MiVana เปลี่ยนเนื้อกาแฟที่โดนทิ้ง เป็นเครื่องดื่มสุขภาพจากป่าต้นน้ำ
เปิดแนวคิด มีวนา (MiVana) ถึงเส้นทางการนำเชอร์รีกาแฟจากป่าต้นน้ำเชียงรายที่ถูกทิ้ง นำมาพัฒนาเป็นเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ ในชื่อ MiVana SHOT DRINK ตลอดจนวิธีสร้างกลไกรักษาป่าที่เลี้ยงตัวเองได้
เมล็ดกาแฟที่คั่วและชงดื่มกันทั่วโลกมีน้ำหนักเพียงราว 20% ของผลเชอร์รีกาแฟทั้งผล ส่วนที่เหลือ ทั้งเปลือก เนื้อ และกะลา ถูกฝังกลบหรือนำไปทำปุ๋ยหมักมาเป็นเวลานาน คิดเป็นปริมาณหลายแสนตันทั่วโลก
บริษัท มีวนา จำกัด ในกลุ่มบริษัทพรีเมียร์ ตั้งคำถามกับส่วนที่ถูกมองข้ามนี้ และใช้เวลาเกือบ 10 ปีหาคำตอบ ผลลัพธ์คือเครื่องดื่มรูปแบบช็อตที่ทำจากเนื้อเชอร์รีกาแฟที่เชื่อมคน ป่า และเศรษฐกิจเข้าด้วยกัน
MiVana แบรนด์กาแฟออร์แกนิกใต้ร่มเงาป่า ได้เดินหน้าพัฒนานวัตกรรมเพื่อสุขภาพอย่างยั่งยืน (Sustainable Wellness Innovation) โดยนำจุดแข็งตั้งแต่ต้นน้ำโดยนำองค์ความรู้ มาต่อยอดผ่านงานวิจัยและนวัตกรรม เพื่อสร้างคุณค่าเพิ่มให้แก่ทรัพยากร และส่งต่อคุณค่าจากต้นทางไปสู่ผู้บริโภคในชีวิตประจำวัน ผ่าน MiVana SHOT DRINK หนึ่งในผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ไม่ใช่กาแฟ เพื่อขยายฐานจากผู้บริโภคกาแฟออร์แกนิก ไปสู่กลุ่ม Health-Conscious Consumers
นายวิเชียร พงศธร ประธานกรรมการ กลุ่มบริษัทพรีเมียร์ บอกเล่าว่าบริษัททำงานร่วมกับเกษตรกรในพื้นที่ป่าต้นน้ำ จ.เชียงราย 3 พื้นที่ มาราว 14 ปี ปัจจุบันครอบคลุมพื้นที่เกือบ 5,000 ไร่ สมาชิกเกือบ 300 ครอบครัว
จุดตั้งต้นคือปัญหาที่เกิดซ้ำในพื้นที่ป่าทั่วประเทศ ชาวบ้านจำนวนหนึ่งอาศัยอยู่ในป่ามาก่อน แต่ไม่มีเอกสารสิทธิ์ เมื่อไม่มีทางทำกินที่ถูกต้อง การตัดไม้เพื่อปลูกพืชเชิงเดี่ยวจึงกลายเป็นทางเลือกที่นำไปสู่ความขัดแย้งกับรัฐ
โจทย์จึงอยู่ที่ว่าจะอยู่ร่วมกันอย่างไรโดยที่ชาวบ้านยังมีรายได้ ซึ่งคำตอบของบริษัทคือกาแฟอินทรีย์ที่ปลูกใต้ร่มเงาไม้ใหญ่ เพราะกาแฟเติบโตได้ดีภายใต้ป่า ไม่ต้องโค่นไม้เพื่อเปิดพื้นที่ และพื้นที่สูงระดับ 1,000 เมตรก็ไม่คุ้มกับการปลูกพืชไร่อย่างข้าวโพดอยู่แล้ว
เมื่อป่าคือทั้งบ้านและแหล่งรายได้ ชาวบ้านจึงมีแรงจูงใจที่จะรักษามันไว้ เกษตรกรกลุ่มนี้ช่วยปลูกป่าเสริมในจุดที่เสื่อมโทรม และเฝ้าระวังไฟป่าอย่างเข้มงวดเพราะไฟกระทบที่ทำกินโดยตรง สมาชิกราว 200 ครอบครัวดูแลพื้นที่ป่ากว้างกว่าพื้นที่ปลูกของตัวเองราว 5 เท่า เพราะต้องกันรัศมีผลกระทบจากไฟ ซึ่งเป็นงานที่ภาครัฐไม่มีกำลังคนเพียงพอจะทำ แนวกันไฟที่ต้องดูแลยาวหลายร้อยกิโลเมตร และหลายปีที่ผ่านมาพื้นที่นี้เกิดเหตุไฟป่าน้อยมาก
การไม่ใช้สารเคมีช่วยรักษาคุณภาพน้ำในป่าต้นน้ำ และทำให้สัตว์ป่าและนกอยู่อาศัยร่วมกับพื้นที่เพาะปลูกได้ เชื่อมโยงเรื่องนี้กับแนวคิด “บริการเชิงระบบนิเวศ” (ecosystem services) ที่ชาวบ้านทำหน้าที่ดูแลระบบนิเวศให้คนทั้งสังคม ซึ่งเกี่ยวข้องกับปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้ง ดินถล่ม และการดูดซับคาร์บอน
ผลกระทบเหล่านี้ใกล้ตัวคนเมืองกว่าที่คิด เช่น ฝุ่น PM 2.5 ที่มาถึงบ้านทุกปี
กาแฟอินทรีย์ของมีวนาได้รับการรับรองมาตรฐานสากล ซึ่งนายวิเชียรเปรียบว่าเหมือนมาตรฐาน ISO ในภาคอุตสาหกรรม ส่วนห่วงโซ่คุณค่าตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ทั้งการคัดเมล็ด การแปรรูปหลายรูปแบบ (Washed / Dry / Anaerobic) การคั่วโดยผู้เชี่ยวชาญที่มี Q Grader ประจำองค์กร ไปจนถึงร้านกาแฟ อยู่ภายใต้ระบบเดียวกัน

ทำไมต้องเชอร์รีกาแฟ
นายศุภวัฒน์ คามีเยาน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท มีวนา อธิบายว่า การนำส่วนที่เคยเป็นของเหลือมาสร้างมูลค่าทำให้กลไกทั้งหมดเลี้ยงตัวเองได้ เมื่อมีรายได้เพิ่ม ก็มีแรงจูงใจให้คนอยากทำซ้ำและขยายพื้นที่ ซึ่งสำคัญเพราะไทยยังผลิตกาแฟไม่พอบริโภคและต้องนำเข้าอยู่หลายเท่าตัว
เขามองว่ายังมีพื้นที่เหมาะสมอีกนับแสนไร่ แต่เตือนว่าการขยายผลต้องยึดหลักธรรมาภิบาลและความเป็นธรรมกับเกษตรกร ไม่ให้เกิดการเอาเปรียบชาวบ้านจากผู้เล่นรายใหม่
ทีมวิจัยได้ร่วมกับสถาบันชาและกาแฟ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ซึ่งตั้งอยู่ที่เชียงราย และมหาวิทยาลัยมหิดล เพื่อทำความเข้าใจคุณสมบัติของเชอร์รีกาแฟ บริษัทระบุว่าพบองค์ประกอบสำคัญ 3 กลุ่ม ได้แก่ โพลีฟีนอล สารต้านอนุมูลอิสระ และกรดคลอโรจีนิก และมองว่าเข้านิยามซูเปอร์ฟู้ด

นายศุภวัฒน์ เปิดเผยว่า เชอร์รีกาแฟไม่อยู่ในหมวดที่ อย. มีนิยามรองรับ จึงต้องเข้าสู่กระบวนการ Novel Food ซึ่งหมายถึงอาหารที่ยังไม่แพร่หลาย ต้องผ่านการวิจัยด้านความปลอดภัยและสรรพคุณอย่างละเอียด รวมถึงการทดลองทางคลินิก (clinical trial) ร่วมกับมหาวิทยาลัยพันธมิตร
นี่คือเหตุผลที่มีบริษัทน้อยรายเลือกเส้นทางนี้ เพราะใช้เวลาและทุนมาก ปัจจุบันผลิตภัณฑ์แรกยื่นขอเป็นอาหารเสริม และบริษัทมองเชอร์รีกาแฟเป็นแพลตฟอร์มวัตถุดิบที่ต่อยอดเป็นเมนูอื่นได้
แต่เชอร์รีสดเน่าเสียเร็วหากไม่จัดการในเวลาที่เหมาะสม บริษัทพัฒนากระบวนการคั้นสดแบบ Organic Polyphenols Press (OPP) เพื่อรักษาโพลีฟีนอลไม่ให้ถูกทำลาย โดยเลือกวิธีคั้น (press) เป็นกระบวนการที่เป็นธรรมชาติที่สุด และไม่ใช้สารเคมีตลอดสายการผลิตอายุผลิตภัณฑ์ตามธรรมชาติอยู่ที่ราว 12 เดือน หากต้องการยืดเป็น 14 เดือนต้องใช้เทคโนโลยีอีกชั้นที่เกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์และเคมี ทีมเลือกจุดที่ยังรักษาความเป็นธรรมชาติได้ดีที่สุด
ผลิตภัณฑ์มี 2 สูตร สูตรสีเขียวเป็นรสดั้งเดิมไม่เติมสิ่งใด 10 แคลอรี สูตรสีแดงเติมความหวานจากน้ำตาลอ้อยออร์แกนิก 20 แคลอรี ผู้ร่วมงานที่ได้ชิมบรรยายว่ารสคล้ายน้ำลูกพรุน และบางคนรู้สึกถึงความเปรี้ยวอ่อน ๆ คล้ายมะขาม นายศุภวัฒน์ย้ำว่าไม่ใช่กาแฟแบบที่คุ้นเคย
ส่วนคาเฟอีน นายศุภวัฒน์ระบุว่ามีอยู่เล็กน้อยตามธรรมชาติ เพราะคาเฟอีนหลักอยู่ในเมล็ดกาแฟด้านในผล แต่ปริมาณน้อยกว่ากาแฟคั่ว ชาเขียว และมัทฉะ โดยไม่ได้มีสรระคุณเป็นยาระบาย