟ้าทาบริเวณพื้นส่วนรับน้ำ และใช้สแตนเลสเงาทำเป็นช่องทางลำเลียงน้ำฝน เพื่อสื่อสารให้ประชาชนที่ผ่านไปมาเข้าใจได้โดยสัญชาตญาณทันทีว่า น้ำจะไหลมาจากทิศทางใดและจะถูกกักเก็บไว้ ณ บริเวณใดบ้างในช่วงที่เกิดฝนตกหนัก