Skip to content
ทรัมป์ กับ สี จิ้นผิง แนวทางปฏิบัติกับการเมือง
World ทรัมป์ กับ สี จิ้นผิง แนวทางปฏิบัติกับการเมือง
อดีตผู้พิพากษาชี้ “หมอสรณ” หมดอำนาจ จัดประชุม กสทช. 1–2 ต.ค. เสี่ยงคดีอาญา
Politics อดีตผู้พิพากษาชี้ “หมอสรณ” หมดอำนาจ จัดประชุม กสทช. 1–2 ต.ค. เสี่ยงคดีอาญา
ค่าเงินบาทวันนี้ (30 ก.ย. 69) เปิดตลาดแข็งค่า 33.56 บาท บทวิเคราะห์ล่าสุด
Finance ค่าเงินบาทวันนี้ (30 ก.ย. 69) เปิดตลาดแข็งค่า 33.56 บาท บทวิเคราะห์ล่าสุด
เฉลยแล้ว! fastwork ปิด ‘fastwork.co’ ย้ายสู่ fastwork.com ภายในต้นปีหน้า
Business เฉลยแล้ว! fastwork ปิด ‘fastwork.co’ ย้ายสู่ fastwork.com ภายในต้นปีหน้า
ราคาบิตคอยน์วันนี้ (30 ก.ย. 69) ขยับขึ้น 0.12% อยู่ที่ 83,393 เหรียญสหรัฐ
Finance ราคาบิตคอยน์วันนี้ (30 ก.ย. 69) ขยับขึ้น 0.12% อยู่ที่ 83,393 เหรียญสหรัฐ
ธุรกิจบันเทิงโตแรง FEE:D 2026 เอ็นเกจพุ่ง
Biz Movement ธุรกิจบันเทิงโตแรง FEE:D 2026 เอ็นเกจพุ่ง
ราคาน้ำมันวันนี้ (30 ก.ย. 69) เช็กราคาดีเซล-แก๊สโซฮอล์ล่าสุด
Economic ราคาน้ำมันวันนี้ (30 ก.ย. 69) เช็กราคาดีเซล-แก๊สโซฮอล์ล่าสุด
เอกชนลังเล ‘ประกันภัยพิบัติ’ เสี่ยงสูง-เจรจาจำกัดคุ้มครอง
Finance เอกชนลังเล ‘ประกันภัยพิบัติ’ เสี่ยงสูง-เจรจาจำกัดคุ้มครอง
พยากรณ์อากาศ (30 ก.ย.) ไทยตอนบนฝนลดลง ภาคใต้ยังมีฝนหนักบางพื้นที่
News พยากรณ์อากาศ (30 ก.ย.) ไทยตอนบนฝนลดลง ภาคใต้ยังมีฝนหนักบางพื้นที่
ซูซูกิลุยเสริมแกร่ง ‘เซอร์วิส’ ลุยโชว์รูมลั่นปี’70 ส่ง 2 รุ่นใหม่ลุยตลาด
Automotive ซูซูกิลุยเสริมแกร่ง ‘เซอร์วิส’ ลุยโชว์รูมลั่นปี’70 ส่ง 2 รุ่นใหม่ลุยตลาด
ดูทั้งหมด

เอกชนลังเล ‘ประกันภัยพิบัติ’ เสี่ยงสูง-เจรจาจำกัดคุ้มครอง

30 ก.ย. 2569 | 07:40น.

รัฐบาลคิกออฟประกันภัยพิบัติแห่งชาติ 1 ต.ค.นี้ บริษัทประกันภัย ลังเลเข้าร่วมโครงการผวาวงเงินคุ้มครองสูง 75,000 ล้านบาท โฆษกรัฐบาลยอมรับเอกชนเจรจาต่อรองตัวเลขขั้นสุดท้าย เหตุ ปภ. ขอเพิ่มวงเงินคุ้มครอง วงในเผยเสี่ยงสูงภาวะโลกร้อนทำให้เกิดเหตุภัยพิบัติทั้งน้ำท่วม ดินถล่มรุนแรงขีดเส้นต้องประกาศ “เขตภัยพิบัติ” ตั้งแต่ 1 ต.ค.69 เท่านั้น “สมาคมประกันวินาศภัยไทย” เร่งถกบริษัทสมาชิกหาข้อสรุปให้ทันรัฐบาลกดปุ่มเริ่มโครงการ เตรียมส่ง “ประกันภัยต่อ”

บริษัทประกันแหยงเสี่ยงสูง

แหล่งข่าวจากภาคธุรกิจประกันภัยเปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ตามที่รัฐบาลอนุมัติหลักการให้ดำเนินโครงการประกันภัยพิบัติ โดยรัฐบาลควักเงิน 15,000 ล้านบาท ซื้อกรมธรรม์ให้กับครัวเรือนทั่วประเทศราว 30 ล้านครัวเรือน  คุ้มครอง 3 ภัย คือ น้ำท่วม วาตภัย และแผ่นดินไหว เป็นวงเงินความคุ้มครอง 75,000 ล้านบาทนั้น

ขณะนี้ในส่วนของภาคธุรกิจประกันภัยยังไม่ได้ข้อสรุป เรื่องจำนวนบริษัทประกันที่จะเข้าร่วม เพราะหลายบริษัทยังลังเลในการเข้ามาร่วมรับประกัน เนื่องจากกังวลความเสี่ยงในการรับประกันที่นับได้ว่าเป็นความเสี่ยงระดับสูง และเดิมทางบริษัทประกันเสนอวงเงินคุ้มครองไว้ที่ 60,000 ล้านบาทเท่านั้น แต่ทางรัฐบาลขอต่อรองเพิ่มเป็น  75,000 ล้านบาท 

อย่างไรก็ดี ทางสมาคมประกันวินาศภัยไทยพยายามเร่งหารือให้ได้ข้อสรุป เนื่องจากรัฐบาลเตรียมจะคิกออฟโครงการในวันที่ 1 ต.ค. นี้ ที่ทำเนียบรัฐบาล 

“ต้องบอกว่าโครงการนี้ความเสี่ยงในการรับประกันสูงมาก ขณะที่ยังประชุมเงื่อนไขไม่จบ แต่มีการโค้ดราคาเบี้ยออกมา จึงดูรีบไปหน่อย ซึ่งการจะให้บริษัทประกันเข้ามารับความเสี่ยงก็ต้องคุยหลักเกณฑ์ต่าง ๆ ให้ชัดเจน โดยเฉพาะช่วงนี้เกิดสถานการณ์อุทกภัยในกรุงเทพฯ ที่ค่อนข้างหนัก มีการประกาศเขตภัยพิบัติ 50 เขต  ซึ่งตามเกณฑ์ประกันภัยพิบัติกำหนดให้จ่ายค่าเสียหายส่วนแรกภายใน 15 วัน นับจากที่มีการประกาศเขตภัยพิบัติ จึงต้องวางให้ชัดเจน ว่าจะจ่ายสำหรับการประกาศเขตภัยพิบัติตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 2569 ไปเท่านั้น ไม่อย่างนั้นบริษัทประกันก็ไม่กล้ารับ” 

เจรจาจำกัดความคุ้มครอง

แหล่งข่าวกล่าวว่า การหารือร่วมกันมีการขีดเส้นว่าจะเริ่มนับหนึ่งโครงการตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 2569  ดังนั้นการประกาศเขตภัยพิบัติในช่วงก่อนวันที่ 1 ต.ค. 2569 จะยังไม่เข้าข่ายโครงการรับประกันภัยพิบัติ  โดยยังคงเป็นไปตามเดิม คือ คุ้มครองผู้เอาประกันที่ได้ซื้อประกันไว้กับแต่ละบริษัท  ขณะที่การจ่ายเงินเยียวยาต่าง ๆ จะเป็นความรับผิดชอบของทางรัฐบาล

“ตอนนี้ยังสรุปไม่ได้ว่ามีกี่บริษัทที่จะเข้าร่วม  โดยที่ผ่านมาจำนวนบริษัทยังน้อย ยังไม่ครอบคลุมการรับประกันภัย 100% เนื่องจากภัยมันใหญ่ ความเสี่ยงค่อนข้างสูง หลายบริษัทก็เลยกังวล ซึ่งก็ต้องดูเรื่องการรับประกันภัยต่อ หรือรีอินชัวเรอร์ออกไปต่างประเทศด้วย อย่างไรก็ดีเชื่อว่าจะสามารถเริ่มดำเนินการได้ตามที่กำหนด เพียงแต่ภาคธุรกิจกับสมาคมประกันวินาศภัยไทยต้องคุยในรายละเอียดกันค่อนข้างมาก” 

แหล่งข่าวกล่าวเพิ่มเติมว่า เนื่องจากปัจจุบันเหตุภัยพิบัติทางธรรมชาติเกิดขึ้นรุนแรงและบ่อยมากขึ้นในหลายพื้นที่ของประเทศไทย  ทำให้บริษัทประกันค่อนข้างกังวลกับเงื่อนไขความคุ้มครอง   อย่างไรก็ตามทางสมาคมมีการเจรจาเพื่อจำกัดความคุ้มครองความเสียหาย เฉพาะสิ่งปลูกสร้างที่เป็นที่อยู่อาศัย และการเสียชีวิตเท่านั้น  จะไม่รวมถึงเฟอร์นิเจอร์ เครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน   ขณะที่ปกติประชาชนซื้อประกันภัยที่อยู่อาศัยเหตุภัยพิบัติ น้ำท่วม แผ่นดินไหว จะคุ้มครองที่สิ่งปลูกสร้างและเฟอร์นิเจอร์ อุปกรณ์เครื่องใช้ภายในบ้านด้วย  

ใกล้ปิดดีลประกันแห่งชาติ  

นายเอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงความคืบหน้าโครงการประกันภัยพิบัติแห่งชาติของรัฐบาลว่า ตอนนี้สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) กำลังตกลงรายละเอียดตัวเลขขั้นสุดท้ายกับบริษัทประกันที่จะเข้าร่วม

พร้อมยอมรับว่า บริษัทประกันมีความลังเลในการเข้าร่วมโครงการ เนื่องจากข้อตกลงความคุ้มครองสูงถึง 7.5 หมื่นล้าน   ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่กำลังหารือกันอยู่  เพราะข้อเสนอแรกบริษัทประกันเสนอวงเงินคุ้มครองน้อยกว่านี้  แต่ทางกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.)  ขอต่อรองความคุ้มครองที่ 7.5 หมื่นล้าน  และเกณฑ์เยียวยาตามที่แถลงไปก่อนหน้านี้ ฉะนั้นปัจจุบันอยู่ในขั้นตอนการเจรจาสุดท้าย ซึ่งไม่น่าจะมีปัญหาอะไรอยู่ในกรอบที่เจรจาไว้  ยืนยันว่าทุกอย่างจะเรียบร้อยก่อนวันที่ 1 ต.ค. นี้

รัฐบาลขีดเส้นดีเดย์ 1 ต.ค. 69

นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลพร้อมรับผิดชอบช่วยเหลือประชาชนที่ประสบปัญหาน้ำท่วม หรือภัยพิบัติธรรมชาติ ในช่วงเปลี่ยนผ่านนโยบายระหว่างปีงบประมาณ 2569 และปีงบประมาณ 2570  หรือก่อนวันที่ 1 ต.ค. 2569  เป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่ต้องรับผิดชอบเยียวยาประชาชน ด้วยการใช้งบฯ กลางดูแล และยืนยันว่ามีงบฯ เพียงพอต่อการเยียวยาประชาชน

ขณะที่การช่วยเหลือผู้ประสบปัญหาน้ำท่วมในปีงบประมาณ 2570 หรือตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 2569 นั้น ก่อนหน้านี้ที่ประชุม ครม.ได้มีมติเห็นชอบการซื้อประกันภัยให้ครัวเรือนทุกหลังคาเรือนในประเทศไทย กว่า 30 ล้านหลังคาเรือน วงเงิน 15,000 ล้านบาท ซึ่งขณะนี้เป็นหน้าที่ของสำนักงาน คปภ. ในการเร่งลงนามกรมธรรม์ให้ทันวันที่ 1 ต.ค. นี้ 

“ประชาชนที่ประสบปัญหาน้ำท่วมหรือประสบภัยพิบัติ หลังจากวันที่ 1 ต.ค. 2569 จะเป็นหน้าที่ของบริษัทประกันที่จะชดเชยเยียวยาให้ประชาชน”

คปภ.ยันกรมธรรม์พร้อม

ขณะที่นายอาภากร ปานเลิศ รองเลขาธิการ ด้านกำกับธุรกิจประกันภัย สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) กล่าวว่า  คปภ.ได้เตรียมความพร้อม และมีความคืบหน้าไปมาก โดยรายละเอียดสำคัญทั้งรูปแบบกรมธรรม์ อัตราเบี้ยประกันภัย และกรอบงบประมาณ เตรียมไว้เกือบครบทุกประเด็นแล้ว

“ขั้นตอนสำคัญที่กำลังเร่งดำเนินการ คือ ระบบจ่ายค่าสินไหม เพื่อให้สามารถจ่ายเงินแก่ประชาชนได้รวดเร็วเมื่อเกิดภัยพิบัติ โดยอยู่ระหว่างการจำลองขั้นตอนตั้งแต่เกิดเหตุ การประกาศพื้นที่ภัยพิบัติ การแจ้งความเสียหาย ไปจนถึงการจ่ายเงิน เพื่อดูว่าขั้นตอนใดสามารถลดหรือทำผ่านระบบได้”

ทั้งนี้ ภาคธุรกิจประกันภัย คปภ. และกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) อยู่ระหว่างหารือร่วมกันเพื่อจัดทำคู่มือการเคลม กำหนดวิธีดำเนินการในแต่ละกรณีให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน ก่อนกระจายไปยังหน่วยงานฝ่ายปกครองทั่วประเทศ เนื่องจากหน่วยงานในพื้นที่มีบทบาทสำคัญในการประกาศเขตภัยพิบัติ

ระบบยื่นเคลมผ่านมือถือ

นายอาภากรกล่าวว่า สำหรับหลักเกณฑ์การได้รับความคุ้มครอง หนึ่งในเงื่อนไขสำคัญคือพื้นที่ที่ได้รับความเสียหายจะต้องถูกประกาศเป็นเขตภัยพิบัติ ตามหลักเกณฑ์ของภาครัฐก่อน อย่างไรก็ตาม การประกาศเขตภัยพิบัติไม่ได้หมายความว่าจะต้องประกาศครอบคลุมทั้งจังหวัด  สามารถกำหนดเฉพาะพื้นที่เกิดภัย ตั้งแต่ระดับหมู่บ้าน ตำบล หรืออำเภอ ขึ้นอยู่กับขอบเขตของเหตุการณ์และประกาศของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

“ส่วนการพิจารณาที่อยู่อาศัย จะดูเป็นรายหลังคาเรือน โดยนิยามว่าที่อยู่อาศัยประเภทใดเข้าเกณฑ์ จะยึดตามหลักเกณฑ์ของฝ่ายปกครอง  ไม่ใช่ว่าเมื่อมีการประกาศเขตภัยพิบัติแล้วเงินจะโอนเข้าบัญชีประชาชนโดยอัตโนมัติ  ผู้ได้รับความเสียหายต้องแจ้งเหตุเข้ามา แต่ระบบที่กำลังพัฒนาจะพยายามลดขั้นตอนให้มากที่สุด”

หนึ่งในแนวทางที่มีการนำมาทดสอบคือ การแจ้งเหตุผ่านโทรศัพท์มือถือ เมื่อมีการประกาศเขตภัยพิบัติ ระบบจะทราบขอบเขตของพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ จากนั้นประชาชนสามารถแจ้งเหตุและถ่ายภาพบ้านที่ได้รับความเสียหายส่งเข้าระบบ โดยข้อมูลตำแหน่งที่มากับภาพจะช่วยตรวจสอบว่าบ้านอยู่ในพื้นที่เกิดภัยหรือไม่ ซึ่งแนวทางดังกล่าวมีเป้าหมายให้บริษัทประกันภัยต้องลงพื้นที่ตรวจสอบให้น้อยที่สุด เพื่อเร่งการจ่ายเงินให้ประชาชน 

คุ้มครองรายปี-ทบทวนเบี้ยทุกปี

นายอาภากรกล่าวว่า ความคุ้มครองภัยพิบัติจะกำหนดเป็นรอบปี และมีการทบทวนอัตราเบี้ยของปีถัดไป ตามข้อมูลความเสียหายและระดับความเสี่ยงที่เปลี่ยนแปลงไป  โดยจะประเมินตั้งแต่ภัยที่มีโอกาสเกิดค่อนข้างถี่  ไปจนถึงเหตุการณ์รุนแรงที่อาจเกิดในรอบ 10 ปี 25 ปี 50 ปี หรือ 100 ปี เพื่อสะท้อนความเสี่ยงที่บริษัทประกันต้องรับในแต่ละช่วงเวลา และนำไปประกอบการกำหนดอัตราเบี้ยในรอบต่อไป  ส่วนการจัดสรรงบประมาณและวิธีการจ่ายเบี้ยระหว่างรัฐบาลกับบริษัทประกันภัยยังต้องมีการตกลงรายละเอียดกันต่อไป

“รายชื่อบริษัทประกันภัยที่จะเข้าร่วมโครงการต้องผ่านการคัดกรอง ก่อนส่งข้อมูลสุดท้ายมายัง คปภ. เมื่อได้รายชื่อแล้ว คปภ.จะนำบริษัทที่ผ่านการคัดเลือกมาทดสอบความพร้อมอีกครั้ง เพื่อให้มั่นใจว่าสามารถรองรับความเสี่ยงและดำเนินการจ่ายค่าสินไหมตามระบบที่กำหนดได้จริง” 

สมาคมประกันฯ ชี้ความเสี่ยงสูง

ก่อนหน้านี้ ดร.สมพร สืบถวิลกุล นายกสมาคมประกันวินาศภัยไทย ระบุว่า วงเงินความคุ้มครองของประกันภัยพิบัติ รวมอยู่ที่ 75,000 ล้านบาท คิดเป็นประมาณ 5 เท่าของเบี้ยประกันภัยที่รัฐบาลจ่าย วงเงินดังกล่าวเป็นความรับผิดชอบสูงสุดที่ระบบประกันภัยต้องเตรียมรองรับความเสียหายจากภัยพิบัติ ไม่ใช่วงเงินที่รัฐบาลจะจ่ายให้ประชาชนโดยตรงทั้งหมด 

ขณะที่การเกิดน้ำท่วมหรือภัยธรรมชาติไม่ได้หมายความว่าจะได้รับค่าสินไหมทุกกรณี เนื่องจากเหตุการณ์ต้องเข้าเงื่อนไขภัยพิบัติ และมีการประกาศพื้นที่ภัยพิบัติหรือสาธารณภัยตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด

ดร.สมพรกล่าวว่า โจทย์สำคัญของโครงการอยู่ที่การบริหารความเสี่ยง เนื่องจากภาคธุรกิจประกันภัยจะได้รับเบี้ยจากรัฐบาลประมาณ 15,000 ล้านบาท แต่ต้องเตรียมรองรับความเสียหายรวมสูงสุดประมาณ 75,000 ล้านบาท ทำให้บริษัทประกันภัยไทยไม่สามารถเก็บความเสี่ยงทั้งหมดไว้ในประเทศได้ และจำเป็นต้องใช้ระบบประกันภัยต่อ (Reinsurance)  เพื่อกระจายความเสี่ยง

รับความเสี่ยงไว้เอง 5 พันล้าน

โดยแนวทางคือ ให้บริษัทประกันภัยในประเทศไทยรับความเสี่ยงไว้เอง (Local Retention) รวมกันไม่เกินประมาณ 5,000 ล้านบาท ส่วนความเสี่ยงที่เหลือจะส่งต่อไปยังตลาดประกันภัยต่อ โดยเฉพาะบริษัทรับประกันภัยต่อในต่างประเทศ

“ก่อนเสนอวงเงินความคุ้มครอง 75,000 ล้านบาท ภาคธุรกิจได้หารือกับบริษัทรับประกันภัยต่อในตลาดโลก เพื่อประเมินความสามารถในการรองรับความเสี่ยงจากประเทศไทย โดยช่วงแรกได้รับสัญญาณว่าสามารถจัดหาความคุ้มครองได้ประมาณ 60,000 ล้านบาท  ก่อนที่รัฐบาลจะต้องการเพิ่มวงเงินเป็น 75,000 ล้านบาท จึงมีการเจรจาเพิ่มเติม และได้รับการยืนยันว่าสามารถจัดหาความคุ้มครองในระดับดังกล่าวได้”

นายกสมาคมประกันวินาศภัยไทยกล่าวด้วยว่า ไม่ใช่บริษัทประกันภัยทุกแห่งจะสามารถเข้าร่วมโครงการได้ เนื่องจากภัยพิบัติสามารถสร้างความเสียหายในวงเงินสูง จึงต้องคัดเลือกบริษัทที่มีฐานะการเงินแข็งแกร่งและสามารถบริหารความเสี่ยงได้อย่างเหมาะสม ซึ่งจากการประเมินมีบริษัทประกันภัยประมาณ 25 แห่งที่อาจมีคุณสมบัติเข้าเกณฑ์ จากทั้งหมด 47 บริษัท 

“หากบริษัทต่าง ๆ เสนอรับความเสี่ยงรวมกันเกิน 100% จะจัดสรรตามสัดส่วน แต่หากต่ำกว่า 100% จะจัดสรรรอบแรก และดำเนินการจัดสรรส่วนที่เหลือเพิ่มเติม”

จ่าย 10,000 บาทใน 15 วัน

ดร.สมพรกล่าวว่า สำหรับความคุ้มครองกรณีอุทกภัยจะจ่ายค่าสินไหมส่วนแรก 10,000 บาทต่อครั้งต่อหลังคาเรือน ส่วนวาตภัยและแผ่นดินไหวจ่ายส่วนแรก 5,000 บาทต่อครั้งต่อหลังคาเรือน ซึ่งจะจ่ายภายใน 15 วัน หลังจากนั้นจ่ายเพิ่มเติมตามความเสียหายจริง รวมแล้วไม่เกิน 100,000 บาทต่อครั้งต่อหลังคาเรือน ส่วนกรณีเสียชีวิตจากภัยที่อยู่ภายใต้ความคุ้มครองจะได้รับเงินผลประโยชน์รายละ 2 ล้านบาท

ทั้งนี้จะใช้ข้อมูลทะเบียนบ้านเป็นฐานในการพิจารณาสิทธิ โดยต้องเป็นที่อยู่อาศัยประจำ ครอบคลุมทั้งบ้านแนวราบและห้องชุดหรือคอนโดมิเนียมที่ใช้เป็นที่อยู่อาศัย ส่วนที่อยู่อาศัยที่ยังไม่มีทะเบียนบ้าน ภาครัฐอยู่ระหว่างพิจารณาการสำรวจและจัดทำฐานข้อมูลเพิ่มเติม  รวมถึงแนวทางจัดทำทะเบียนบ้านชั่วคราว เพื่อให้ประชาชนกลุ่มดังกล่าวสามารถเข้าสู่ระบบความคุ้มครองได้

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ประกันภัยพิบัติ