น้ำท่วมสวนทุเรียน “จันทบุรี-ระยอง” เกือบ 4 หมื่นไร่ ห่วงผลผลิตฤดูหน้าสะดุด
“สมาคมทุเรียนไทย” ชี้น้ำท่วมสวนทุเรียนจันทบุรี-ระยอง ตามตัวเลขเบื้องต้นเกือบ 4 หมื่นไร่ แต่ความเสียหายจริงอาจสูงกว่านี้ เหตุข้อมูลยังไม่ครอบคลุมเกษตรกรนอกระบบทะเบียน ห่วงหนักกระทบ “ต้นทุเรียน” ตั้งแต่เพิ่งปลูกจนถึงอายุ 30-40 ปี จับตาผลผลิตฤดูหน้า หลัง ต.ค.-พ.ย.เข้าสู่ช่วงสะสมอาหารเตรียมทำดอก แต่บางพื้นที่ยังเผชิญน้ำท่วม
นายกฤติเดช อยู่รอด นายกสมาคมทุเรียนไทย เปิดเผยกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า จากตัวเลขที่ได้รับทราบผ่านรายงานข่าว พบว่าพื้นที่ทุเรียนที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมใน จ.ระยอง อยู่ที่ประมาณ 19,000 ไร่ ส่วน จ.จันทบุรีประมาณ 20,000 ไร่เศษ รวมเบื้องต้นเกือบ 40,000 ไร่
อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวยังไม่สะท้อนความเสียหายทั้งหมด เนื่องจากเป็นข้อมูลของเกษตรกรที่อยู่ในระบบทะเบียนเกษตรกร หรือถือ “สมุดเล่มเขียว” ขณะที่เกษตรกรซึ่งอยู่นอกระบบ รวมถึงพื้นที่ทำกินบางส่วนที่ไม่ได้แจ้งขึ้นทะเบียน จะไม่ถูกนำมารวมในตัวเลขดังกล่าว จึงประเมินว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นจริงอาจสูงกว่าตัวเลขที่รายงานอยู่มาก
ทั้งนี้ สมาคมยังไม่มีตัวเลขความเสียหายของตนเอง และต้องอ้างอิงข้อมูลจากสำนักงานเกษตรจังหวัดเป็นหลัก เนื่องจากเป็นหน่วยงานที่รับแจ้งและลงพื้นที่ตรวจสอบ โดยจากการสอบถามสำนักงานเกษตรจังหวัดล่าสุด ยังไม่สามารถระบุตัวเลขความเสียหายที่ชัดเจนได้
“ถ้าพูดถึงความเสียหายจริง ตัวเลขน่าจะสูงกว่านั้นมากแน่นอน แต่ตอนนี้ยังสรุปไม่ได้” นายกฤติเดช กล่าว

นายกฤติเดชกล่าวต่อว่า ประเด็นสำคัญของน้ำท่วมครั้งนี้ไม่ได้อยู่ที่ “ผลทุเรียน” ที่กำลังออกสู่ตลาด เนื่องจากขณะนี้จันทบุรียังไม่มีผลผลิตออก แต่ความเสียหายเกิดขึ้นกับ “ต้นทุเรียน” ซึ่งถือว่าหนักกว่าความเสียหายของผลผลิต เพราะจะส่งผลต่อศักยภาพการผลิตในฤดูกาลถัดไป
ต้นทุเรียนที่ได้รับผลกระทบมีทุกช่วงอายุ ตั้งแต่ต้นที่เพิ่งเริ่มปลูกไปจนถึงต้นอายุ 30-40 ปี แต่ขณะนี้ยังไม่มีการจำแนกว่าพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบเป็นสวนปลูกใหม่จำนวนกี่ไร่ ต้นทุเรียนอายุ 5-8 ปีกี่ไร่ หรือต้นอายุมากที่อยู่ในช่วงให้ผลผลิตแล้วกี่ไร่ ทำให้ยังไม่สามารถประเมินได้ว่าผลผลิตทุเรียนในฤดูกาลหน้าจะได้รับผลกระทบมากน้อยเพียงใด
สำหรับผลผลิตเฉลี่ย นายกฤติเดชระบุว่า มีการคำนวณผลผลิตทุเรียนเฉลี่ยไว้ประมาณ 1.6-1.8 ตันต่อไร่ แต่ยังไม่สามารถนำตัวเลขพื้นที่น้ำท่วมทั้งหมดมาคูณเพื่อสรุปเป็นปริมาณผลผลิตที่จะเสียหายได้ เนื่องจากพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบมีทั้งต้นทุเรียนที่เพิ่งปลูกและต้นที่ให้ผลผลิตแล้ว
ดังนั้น ผลกระทบต่อปริมาณผลผลิตและการส่งออกยังไม่สามารถฟันธงได้ในขณะนี้ ต้องรอผลสำรวจหลังน้ำลดว่า มีต้นทุเรียนยืนต้นตายหรือเสียหายรุนแรงจำนวนเท่าใด และในจำนวนดังกล่าวเป็นพื้นที่ทุเรียนที่ให้ผลผลิตแล้วมากน้อยเพียงใด

ขณะเดียวกัน สถานการณ์น้ำท่วมเกิดขึ้นในช่วงสำคัญของวงจรการผลิตทุเรียนภาคตะวันออก เนื่องจากเดือนตุลาคม-พฤศจิกายนเป็นช่วงที่เกษตรกรต้องบำรุงต้นและสะสมอาหาร เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการทำดอก หากพื้นที่สวนยังมีน้ำท่วมต่อเนื่อง จึงต้องจับตาผลกระทบต่อการเตรียมต้นและการติดดอก ซึ่งจะเชื่อมโยงโดยตรงกับผลผลิตในฤดูกาลหน้า
ส่วนสถานการณ์ทุเรียนในตลาดปัจจุบันมีผลผลิตไม่มาก เนื่องจากผ่านช่วงพีกของผลผลิตทั้งภาคตะวันออกและภาคใต้ไปแล้ว ทำให้ผลกระทบจากน้ำท่วมครั้งนี้ไม่ได้อยู่ที่ปริมาณทุเรียนที่จะส่งออกในระยะสั้น แต่เป็นความเสี่ยงต่อฐานการผลิตสำหรับฤดูกาลถัดไป
สำหรับการสำรวจความเสียหาย เกษตรกรผู้ประสบภัยต้องลงทะเบียนแจ้งความเสียหาย พร้อมส่งเอกสารและภาพถ่าย ก่อนรอเจ้าหน้าที่ติดต่อกลับเพื่อตรวจสอบข้อมูลหรือลงพื้นที่ โดยนายกฤติเดชระบุว่า ขั้นตอนมีหลายส่วนและต้องใช้เวลา พร้อมระบุว่าเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมหรือน้ำแล้งในบางพื้นที่เมื่อปีที่แล้ว จนถึงขณะนี้ยังไม่ได้รับเงินช่วยเหลือ แต่ยังไม่มีตัวเลขที่ชัดเจนว่ามีจำนวนเท่าใด
ทั้งนี้ สมาคมทุเรียนไทยจะติดตามข้อมูลจากหน่วยงานเกษตรเป็นหลัก โดยต้องรอให้การสำรวจแยกความเสียหายของสวนแต่ละช่วงอายุมีความชัดเจนก่อน จึงจะสามารถประเมินผลกระทบต่อปริมาณผลผลิตทุเรียนฤดูกาลหน้าได้แม่นยำมากขึ้น