หอการค้าปราจีนฯ ชี้น้ำท่วมเสียหายอย่างต่ำ 300 ล้าน จี้วางแผนมวลน้ำทั้งระบบ
หอการค้าปราจีนบุรีประเมินน้ำท่วมรอบนี้หนักกว่าปี 2554 ประชาชนเดือดร้อนทุกอำเภอ คาดความเสียหายด้านเกษตร เศรษฐกิจและการค้าอย่างน้อย 300 ล้านบาท ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมอยู่ระหว่างสำรวจ พร้อมจี้รัฐเร่งบริหารมวลน้ำ ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ชี้การแก้ปัญหาไม่ควรผลักน้ำไปสร้างปัญหาอีกพื้นที่
นายยอดชาย เมทนีกรชัย ประธานหอการค้าจังหวัดปราจีนบุรี เปิดเผยว่า สถานการณ์น้ำท่วมใน จ.ปราจีนบุรี ปีนี้ถือว่ารุนแรงกว่าปี 2554 โดยได้รับผลกระทบในทุกอำเภอและหลายหมู่บ้าน จากปริมาณฝนที่ตกหนักและมวลน้ำที่ไหลลงพื้นที่อย่างรวดเร็ว
ด้วยลักษณะพื้นที่ของปราจีนบุรีเป็นเหมือนแอ่งหรือเกือกม้า โดยมีแม่น้ำปราจีนบุรีเป็นทางระบายน้ำสายหลักเพียงสายเดียว รองรับมวลน้ำจากหลายพื้นที่ เมื่อมีปริมาณน้ำจำนวนมากจากต้นน้ำไหลลงมาพร้อมกัน จึงเกิดแรงกดดันต่อระบบระบายน้ำในพื้นที่อย่างมาก
พื้นที่ที่ได้รับผลกระทบหนักในขณะนี้คือ โดยเฉพาะบริเวณท่าประชุม อำเภอศรีมหาโพธิ ซึ่งเป็นพื้นที่รับมวลน้ำจากต้นน้ำ ขณะที่ตลาดเก่ากบินทร์บุรี อ.กบินทร์บุรี เป็นจุดที่ลำน้ำหลายสายไหลมารวมกัน ก่อนที่มวลน้ำจะไหลต่อไปยังศรีมหาโพธิและตัวเมืองปราจีนบุรี

ด้านภาคเกษตรได้รับความเสียหายอย่างมาก โดยเฉพาะสวนทุเรียนที่ถูกน้ำท่วมหลายพื้นที่ ขณะที่พื้นที่เพาะปลูกและกิจการบางแห่งได้รับผลกระทบจากน้ำที่มาเร็ว ทำให้ไม่สามารถขนย้ายทรัพย์สินและอุปกรณ์ได้ทัน
ทั้งนี้ การประเมินความเสียหายทั้งด้านการเกษตร เศรษฐกิจและการค้าคาดว่าอาจสูงกว่า 200-300 ล้านบาท ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมยังอยู่ระหว่างการสำรวจ และจะมีการประเมินผลกระทบที่เกิดขึ้นอย่างละเอียดอีกครั้ง
นายยอดชายกล่าวถึงแนวทางการบริหารจัดการสถานการณ์น้ำจังหวัดปราจีนบุรี ว่าขณะนี้ สิ่งสำคัญคือต้องมอง “มวลน้ำทั้งระบบ” ไม่ใช่ดูเฉพาะพื้นที่ที่กำลังท่วมอยู่ในวันนี้ เพราะมวลน้ำที่กำลังลงมามีหลายทาง ทั้งพระสทึง พระปรง ห้วยโสมง ลำพญาธาร ใสน้อย-ใสใหญ่ ประจันตคาม รวมถึงน้ำจากเขาใหญ่และเขากำแพง สิ่งที่ควรเร่งทำให้ชัดคือ แต่ละทางมีน้ำมาเท่าไร จะมาถึงจุดไหน เมื่อไหร่ และเมื่อมาถึงแล้วจะจัดการอย่างไร

ถ้ารู้ข้อมูลเหล่านี้ล่วงหน้า จะสามารถประเมินได้ว่าพื้นที่ไหนยังรับน้ำได้ พื้นที่ไหนควรหน่วงน้ำ และจุดไหนต้องเร่งระบาย รวมถึงต้องพิจารณาด้วยว่าปลายน้ำสามารถรับน้ำต่อได้มากน้อยแค่ไหน เพราะการแก้ปัญหาจุดหนึ่งไม่ควรกลายเป็นการผลักน้ำไปสร้างปัญหาให้อีกพื้นที่หนึ่ง
อีกจุดที่ควรเร่งพิจารณาคือ ประตูหาดยาง คลองบางกระเจ็ด และคลองคูมอญ ว่าสามารถใช้เป็นส่วนหนึ่งในการบริหารและเร่งระบายน้ำได้มากน้อยเพียงใด รวมถึงการเพิ่มเครื่องสูบน้ำในจุดดังกล่าว ซึ่งควรพิจารณาจากปริมาณน้ำ ระดับน้ำ กำลังสูบ และความสามารถของคลองที่จะรับน้ำต่อได้จริง
นายยอดชายกล่าวทิ้งท้ายว่า วันนี้สิ่งที่ต้องรู้ให้ชัดคือ น้ำมาจากไหน มาเท่าไร จะถึงเมื่อไหร่ รับไว้ตรงไหน และจะระบายออกทางไหน ถ้าทุกฝ่ายเห็นข้อมูลชุดเดียวกันและวางแผนน้ำตั้งแต่ต้นทางไปจนถึงปลายทาง จะทำให้รับมือกับมวลน้ำที่กำลังมาได้ทัน และลดผลกระทบต่อประชาชนให้ได้มากที่สุด