‘เอกนิติ’ ชี้ไทยโตต่ำเรื้อรัง 3% ยังยาก เร่งลงทุนคน-AI ปั้นเครื่องยนต์ใหม่
“เอกนิติ” ชี้เศรษฐกิจไทยโตต่ำจนระดับ 3% ยังยาก เปิด 4 ความเสี่ยงสำคัญ พร้อมวางสูตร “ซ่อม-เสริม-สร้าง” เร่งลงทุนคน เทคโนโลยี และ AI ดึงอุตสาหกรรมใหม่ พร้อมกระจายโอกาสถึงเอสเอ็มอี-แรงงานไทย
ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวในหัวข้อ “พลิกโฉมเศรษฐกิจไทยบนฐานผลิตภาพและนวัตกรรม” ภายในงานประชุมประจำปี 2569 ของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ว่า หากพิจารณาสัญญาณความเสี่ยงของเศรษฐกิจไทยในปัจจุบัน มี 4 ด้านสำคัญที่ต้องจับตา ได้แก่
1.เศรษฐกิจไทยเติบโตต่ำลงอย่างต่อเนื่อง โดยก่อนวิกฤตปี 2540 เศรษฐกิจไทยเคยขยายตัวเฉลี่ยประมาณ 7% หลังปี 2540 ลดลงมาอยู่ประมาณ 4% ก่อนชะลอลงเหลือราว 3% และปัจจุบันแม้แต่ระดับ 3% ก็ยังทำได้ยาก ซึ่งถือเป็นสัญญาณชัดเจนของปัญหาเชิงโครงสร้าง
สาเหตุสำคัญส่วนหนึ่งมาจากประเทศไทยไม่ได้ลงทุนในระดับที่เพียงพอมาเป็นเวลานาน ทำให้ฐานการผลิตและเครื่องจักรมีอายุมาก ขณะเดียวกันยังเผชิญโครงสร้างประชากรสูงวัย โดยประชากรอายุเกิน 60 ปี มีสัดส่วนประมาณ 20% หรือ 1 ใน 5 ของประชากรทั้งหมด
ดังนั้น หากต้องการยกระดับศักยภาพการเติบโต ประเทศไทยจำเป็นต้องลงทุนทั้งเครื่องจักรใหม่และการพัฒนาคน พร้อมนำเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาเพิ่มผลิตภาพ เพื่อให้แรงงานหนึ่งคนและเครื่องจักรหนึ่งเครื่องสามารถสร้างผลผลิตได้มากขึ้น
2.เสถียรภาพทางเศรษฐกิจ โดยสถานการณ์ปัจจุบันแตกต่างจากวิกฤตปี 2540 ซึ่งขณะนั้นประเทศไทยประสบปัญหาทุนสำรองระหว่างประเทศลดลงอย่างรุนแรงจนต้องลอยตัวค่าเงินบาท พร้อมกับวิกฤตสถาบันการเงิน
ทั้งนี้ ปัจจุบันประเทศไทยมีทุนสำรองระหว่างประเทศมากกว่า 280,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และเมื่อรวมฐานะฟอร์เวิร์ดอยู่ที่ประมาณ 300,000 ล้านดอลลาร์ สามารถรองรับการนำเข้าได้ประมาณ 10 เดือน ขณะที่ทุนสำรองสูงกว่าหนี้ต่างประเทศระยะสั้นประมาณ 2.5 เท่า ด้วยเหตุนี้ หากประเทศไทยเผชิญวิกฤตรอบใหม่ ความเสี่ยงจึงไม่น่าจะเกิดจากปัจจัยในรูปแบบเดียวกับปี 2540 แต่จุดที่ต้องจับตาคือฐานะการคลัง หลังจากภาครัฐใช้มาตรการทางการคลังจำนวนมาก โดยเฉพาะในช่วงวิกฤตโควิด-19
ดังนั้น การรักษาวินัยการคลังจึงเป็นหนึ่งในภารกิจสำคัญ เพื่อรักษาความเชื่อมั่นและป้องกันไม่ให้ปัญหาพัฒนาไปสู่ความเสี่ยงด้านการคลังในอนาคต ขณะเดียวกันยังต้องเดินหน้าแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนและช่วยให้เอสเอ็มอีเข้าถึงแหล่งเงินทุนมากขึ้น
3.การกระจายรายได้ โดยเศรษฐกิจไทยมีขนาดเกือบ 20 ล้านล้านบาท แต่รายได้ยังกระจุกตัวสูง กลุ่มประชากรที่มีรายได้สูงสุด 20% มีส่วนแบ่งรายได้ประมาณ 50% ของประเทศ ขณะที่กลุ่มรายได้น้อยที่สุด 20% มีส่วนแบ่งรายได้ไม่ถึง 5% เรียกสถานการณ์ดังกล่าวว่าเป็นปัญหา “โตกระจุก จนกระจาย” และมองว่าโอกาสจากการลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่ต้องถูกส่งต่อไปถึงเอสเอ็มอีและแรงงานไทย ไม่ใช่หยุดอยู่เฉพาะบริษัทหรืออุตสาหกรรมขนาดใหญ่
และ 4.สิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งประเทศไทยกำลังเผชิญความผันผวนทั้งน้ำท่วมและภัยแล้ง จึงต้องเร่งลงทุนด้านการบริหารจัดการน้ำ พร้อมกับเดินหน้าเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน
ทั้งนี้ ประเทศไทยยังพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในระดับสูง ทำให้ความผันผวนของราคาพลังงานและสถานการณ์ในตะวันออกกลางสามารถส่งผลต่อเศรษฐกิจไทยโดยตรง จึงต้องเพิ่มการใช้พลังงานสะอาดและทรัพยากรพลังงานภายในประเทศ เพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้า
ดร.เอกนิติกล่าวอีกว่า การแก้ปัญหาเศรษฐกิจไทยจึงต้องทำทั้ง “ซ่อม เสริม และสร้าง” โดยซ่อมจุดอ่อนด้านเสถียรภาพและการคลัง เสริมศักยภาพของอุตสาหกรรมและธุรกิจเดิม และสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ผ่านการลงทุน เทคโนโลยี และกำลังคนที่มีทักษะตรงกับความต้องการของตลาด
ขณะเดียวกัน การเปลี่ยนแปลงภูมิรัฐศาสตร์โลกกำลังสร้างโอกาสให้ประเทศไทย เนื่องจากบริษัทต่างชาติต้องการกระจายฐานการผลิตและห่วงโซ่อุปทานไปยังประเทศที่มีความปลอดภัยและมีเสถียรภาพ ไทยจึงต้องใช้จังหวะดังกล่าวดึงอุตสาหกรรมใหม่เข้าประเทศ
อย่างไรก็ตาม การลงทุนใหม่ต้องเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจภายในประเทศ ทั้งการพัฒนาทักษะแรงงาน การสร้างงานคุณภาพ และการดึงเอสเอ็มอีไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทาน เพื่อให้รายได้จากการเติบโตกระจายไปสู่คนไทยในวงกว้าง
สำหรับอุตสาหกรรมเดิมที่ประเทศไทยมีความแข็งแกร่ง เช่น เกษตรและอาหาร ต้องยกระดับไปสู่ Smart Agriculture และอุตสาหกรรมแปรรูปที่มีมูลค่าสูงขึ้น รวมถึงต่อยอดฐานวัตถุดิบของไทยไปสู่อุตสาหกรรมที่กำลังเติบโต เช่น อาหารสัตว์เลี้ยง
ส่วนการขับเคลื่อนแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 นั้น ดร.เอกนิติมองว่า ปัญหาของประเทศไทยไม่ได้อยู่ที่การขาดข้อมูลหรือเป้าหมาย แต่เป็นการทำงานแบบแยกส่วน จึงมีการนำกลไกคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน (กรอ.) มาใช้เป็นแพลตฟอร์มเชื่อมภาครัฐกับเอกชนในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยมองย้อนกลับไปถึงช่วงที่ไทยลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งไฟฟ้า น้ำประปา และท่าเรือแหลมฉบัง จนสามารถรองรับการย้ายฐานการผลิตของญี่ปุ่นและสร้างฐานอุตสาหกรรมภาคตะวันออกขึ้นมาได้
“แผน 14 จะดีมากถ้าเปลี่ยนจากแผนที่คิด มาเป็นแผนที่ทำด้วย และต้องทำด้วยกัน ต้องทำกับเอกชน คิดคนเดียวไม่ได้” ดร.เอกนิติกล่าว
นอกจากนี้ ปัจจุบันโลกกำลังอยู่ในจุดเปลี่ยนอีกครั้งจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์และการแบ่งออกเป็นหลายขั้ว ส่งผลให้บริษัททั่วโลกกระจายความเสี่ยงของห่วงโซ่อุปทาน แต่โครงสร้างพื้นฐานที่อุตสาหกรรมยุคใหม่ต้องการแตกต่างจากอดีต โดยเฉพาะพลังงานสะอาด เทคโนโลยี และแรงงานทักษะสูง
สำหรับอุตสาหกรรมเป้าหมายที่ภาคเอกชนเสนอให้เป็น “กองหน้า” ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ครอบคลุม 7 กลุ่มสำคัญ ได้แก่ เกษตรอัจฉริยะและอาหารแปรรูป, อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ, ยานยนต์แห่งอนาคตและรถยนต์ไฟฟ้า, สุขภาพและเวลเนส, การท่องเที่ยวคุณภาพ, การค้าและโลจิสติกส์ รวมถึงเศรษฐกิจสร้างสรรค์และอีคอมเมิร์ซ
ขณะที่ภาครัฐจะทำหน้าที่เสมือน “กองกลาง” สนับสนุนทั้งด้านการลงทุน การต่างประเทศ การพัฒนาเอสเอ็มอี การกระจายโอกาสไปสู่ภูมิภาค และการพัฒนากำลังคนให้สอดคล้องกับความต้องการของอุตสาหกรรม
“หัวใจของการเปลี่ยนประเทศไทยรอบใหม่จึงไม่ใช่เพียงการกำหนดแผน แต่ต้องทำให้ภาครัฐ เอกชน และภาคส่วนที่เกี่ยวข้องสามารถขับเคลื่อนไปด้วยกัน เพื่อคว้าโอกาสจากการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก และเปลี่ยนการลงทุนใหม่ให้กลายเป็นการเติบโตที่ส่งประโยชน์ถึงแรงงาน เอสเอ็มอี และประชาชนไทยในวงกว้าง” ดร.เอกนิติกล่าว