ราชกิจจาฯ ประกาศยุบ “สถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน” มีผล 1 ต.ค. 69
ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี ยุบเลิกสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน (องค์การมหาชน) ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 พร้อมกำหนดหลักเกณฑ์ตรวจสอบทรัพย์สิน ชำระบัญชี โอนทรัพย์สิน และจัดการบุคลากร มอบ สคทช. ดูแลสัญญาและภารกิจที่ยังค้างกับเกษตรกรเป็นการชั่วคราว
ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง ยุบเลิกสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน (องค์การมหาชน)
ประกาศดังกล่าว อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 40 วรรคสอง แห่งพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสถาบัน
บริหารจัดการธนาคารที่ดิน (องค์การมหาชน) พ.ศ. 2554 และที่แก้ไขเพิ่มเติม จึงประกาศยุบเลิกสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน (องค์การมหาชน) ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป

นอกจากนี้ ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการตรวจสอบทรัพย์สินและชำระบัญชี การโอนหรือการจำหน่ายทรัพย์สินที่ยังคงเหลืออยู่ และการจัดการเกี่ยวกับบุคลากรของสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน (องค์การมหาชน)
โดยมีสาระสำคัญในการจัดการทรัพย์สินและบุคลากรของสถาบันฯ ดังนี้
เรื่องเงินและทรัพย์สิน
ส่งมอบเอกสารและบัญชี : สถาบันฯ ต้องรวบรวมข้อมูลทรัพย์สิน หนี้สิน งบประมาณ และเอกสารทั้งหมดส่งมอบให้สำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (สคทช.) ภายใน 30 วัน
ห้ามสร้างหนี้เพิ่ม : ห้ามสร้างหนี้หรือผูกพันทรัพย์สินใหม่ ทำได้เฉพาะเท่าที่จำเป็นต่อการปิดบัญชีเท่านั้น
การใช้เงินทุนสะสม : นำเงินสะสมมาใช้จ่ายเฉพาะเรื่องที่จำเป็น เช่น ค่าใช้จ่ายชำระบัญชี เงินชดเชยเลิกจ้าง และเงินทุนตั้งต้นสำหรับหน่วยบริการใหม่
เงินเหลือส่งคืนรัฐ : เมื่อเคลียร์บัญชีเสร็จสิ้นแล้ว เงินที่เหลือทั้งหมดต้องโอนส่งคืนเป็นรายได้แผ่นดิน ภายใน 30 วัน
เรื่องพนักงานและบุคลากร
ได้รับเงินชดเชยเลิกจ้าง : พนักงานและลูกจ้างที่ต้องออกจากงานเนื่องจากการยุบสถาบันฯ จะได้รับเงินค่าตอบแทนการเลิกจ้างตามระเบียบ
จ้างพนักงานเดิมช่วยปิดบัญชี : ในวาระแรก จะจ้างพนักงานเดิมของสถาบันฯ เข้ามาช่วยทำหน้าที่จัดการเอกสารและเคลียร์บัญชี
ผู้รับผิดชอบและระยะเวลาดำเนินการ
คณะกรรมการปิดบัญชี : แต่งตั้งคณะกรรมการ 5 คน เข้ามาตรวจสอบทรัพย์สินและปิดบัญชีให้เสร็จสิ้น ภายใน 1 ปี
การดูแลเกษตรกร : สัญญาหรือภารกิจที่ยังค้างอยู่กับเกษตรกร ให้ สคทช. เข้ามาดูแลชั่วคราว และหาหน่วยงานรัฐมารับช่วงต่อให้เสร็จ ภายใน 1 ปี

ทั้งนี้ สถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน (องค์การมหาชน) หรือ บจธ. ถูกจัดตั้งขึ้นตามพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสถาบันฯ พ.ศ. 2554 โดยมีเหตุผลสำคัญ ดังนี้
ปัญหาการขาดแคลนและเข้าไม่ถึงที่ดินทำกิน : เกิดจากปัญหาการขาดแคลนที่ดินทำกินและการที่เกษตรกรรายย่อยรวมถึงผู้ยากจนไม่สามารถเข้าถึงที่ดินได้ ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญของประเทศที่มีมาอย่างยาวนาน
การกระจุกตัวและการเก็งกำไรที่ดิน : เกิดจากปัญหาการกระจุกตัวของการถือครองที่ดินและการเก็งกำไรในที่ดิน ทำให้มีที่ดินถูกทิ้งร้าง ไม่ทำประโยชน์ หรือใช้ประโยชน์ได้ไม่เต็มที่ จนสูญเสียพื้นที่ที่เหมาะสมสำหรับการทำเกษตรกรรม และส่งผลกระทบต่อการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
เจตนารมณ์ตามรัฐธรรมนูญ : รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยกำหนดให้รัฐต้องกระจายการถือครองที่ดินอย่างเป็นธรรม และดำเนินการให้เกษตรกรมีกรรมสิทธิ์หรือสิทธิในที่ดินเพื่อประกอบเกษตรกรรมอย่างทั่วถึง
ความจำเป็นในการมีหน่วยงานรับผิดชอบโดยตรง : เนื่องจากในขณะนั้นยังไม่มีองค์กรหรือสถาบันการเงินใดรับผิดชอบโดยตรงในการจัดให้มีการใช้ประโยชน์ในที่ดินอย่างเหมาะสม และสนับสนุนทางการเงินแก่การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม
การจัดตั้งในรูปองค์การมหาชน : เพื่อให้มีองค์กรที่สามารถดำเนินงานแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับที่ดินได้อย่างเป็นอิสระ คล่องตัว และมีประสิทธิภาพ จึงได้จัดตั้ง บจธ. ขึ้นในรูปแบบองค์การมหาชน
การรับโอนภารกิจนำร่อง : ในช่วงเริ่มแรกได้มีการโอนบรรดาอำนาจ หน้าที่ กิจการ ทรัพย์สิน สิทธิ หนี้ และงบประมาณจาก สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) เฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับ “โครงการนำร่องแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินของเกษตรกรรายย่อยไทยเข้มแข็ง ภายใต้นโยบายกองทุนธนาคารที่ดิน” มาดำเนินงานต่อเนื่องภายใต้ บจธ.
นอกจากนี้ พระราชกฤษฎีกาดังกล่าว มีการกำหนดเรื่องการยุบเลิกสถาบัน โดย บจธ จะเป็นอันยุบเลิกเมื่อเข้าเงื่อนไขข้อใดข้อหนึ่ง คือ เมื่อมีการจัดตั้ง “ธนาคารที่ดิน” หรือหน่วยงานที่มีวัตถุประสงค์ทำนองเดียวกันขึ้นมาทำหน้าที่ถาวร หรือ เมื่อครบกำหนดเวลาตามกฎหมาย เนื่องจาก บจธ. ถูกตั้งขึ้นเป็นหน่วยงานชั่วคราว กฎหมายจึงกำหนดวันหมดอายุไว้ (ล่าสุดมีการตราพระราชกฤษฎีกาขยายเวลาการยุบเลิกออกไปจนถึง วันที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2570 เพื่อให้ปฏิบัติภารกิจช่วยเหลือเกษตรกรได้อย่างต่อเนื่อง ในระหว่างที่กระบวนการจัดตั้งธนาคารที่ดินถาวรยังไม่แล้วเสร็จ)
ขณะเดียวกัน กฎหมายกำหนดให้มีการประเมินผลการทำงานของ บจธ. เป็นประจำทุกปี และหากคณะรัฐมนตรีพิจารณาเห็นว่า บจธ. ทำงานไม่เกิดผลสัมฤทธิ์ หรือไม่คุ้มค่ากับเงินงบประมาณ คณะรัฐมนตรีก็มีอำนาจสั่งยุบเลิกสถาบันก่อนครบกำหนดเวลาได้ทันที
สำหรับขั้นตอนการจัดการเมื่อยุบเลิก รัฐมนตรีจะประกาศการยุบเลิกในราชกิจจานุเบกษา โดย บจธ. ยังคงสถานะเป็นนิติบุคคลชั่วคราวเฉพาะเพื่อประโยชน์ในการดำเนินกิจการชำระบัญชี และจะมีเจ้าหน้าที่เข้าทำหน้าที่ตรวจสอบทรัพย์สิน ชำระบัญชี โอนหรือจำหน่ายทรัพย์สินที่ยังเหลืออยู่ รวมถึงจัดการเรื่องพนักงานและลูกจ้างตามหลักเกณฑ์ที่คณะรัฐมนตรีกำหนด