‘ศุภจี’ ชูไทย Trusted Partner ฝ่าโลกแบ่งขั้ว เร่งปิดดีลการค้า EU-อินเดีย
“ศุภจี” ชี้โลกการค้าเปลี่ยน ภาษีไม่ใช่กำแพงเดียว หลังมาตรการที่ไม่ใช่ภาษี-การแบ่งขั้วภูมิรัฐศาสตร์เข้ม วางทางรอดธุรกิจไทยเป็น “Trusted Partner” เชื่อมซัพพลายเชนโลก ลดกระจุกสหรัฐ-จีน เร่งเปิดตลาด EU-อินเดีย พร้อมดึงจีนใช้วัตถุดิบไทยเพิ่ม
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวในหัวข้อ “ยกระดับศักยภาพธุรกิจไทย ให้แข่งขันได้ในระดับสากล” ในเวทีเสวนา “ประเทศไทยในโลกที่ไม่เหมือนเดิม : เปลี่ยนอย่างไรให้ไปต่อ” ภายในงานประชุมประจำปี 2569 ของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ว่า ภาคธุรกิจไทยกำลังเผชิญโลกการค้าที่เปลี่ยนไปอย่างมาก จากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ที่ส่งผลต่อภูมิเศรษฐศาสตร์โดยตรง และทำให้โลกแบ่งออกเป็นหลายขั้วมากขึ้น
ขณะเดียวกัน การกีดกันทางการค้าไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะมาตรการภาษีอีกต่อไป แต่ประเทศต่าง ๆ หันมาใช้มาตรการที่ไม่ใช่ภาษีมากขึ้น รวมถึงปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทาน เพื่อลดการพึ่งพาประเทศใดประเทศหนึ่ง
อย่างไรก็ตาม แม้ทุกประเทศต้องการลดการพึ่งพา แต่ไม่สามารถดำเนินเศรษฐกิจโดยลำพังได้ จึงเกิดโจทย์ใหม่คือการมองหา “Trusted Partner” หรือคู่ค้าที่สามารถไว้วางใจได้ ซึ่งถือเป็นโอกาสสำคัญของประเทศไทย
“เขากำลังมองหาคู่ค้าที่เขาสามารถไว้เนื้อเชื่อใจ หรือ Trust ได้ เขามองว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่อยู่ตรงกลาง เราไม่ได้เบี่ยงเบนตัวเองไปในทิศทางใดมากเกินไป เพราะฉะนั้นเราต้องใช้โอกาสพวกนี้ ที่จะเอาตัวเองเข้าไปอยู่ในห่วงโซ่ของโลกให้ได้”
นางศุภจีกล่าวว่า ปัจจุบันการส่งออกของไทยยังพึ่งพาตลาดขนาดใหญ่อย่างสหรัฐ และจีนในสัดส่วนสูง โดยสหรัฐมีสัดส่วนมากกว่า 20% ของการส่งออกไทย ส่วนจีนมากกว่า 10% ทำให้สองประเทศรวมกันมีสัดส่วนประมาณหนึ่งในสามของการส่งออกทั้งหมด
โจทย์สำคัญจึงไม่ใช่การลดการค้ากับสองตลาดดังกล่าว แต่เป็นการเพิ่มตลาดอื่นเข้ามาเสริม เพื่อกระจายความเสี่ยง และทำให้มูลค่าการส่งออกของไทยเติบโตได้มากขึ้น
สำหรับสหรัฐ ไทยมีสถานะเกินดุลการค้าเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จากช่วงหนึ่งอยู่ในอันดับ 11 ขยับเป็นอันดับ 7 และในช่วงครึ่งปีขึ้นมาอยู่ในอันดับ 5 ทำให้ไทยต้องเตรียมรับมือกับมาตรการทางการค้าที่เข้มข้นขึ้น โดยเฉพาะมาตรการที่ไม่ใช่ภาษี การเจรจากับสหรัฐจึงต้องสร้างสมดุลระหว่างการรักษาสิทธิประโยชน์ทางการค้า ปกป้องผู้ประกอบการในประเทศ และแสดงให้เห็นถึงความจริงใจในการแก้ไขปัญหาดุลการค้าระหว่างกัน
ส่วนจีน แม้เป็นตลาดส่งออกสำคัญอันดับต้น ๆ ของไทย แต่ไทยนำเข้าจากจีนในระดับสูง มากกว่า 80% ของสินค้าที่ไทยนำเข้าจากจีนเป็นวัตถุดิบและสินค้าทุน ซึ่งส่วนหนึ่งถูกนำมาใช้ผลิตสินค้าเพื่อส่งออก
แนวทางที่ไทยกำลังหารือกับจีนจึงเป็นการปรับโครงสร้างความร่วมมือ จากการนำเข้าวัตถุดิบและส่วนประกอบจากจีนจำนวนมาก ไปสู่การเพิ่มสัดส่วนวัตถุดิบและชิ้นส่วนที่ผลิตในประเทศไทย
ขณะเดียวกัน ไทยเสนอให้นำร่องสร้างอุตสาหกรรมใหม่ร่วมกัน 2 กลุ่ม ได้แก่ อุตสาหกรรมแปรรูปอาหารจะช่วยเพิ่มมูลค่าให้สินค้าเกษตรไทย เพราะปัจจุบันสินค้าเกษตรที่ส่งไปจีนส่วนใหญ่ยังอยู่ในรูปผลผลิตสด หากสามารถดึงการแปรรูปเข้ามาในประเทศไทย โดยใช้วัตถุดิบและแรงงานไทย จะช่วยทั้งเกษตรกร ลดปัญหาผลผลิตส่วนเกินตามฤดูกาล และเพิ่มมูลค่าสินค้า
ส่วนยาและสมุนไพร ไทยต้องการนำศักยภาพด้านสาธารณสุขมาต่อยอด โดยจะใช้กลไกคณะกรรมการการค้าร่วมระหว่างไทยกับจีน ผลักดันความร่วมมือดังกล่าว รวมถึงเพิ่มโอกาสนำสินค้า SMEs ไทยเข้าสู่ตลาดจีนมากขึ้น
อีกด้านหนึ่ง ไทยต้องยกระดับมาตรฐานการนำเข้า เพื่อสร้างการแข่งขันที่เป็นธรรมให้ผู้ประกอบการในประเทศ ทั้งการจัดเก็บภาษีสินค้านำเข้าตั้งแต่บาทแรก และเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบสินค้านำเข้าที่ไม่เป็นไปตามกฎระเบียบ
นอกจากสหรัฐและจีน รัฐบาลต้องการกระจายตลาดไปยังสหภาพยุโรปและอินเดียมากขึ้น โดยปัจจุบัน EU มีสัดส่วนต่อการส่งออกไทยประมาณ 7-8% จึงยังมีโอกาสขยายตัวได้อีกมาก
“ขณะนี้การเจรจา FTA ไทย-EU ผ่านมาแล้ว 9 รอบ และสามารถปิดประเด็นได้ประมาณสองในสาม เหลืออีกประมาณหนึ่งในสาม โดยไทยตั้งเป้าหมายให้การเจรจารอบที่ 10 สามารถปิดประเด็นหลักให้ได้” นางศุภจีกล่าว
นางศุภจีมองว่า EU เองกำลังต้องการกระจายความเสี่ยงและมองหา Trusted Partner เช่นเดียวกัน ขณะที่จุดแข็งของไทยคือการเป็นประตูเชื่อมสู่ตลาดอาเซียนที่มีประชากรรวมกว่า 600-700 ล้านคน ส่วนอินเดียเป็นอีกตลาดที่มีศักยภาพจากขนาดประชากร แม้ไทยจะเกินดุลการค้ากับอินเดียสูง แต่รัฐบาลพยายามเปลี่ยนมุมการเจรจาจากการมองเฉพาะตัวเลขดุลการค้า ไปสู่การสร้างประโยชน์ร่วมกันในห่วงโซ่อุปทาน
ดังนั้น ไทยและอินเดียจึงอยู่ระหว่างหาโมเดลอุตสาหกรรมที่สามารถทำร่วมกัน โดยมีกรอบเวลาประมาณ 45 วันในการหาแนวทาง หากได้โมเดลที่ทั้งสองฝ่ายเห็นประโยชน์ร่วมกัน จะสามารถต่อยอดไปสู่การหารือด้านความตกลงทางการค้าภายในกรอบประมาณ 90 วัน