เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
เนสกาแฟ ชิงเค้กคั่วบด 5.2 หมื่นล้าน ผนึก “ดอยตุง” แตกไลน์ดริปคอฟฟี่รุกพรีเมียม
Biz Movement เนสกาแฟ ชิงเค้กคั่วบด 5.2 หมื่นล้าน ผนึก “ดอยตุง” แตกไลน์ดริปคอฟฟี่รุกพรีเมียม
เปิดชื่อ 11 บริษัทประกัน ร่วมรับความเสี่ยงภัยพิบัติ วงเงิน 7.5 หมื่นล้าน
Finance เปิดชื่อ 11 บริษัทประกัน ร่วมรับความเสี่ยงภัยพิบัติ วงเงิน 7.5 หมื่นล้าน
เปิดบันทึก 5 กสทช. ขอประชุมแค่ 6 กสทช. นัดพิเศษ 2 ต.ค.
Tech เปิดบันทึก 5 กสทช. ขอประชุมแค่ 6 กสทช. นัดพิเศษ 2 ต.ค.
รฟม.ขยายเวลาจอดรถฟรีอีก 7 วัน ถึง 9 ต.ค. ในพื้นที่ยังได้รับผลกระทบน้ำท่วม
Economic รฟม.ขยายเวลาจอดรถฟรีอีก 7 วัน ถึง 9 ต.ค. ในพื้นที่ยังได้รับผลกระทบน้ำท่วม
ปภ. เปิดลงทะเบียนเงินช่วยน้ำท่วม 2 ต.ค. ผ่าน “ทางรัฐ” ครอบคลุม 65 จังหวัด-กทม.
News ปภ. เปิดลงทะเบียนเงินช่วยน้ำท่วม 2 ต.ค. ผ่าน “ทางรัฐ” ครอบคลุม 65 จังหวัด-กทม.
คลังเตือนกดรับสิทธิ ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ เฟส 2 บนเป๋าตัง 1-15 ต.ค. นี้
Finance คลังเตือนกดรับสิทธิ ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ เฟส 2 บนเป๋าตัง 1-15 ต.ค. นี้
ราคาทองวันนี้ (1 ต.ค. 69) ปรับลง 150 บาท รูปพรรณขายออก 67,200 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (1 ต.ค. 69) ปรับลง 150 บาท รูปพรรณขายออก 67,200 บาท
เปิดผลการจัดอันดับนวัตกรรม ‘ไทย’ อยู่ที่ 44 ตามสิงคโปร์-มาเลเซีย-เวียดนาม
Tech เปิดผลการจัดอันดับนวัตกรรม ‘ไทย’ อยู่ที่ 44 ตามสิงคโปร์-มาเลเซีย-เวียดนาม
โตโยต้า หยุดไลน์ผลิตรถชั่วคราว ถึง 2 ต.ค. 2569 หลังไทยเผชิญ “น้ำท่วม”
Automotive โตโยต้า หยุดไลน์ผลิตรถชั่วคราว ถึง 2 ต.ค. 2569 หลังไทยเผชิญ “น้ำท่วม”
Moltbook โซเชียลของ AI มนุษย์มีสิทธิ์แค่ดู
Tech Moltbook โซเชียลของ AI มนุษย์มีสิทธิ์แค่ดู
ดูทั้งหมด

ซูเปอร์เอลนีโญ เสี่ยงพลิกน้ำตาลล้นตลาด สู่ของหายาก-บราซิล อินเดีย ไทยโดนหนัก

01 ต.ค. 2569 | 16:25น.
อ้อย

ซูเปอร์เอลนีโญ (Super El Niño) กำลังจะเปลี่ยนภาวะน้ำตาลล้นตลาดให้กลายเป็นภาวะขาดแคลนในฤดูกาลนี้ ปรากฏการณ์นี้ กำลังส่งผลกระทบต่อประเทศผู้ผลิตน้ำตาลรายใหญ่ที่สุดของโลกรวมถึงไทย ซึ่งเปราะบางอย่างยิ่งต่อสภาพอากาศดังกล่าว และยังเป็นสัญญาณเตือนล่วงหน้าถึงภัยคุกคามในวงกว้างที่อาจเกิดขึ้นกับเกษตรกรและภาวะเงินเฟ้อด้านอาหารทั่วโลก

ย้อนไปในช่วงต้นปีที่ผ่านมา ตลาดน้ำตาลเผชิญกับภาวะผลผลิตล้นตลาด แต่เอลนีโญกำลังทำให้สถานการณ์พลิกอย่างรวดเร็ว โดยนักวิเคราะห์จำนวนมากคาดการณ์ว่าจะเกิดภาวะขาดแคลนในฤดูกาลผลิตที่เริ่มต้นขึ้นในสัปดาห์นี้ ส่งผลให้ราคาซื้อขายล่วงหน้าของน้ำตาลดิบพุ่งสูงขึ้นกว่า 25% นับตั้งแต่เดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา

สำหรับน้ำตาลแล้ว เอลนีโญถือเป็นปัญหาสำคัญ เนื่องจากทำให้เกิดฝนตกหนักในพื้นที่เพาะปลูกซีกโลกใต้ ในขณะเดียวกันก็ซ้ำเติมปัญหาภัยแล้งในพื้นที่เหนือเส้นศูนย์สูตร การที่แหล่งผลิตหลักกระจุกตัวอยู่ในบราซิล อินเดีย และไทย ซึ่งล้วนเป็นประเทศที่ได้รับผลกระทบจากปรากฏการณ์นี้ ทำให้น้ำตาลกลายเป็นดัชนีชี้วัดสำคัญถึงความเสียหายของพืชผลในวงกว้าง โดยมีการคาดการณ์ว่าความรุนแรงของเอลนีโญจะพุ่งถึงขีดสุดในช่วงปลายปีนี้

“น้ำตาลเป็นหนึ่งในสินค้าโภคภัณฑ์ที่ได้รับผลกระทบจากเอลนีโญอย่างชัดเจนที่สุด” ลีโอนาร์โด อาเลนคาร์ นักวิเคราะห์ด้านอาหาร เครื่องดื่ม และธุรกิจการเกษตรจากบริษัท XP Investimentos ในเมืองเซาเปาโลระบุ “เมื่อเอลนีโญคุกคามทั้งผลผลิตอ้อยในภาคกลางและภาคใต้ของบราซิลและปริมาณน้ำตาลส่วนเกินเพื่อการส่งออกของเอเชียไปพร้อมๆ กัน ตลาดโลกจะขาดแคลนแหล่งสำรองทันที เปรียบเสมือนการไม่มีเบาะรองรับแรงกระแทก ซึ่งมักนำไปสู่ภาวะตึงตัวของสมดุลตลาดโลก ระดับสินค้าคงคลังที่ลดลง และการหนุนราคาให้สูงขึ้น”

ปริมาณฝนที่มากเกินไปกำลังทำให้การเก็บเกี่ยวและการหีบอ้อยในบราซิล ซึ่งเป็นผู้ผลิตรายใหญ่ที่สุด ล่าช้าลง ส่วนในอินเดีย เกษตรกรโอดครวญถึงอิทธิพลของลมมรสุมที่อ่อนกำลังลง ซึ่งส่งผลกระทบต่อผลผลิต ในขณะที่ฤดูร้อนก็ร้อนระอุในยุโรปส่งผลให้ผลผลิตหัวบีทน้ำตาลย่ำแย่ที่สุดในรอบกว่าทศวรรษ

เมื่อรวมกับพื้นที่ปลูกอ้อยในไทยที่ประสบปัญหาภัยแล้ง ปัจจัยเหล่านี้ครอบคลุมพื้นที่เพาะปลูกมากกว่าครึ่งหนึ่งของผลผลิตทั่วโลก

“เอลนีโญมาถึงแล้วอย่างแน่นอน” เอเดร์ วีเอย์โต (Eder Vieito) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัทวิจัย Green Pool Commodity Specialists กล่าวและระบุว่า ผลผลิตน้ำตาลได้รับความเสียหายอย่างหนักในวงกว้าง

น้ำตาลไม่ใช่ชนิดเดียวที่ได้รับผลกระทบจากปรากฏการณ์เอลนีโญ ข้าวเองก็มีความเสี่ยงสูงต่อภาวะฝนน้อยในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เช่นกัน ขณะที่สวนโกโก้ในแอฟริกาตะวันตกกำลังเผชิญภัยคุกคามจากสภาพอากาศที่แห้งแล้งขึ้น ส่วนกาแฟและน้ำมันปาล์มได้รับผลกระทบด้วย อย่างไรก็ดี เมื่อมองในแง่ของสัญญาณเตือนภัยล่วงหน้าถึงผลกระทบจากเอลนีโญนั้น น้ำตาลเป็นกรณีที่เห็นได้ชัดเจนที่สุด

ภัยคุกคามที่เพิ่มขึ้นจากปรากฏการณ์เอลนีโญถือเป็นการพลิกผันครั้งสำคัญจากสถานการณ์เมื่อกว่า 7 เดือนก่อน ซึ่งเป็นช่วงที่ราคาน้ำตาลตกต่ำที่สุดในรอบ 5 ปี ในขณะนั้น ก่อนที่จะเกิดสงครามอิหร่านและปรากฏการณ์สภาพอากาศดังกล่าว นักลงทุนล้วนคาดการณ์ว่าผลผลิตจำนวนมหาศาลจากบราซิลจะยิ่งซ้ำเติมภาวะล้นตลาดโลกหนักขึ้นไปอีก

การเปลี่ยนแปลงของแนวโน้มดังกล่าวเห็นชัดเจนเป็นพิเศษในบราซิล โดยโดนัล คีนีย์ (Donald Keeney) นักอุตุนิยมวิทยาอาวุโสด้านการเกษตรของ Vaisala Xweather ให้ข้อมูลว่า ในช่วงเดือนที่ผ่านมา ปริมาณน้ำฝนในพื้นที่เพาะปลูกหลักหลายแห่งสูงกว่าระดับปกติถึง 4 เท่า

สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลกระทบต่อการเก็บเกี่ยวและทำให้โรงงานไม่สามารถหีบอ้อยได้ ซ้ำเติมปัญหาอุปทานที่ตึงตัวอยู่แล้วหลังจากเหตุการณ์ช็อกด้านราคาน้ำมันจากสงครามอิหร่านทำให้มีการนำน้ำตาลไปใช้ผลิตเชื้อเพลิงมากขึ้น

โฆเซ่ เปซโซอา (José Pessoa) จากบริษัท José Pessoa Group ซึ่งเป็นธุรกิจครอบครัวที่ดำเนินกิจการเพาะปลูกและหีบอ้อยในภาคกลาง-ใต้และภาคตะวันออกเฉียงเหนือของบราซิล กล่าวว่า หลังจากต้องหยุดการหีบอ้อยไปหลายวัน โรงงานอาจไม่สามารถขยายระยะเวลาฤดูกาลผลิตเพื่อชดเชยเวลาที่เสียไปได้เนื่องจากคาดว่าจะมีฝนตกลงมาในเดือนธันวาคม ซึ่งจะส่งผลให้ยอดการส่งออกลดลงประมาณ 2 ล้านตัน

“โดยปกติแล้วเมื่อเกิดความล่าช้า โรงงานมักจะพยายามขยายเวลาการหีบอ้อยออกไปจนถึงเดือนธันวาคม แต่ปีนี้คงทำไม่ได้” เปซโซอากล่าว “เราไม่สามารถยืดเวลาการหีบอ้อยออกไปได้ และสาเหตุก็มาจากเอลนีโญ”

ในทางตรงกันข้าม ปริมาณน้ำฝนในอินเดียกลับต่ำกว่าเกณฑ์ปกติ โดยอินเดียซึ่งเป็นผู้ผลิตรายใหญ่อันดับสองของโลกเพิ่งผ่านพ้นฤดูมรสุมที่มีปริมาณฝนน้อยที่สุดนับตั้งแต่ปี 2015 ส่งผลให้มีการปรับลดคาดการณ์ผลผลิตน้ำตาลลงเหลือประมาณ 30 ล้านตัน

วีอีโต (Vieito) จากบริษัท Green Pool กล่าวว่า มีสัญญาณบ่งชี้ว่าปริมาณน้ำตาลคงคลังที่เคยสะสมไว้จากภาวะล้นตลาดกำลังเริ่มลดลงจนตึงตัว ซึ่งหมายความว่าอินเดียแทบไม่มีกันชนรองรับหากผลผลิตในฤดูกาลหน้าออกมาน่าผิดหวังอีก

ทางด้านผู้ผลิตในไทยกำลังเผชิญกับความยากลำบากเช่นกัน ข้อมูลจาก Vaisala ระบุว่าปริมาณน้ำฝนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย ซึ่งเป็นแหล่งปลูกอ้อยที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ อยู่ที่ระดับเพียงประมาณสองในสามของค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 30 ปี

สถานการณ์ดังกล่าวมีแนวโน้มจะทำให้ผลผลิตน้ำตาลในฤดูกาลหน้าลดลงอย่างน้อย 17% มาอยู่ที่ระดับต่ำกว่า 10 ล้านตัน

“สถานการณ์ในไร่อ้อยของผมเลวร้ายมาก ไม่เพียงแต่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้งเท่านั้น แต่ยังเจอปัญหาโรคอ้อยเล่นงานอีกด้วย” Suntorn Nongkhunsarn เกษตรกรในจังหวัดกาฬสินธุ์กล่าว

แม้แต่ในพื้นที่เพาะปลูกหัวบีตในซีกโลกเหนือ ปรากฏการณ์เอลนีโญก็กำลังเพิ่มความเสี่ยงให้สูงขึ้น โดย Andraia Torsiello จาก Expana ระบุว่า ภาวะภัยแล้งในสหรัฐทำให้การเก็บเกี่ยวหัวบีตในบางพื้นที่ต้องล่าช้าออกไป ซึ่งอาจส่งผลให้พืชผลต้องเผชิญกับสภาพอากาศที่ไม่เอื้ออำนวย ในขณะที่ปรากฏการณ์เอลนีโญทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่องจนถึงช่วงสิ้นปี

ในยุโรป ปรากฏการณ์เอลนีโญน่าจะมีส่วนซ้ำเติมคลื่นความร้อนที่แผดเผาไร่หัวบีตน้ำตาล ส่งผลให้ผลผลิตลดลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบอย่างน้อยหนึ่งทศวรรษ และช่วยหนุนให้ราคาฟื้นตัวจากระดับต่ำสุดในรอบหลายปี ทั้งนี้ ผลผลิตในฝรั่งเศสซึ่งเป็นผู้ผลิตรายใหญ่ที่สุดของยุโรป มีแนวโน้มจะตกต่ำที่สุดนับตั้งแต่ปี 1980 เป็นอย่างน้อย หลังจากที่ภูมิภาคนี้เผชิญกับฤดูร้อนที่ร้อนแรงที่สุดเป็นประวัติการณ์

ในภาพรวมปีนี้ ราคาตลาดน้ำตาลโลกปรับตัวสูงขึ้น 18% ซึ่งถือเป็นการปรับขึ้นที่สูงกว่าสินค้าโภคภัณฑ์ประเภทอาหารรายการอื่นๆ ในดัชนีของสหประชาชาติ ยกเว้นเพียงแค่น้ำมันพืชเท่านั้น

ความรุนแรงของผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากเอลนีโญดึงดูดความสนใจจากบรรดาเทรดเดอร์ โดยยอดสัญญาคงค้าง ในตลาดฟิวเจอร์สน้ำตาลพุ่งแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในปีนี้ และกองทุนเฮดจ์ฟันด์เข้ามาเร่งให้ราคาปรับตัวสูงขึ้นด้วยการเข้าถือสถานะเก็งกำไรในทิศทางขาขึ้นมากที่สุดในรอบหลายปี

คาร์ลอส เมรา (Carlos Mera) หัวหน้าฝ่ายตลาดสินค้าโภคภัณฑ์เกษตรของ Rabobank กล่าวว่า มีเม็ดเงินจำนวนมากที่เข้ามาเดิมพันกับผลกระทบจากเอลนีโญ พร้อมเสริมว่าสถานะการเก็งกำไรอาจผลักดันให้ราคาน้ำตาลพุ่งสูงเกินกว่าระดับที่ปัจจัยพื้นฐานควรจะเป็น

ในภาพรวม สตีเฟน เกลดาร์ต (Stephen Geldart) หัวหน้าฝ่ายวิเคราะห์ของ Czarnikow ซึ่งเป็นบริษัทซื้อขายน้ำตาล ระบุว่าการพุ่งขึ้นของราคาอาจถูกจำกัดด้วยอุปสงค์ที่โตชะลอตัวลง เนื่องจากผู้บริโภคที่ใส่ใจสุขภาพลดการบริโภคน้ำตาล ผู้ผลิตอาหารปรับสูตรผลิตภัณฑ์ และการใช้ยาช่วยลดน้ำหนักกลุ่ม GLP-1 ที่แพร่หลายมากขึ้นเริ่มทำให้เกิดคำถามเกี่ยวกับความต้องการอาหารรสหวานในระยะยาว

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์บางส่วนมองว่าราคาอาจปรับตัวสูงขึ้นได้อีกหากปรากฏการณ์เอลนีโญทวีความรุนแรงขึ้นและภาวะตึงตัวของอุปทานเลวร้ายลงไปอีก

นักวิเคราะห์จาก Citi ซึ่งนำโดยอาร์คาดี เกวอร์กยัน (Arkady Gevorkyan) คาดการณ์ว่าราคาจะปรับตัวสูงขึ้นประมาณ 20% ในช่วง 12 เดือนข้างหน้า ปัจจัยจากสภาพอากาศที่ไม่เอื้ออำนวย ประกอบกับระดับสินค้าคงคลังที่ตึงตัวกว่าตัวเลขทางการอย่างมาก

จูดี้ กาเนส (Judy Ganes) ประธานบริษัท J. Ganes Consulting กล่าวว่า ระดับสินค้าคงคลังลดต่ำลงเรื่อยๆ จนมาถึงจุดที่หากเกิดปัญหาติดขัดที่ไม่คาดคิดขึ้นที่ใดที่หนึ่ง เราจะไปหาน้ำตาลมาจากไหนสถานการณ์ดังกล่าวทำให้ตลาดเปราะบาง

อ้างอิง : Bloomberg

แท็กที่เกี่ยวข้อง

น้ำตาล