ดัชนีเชื่อมั่นเศรษฐกิจเหนือ Q3 มรสุมต้นทุนพุ่ง ลุ้นท่องเที่ยวฟื้นไฮซีซั่น
ศูนย์เศรษฐกิจล้านนาฯ มช. ผนึกหอการค้าเชียงใหม่ เปิดผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นเศรษฐกิจ 3 จังหวัดภาคเหนือตอนบน ไตรมาส 3/2569 เผยภาพรวมยังหดตัว เหตุพิษต้นทุนพลังงาน-วัตถุดิบแพงกดดัน นักท่องเที่ยวชะลอและกำลังซื้อในประเทศซบเซา คาดไตรมาส 4 ขยับฟื้นตัวเข้าสู่ระดับทรงตัว หวัง “ท่องเที่ยวและหัตถกรรม” ฟันเฟืองนำทัพรับไฮซีซั่น
อ.ดร.จีราภา อินธิแสง โธฌีม อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ และผู้อำนวยการศูนย์เศรษฐกิจล้านนาและการพัฒนาภูมิภาค มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ศูนย์เศรษฐกิจล้านนาและการพัฒนาภูมิภาค คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ร่วมกับหอการค้าจังหวัดเชียงใหม่ ได้สำรวจดัชนีความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจรายสาขา ประจำไตรมาส 3 ปี 2569 (กรกฎาคม-กันยายน 2569)
จากการสำรวจผู้ประกอบการ 167 ราย ในพื้นที่ 3 จังหวัด ได้แก่ เชียงใหม่ ลำพูน และลำปาง เมื่อช่วงเดือนสิงหาคม 2569 ที่ผ่านมา พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นเศรษฐกิจภาพรวม (Diffusion Index : DI) ในไตรมาส 3 อยู่ที่ระดับ 0.42 ซึ่งต่ำกว่าเกณฑ์ทรงตัวที่ 0.50 บ่งชี้ว่าภาวะเศรษฐกิจในระดับพื้นที่ยังคงอยู่ในทิศทางหดตัวเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า
ทั้งนี้ ปัจจัยสำคัญที่ฉุดความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการส่วนใหญ่ ไม่ใช่แค่เรื่องอุปสงค์ในตลาดชะลอตัวเท่านั้น แต่ยังมาจาก “ภาระต้นทุน” ที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งราคาพลังงาน ค่าไฟฟ้า น้ำมัน ค่าแรง ตลอดจนราคาวัตถุดิบ ประกอบกับกำลังซื้อของผู้บริโภคและนักท่องเที่ยวไทยที่เริ่มตึงตัวจากปัญหาค่าครองชีพ ส่งผลกระทบเป็นห่วงโซ่ไปยังแทบทุกสาขาธุรกิจในภูมิภาค

เจาะ 6 สาขา ใครรอด ใครเหนื่อย
อ.ดร.จีราภา กล่าวว่า เมื่อเจาะลึกรายละเอียดในแต่ละสาขา จะเห็นภาพความเคลื่อนไหวที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน ดังนี้
1.เกษตรกรรม มีการขยายตัวสวนกระแส ซึ่งเป็นเพียงสาขาเดียวในไตรมาสนี้ที่ดัชนีความเชื่อมั่นยืนเหนือระดับทรงตัวได้ที่ 0.54 (และคาดว่า Q4 จะขยับขึ้นเป็น 0.61) โดยได้รับปัจจัยบวกจากราคาสินค้าเกษตรและราคาขายหน้าฟาร์มที่ปรับตัวสูงขึ้น แต่ในมุมของเกษตรกรและผู้ประกอบการก็ยังต้องแบกรับความเสี่ยงจากราคาปุ๋ย ค่าแรง พลังงาน และสภาพอากาศที่ผันผวน ที่น่าสนใจคือ กลุ่มนิติบุคคลเชิงพาณิชย์ได้รับผลกระทบหนักกว่ากลุ่มสหกรณ์หรือวิสาหกิจชุมชนที่มีกลไกช่วยกระจายความเสี่ยงได้ดีกว่า
2.อุตสาหกรรมและเหมืองแร่ ชะลอตัวจากออร์เดอร์และค่าไฟ โดยดัชนีความเชื่อมั่น Q3 อยู่ที่ 0.47 และคาดว่าจะกลับมาทรงตัวที่ 0.52 ในไตรมาสถัดไป กลุ่มที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดคืออุตสาหกรรมแปรรูปอาหารและเครื่องดื่ม เนื่องจากเผชิญแรงกดดันทั้งจากต้นทุนวัตถุดิบและคำสั่งซื้อทั้งในและต่างประเทศที่ชะลอตัวลง
3.ค้าส่งและค้าปลีก เป็นสาขาที่ซบเซาหนักที่สุด ซึ่งพบว่าดัชนี Q3 ทรุดต่ำสุดในบรรดาทุกสาขาที่ 0.30 และคาดว่า Q4 จะยังคงหดตัวต่อที่ 0.40 สาเหตุหลักมาจากกำลังซื้อของผู้บริโภคที่ซบเซาและค่าครองชีพที่สูงขึ้น โดยเฉพาะพื้นที่ชนบทที่กำลังซื้อถดถอยจากปัญหาสังคมสูงวัย นอกจากนี้ ผู้ประกอบการสะท้อนว่า มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐช่วยคึกคักได้เพียงช่วงสั้น ๆ ประมาณ 10 วันแรกเท่านั้น
4.ก่อสร้างและอสังหาริมทรัพย์ ดัชนี Q3 อยู่ที่ 0.33 และ Q4 ยังน่าวิตกอยู่ที่ 0.34 เผชิญทั้งราคาวัสดุก่อสร้างและค่าแรงที่พุ่งสูง ภาระหนี้สินครัวเรือน และดอกเบี้ยที่ทำให้แบงก์เพิ่มความเข้มงวดในการอนุมัติสินเชื่อบ้าน ส่งผลให้ประชาชนไม่กล้าตัดสินใจซื้อสินค้ารายจ่ายสูง จนผู้ประกอบการต้องปรับตัวลดขนาดที่อยู่อาศัยลงเพื่อให้ราคายังจับต้องได้
5.ท่องเที่ยว ในช่วง Q3 ซึ่งเป็นช่วง Low Season ดัชนีชะลอตัวอยู่ที่ 0.43 จากกำลังซื้อนักท่องเที่ยวไทยที่ลดลง แต่ดัชนีคาดการณ์ Q4 พุ่งสูงขึ้นถึง 0.60 สะท้อนความเชื่อมั่นที่ว่าการท่องเที่ยวจะกลับมาคึกคักอย่างเด่นชัดในช่วงเทศกาลปลายปี
6.หัตถกรรมและงานฝีมือ ดัชนี Q3 อยู่ที่ 0.43 และคาดว่าจะฟื้นตัวเป็น 0.55 ใน Q4 กลุ่มผ้าทอมือและเครื่องเขินเจอมรสุมต้นทุนวัตถุดิบสูง แต่ยังมีกลุ่มเครื่องเงินและงานตกแต่งที่รักษายอดขายได้ดี และพร้อมจะโตตามบรรยากาศการท่องเที่ยวปลายปี

Q4 ท่องเที่ยวคาดการณ์แตะ 0.60
อ.ดร.จีราภา ระบุว่า ผลการสำรวจสะท้อนว่า ดัชนีคาดการณ์ภาคการท่องเที่ยวในไตรมาส 4 ปรับตัวขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 0.60 ซึ่งสูงกว่าระดับทรงตัว (0.50) ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่าภาคการท่องเที่ยวจะยังคงเป็นเครื่องยนต์หลักในการขับเคลื่อนและพยุงเศรษฐกิจในพื้นที่ภาคเหนือช่วงปลายปี โดยได้รับอานิสงส์จากฤดูกาลท่องเที่ยว (High Season)
“สัญญาณการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวใน (Q4) อย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยผู้ประกอบการประเมินว่าจะเพิ่มขึ้น ดัชนีปรับเป็น 0.60 ประมาณการเปลี่ยนแปลง +2.8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน การท่องเที่ยวยังคงทำได้เพียง ‘พยุง’ ภาพรวมเศรษฐกิจ ไม่ได้เติบโตอย่างก้าวกระโดด ภาครัฐต้องเปลี่ยนผ่านจากการกระตุ้นระยะสั้นมาเป็นการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานอย่างยั่งยืน”
ปัญหาเชิงโครงสร้างและปัจจัยเสี่ยงใหม่
อ.ดร.จีราภา กล่าวต่อว่า นอกจากตัวเลขดัชนีแล้ว เวทีสัมมนารับฟังความคิดเห็นผู้ประกอบการจังหวัดเชียงใหม่ ยังสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาเชิงโครงสร้างสำคัญที่ภาคธุรกิจกำลังเผชิญ เช่น อุตสาหกรรมแปรรูปผลไม้ ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา จนไม่สามารถนำเข้าวัตถุดิบมะม่วงได้ตามปกติ ส่งผลให้ต้นทุนผลิตพุ่งสู้คู่แข่งไม่ได้ หรือประเด็นโครงสร้างราคาพลังงานในประเทศที่ผู้ประกอบการมองว่าสูงเกินจริงเนื่องจากปัญหาห่วงโซ่อุปทานที่มีส่วนต่างหลายทอด
ขณะเดียวกัน ปัจจัยเสี่ยงใหม่ที่ภาคการท่องเที่ยวและทุกฝ่ายกังวลอย่างยิ่งในไตรมาสหน้า คือ ปัญหาฝุ่นควันและมลพิษทางอากาศ (PM 2.5) ซึ่งกลายมาเป็นดาบสองคมที่อาจบั่นทอนภาพลักษณ์และบรรยากาศการท่องเที่ยวในช่วงฤดูท่องเที่ยวที่กำลังจะมาถึง
เตือน PM 2.5 “มาเร็ว” กระทบต่างชาติ
อ.ดร.จีราภา กล่าวต่อว่า แม้ตัวเลขการท่องเที่ยวจะส่งสัญญาณบวก แต่ค่อนข้างน่ากังวลถึงปัจจัยเสี่ยงสำคัญ โดยเฉพาะปัญหาหมอกควันและฝุ่น PM 2.5 ซึ่งหากเกิดขึ้นเร็วหรือรุนแรงกว่าปกติ จะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อการตัดสินใจของนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่จำเป็นต้องวางแผนและจองการเดินทางล่วงหน้า โดยกลุ่มนี้พร้อมที่จะเปลี่ยนเป้าหมายไปยังแหล่งท่องเที่ยวอื่นแทน เช่น ภูเก็ต หรือภาคใต้ ในขณะที่กลุ่มนักท่องเที่ยวไทยในพื้นที่ภาคเหนือเริ่มมีความคุ้นชินกับสถานการณ์ฝุ่น จึงอาจได้รับผลกระทบน้อยกว่า แต่สำหรับกลุ่มนักท่องเที่ยวจากกรุงเทพมหานครและภาคอื่น ๆ อาจตัดสินใจชะลอหรือยกเลิกการเดินทางได้เช่นกัน

ทุ่ม Mass Transit เชื่อมเมือง-พื้นที่ห่างไกล
นอกจากนี้ ผลการสำรวจยังสะท้อนว่า บรรยากาศในตลาดท้องถิ่นและเศรษฐกิจฐานรากยังคงเงียบเหงา ซ้ำยังต้องเผชิญกับความท้าทายจาก “สังคมสูงวัย” ในท้องถิ่น ซึ่งมีกลุ่มผู้สูงอายุรายได้น้อยที่ไม่สามารถเข้าถึงโอกาสทางเศรษฐกิจได้ ทั้งนี้ เพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน โดย อ.ดร.จีราภา แสดงความเห็นว่า ภาครัฐควรปรับเปลี่ยนจากการแจกเงินชั่วคราว มาเป็นการวางโครงสร้างเชิงระบบ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง 1.การลงทุนระบบขนส่งมวลชน (Mass Transit) เชื่อมโยงเมืองและพื้นที่ห่างไกล เพื่อลดต้นทุนการเดินทางให้กับประชาชนและผู้สูงอายุ ให้สามารถออกมาทำงานหรือเข้าถึงสวัสดิการได้สะดวกขึ้น 2.การพัฒนาเมืองรอง เพื่อเร่งกระจายศักยภาพการเติบโตไปยังจังหวัดรอบข้าง เช่น ลำพูน และลำปาง 3.ยกระดับอุตสาหกรรมในพื้นที่ โดยเชื่อมโยงภาคเกษตรกรรม เข้าสู่อุตสาหกรรมแปรรูป ธุรกิจเพื่อสุขภาพ (Wellness) และการท่องเที่ยวอย่างครบวงจร
จี้รัฐอุดจุดอ่อน หนุนมาตรการระยะยาว
อ.ดร.จีราภา กล่าวด้วยว่า แม้เศรษฐกิจภาคเหนือตอนบนใน 3 จังหวัด (เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง) ในไตรมาส 3 จะยังทรงตัวในฝั่งชะลอตัว แต่การฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวในไตรมาส 4 ถือเป็นเครื่องยนต์สำคัญที่จะช่วยดึงสาขาอื่นให้ฟื้นตัวตาม ซึ่งศูนย์เศรษฐกิจล้านนาฯ และหอการค้าจึงมีข้อเสนอแนะเชิงนโยบายที่สำคัญ กล่าวคือ 1.คุมต้นทุนพลังงานและเร่งใช้ประโยชน์จาก FTA 2.รัฐบาลควรกำกับดูแลราคาไฟฟ้าและน้ำมันให้แข่งขันได้ พร้อมผลักดันสิทธิประโยชน์ FTA เพื่อช่วยลดต้นทุนนำเข้าวัตถุดิบแก่ผู้แปรรูปสินค้าเกษตร 3.ปรับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจให้ต่อเนื่อง โดยเน้นมาตรการที่สร้างความมั่นใจด้านรายได้ระยะยาว แทนมาตรการระยะสั้นที่เห็นผลเพียงไม่กี่วัน เพื่อฟื้นฟูกำลังซื้อและความกล้าในการจับจ่ายสินค้าคงทน เช่น บ้านและรถยนต์
4.ผ่อนคลายสินเชื่อที่อยู่อาศัย ประสานสถาบันการเงินดูแลอุปสรรคการปล่อยสินเชื่อสำหรับผู้ซื้อบ้านอยู่อาศัยจริง 5.รับมือ PM 2.5 เชิงรุก เร่งแก้ปัญหามลพิษทางอากาศอย่างจริงจังก่อนเข้าสู่ไฮซีซั่น เพื่อสร้างความมั่นใจให้นักท่องเที่ยวและปกป้องเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจหลักของพื้นที่อย่างยั่งยืน