ธปท.จับตา ‘เอสเอ็มอี-อสังหา-ครัวเรือน’ ฉุดเศรษฐกิจ
ธปท. จับตา 3 กลุ่มเปราะบาง “เอสเอ็มอี-ครัวเรือน-อสังหาฯ” เผชิญความเสี่ยงสภาพคล่อง-ต้นทุน-รายได้ ผลกระทบจากสงครามและน้ำท่วม หวั่นขยายวงกว้าง “วิทัย” ชี้ประเทศไทยติดกับดัก K-shaped 3 มิติ ธุรกิจรายใหญ่โตกระจุก เอสเอ็มอีเข้าถึงสินเชื่อต่ำ และครัวเรือนรายได้น้อยกว่า 15,000 บาท โดนปฏิเสธสินเชื่อพุ่งสูง หวั่นความเหลื่อมล้ำฉุดการบริโภคและเศรษฐกิจไทย
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากรายงานการประเมินเสถียรภาพระบบการเงินไทยปี 2569 ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ล่าสุด ชี้ว่าภาคธุรกิจเผชิญความเสี่ยงด้านสภาพคล่องและรายได้ที่ลดลง โดยกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ที่มีความสำคัญต่อระบบการเงินมีภาระหนี้อยู่ในระดับสูง และบางรายมีความเปราะบางเพิ่มขึ้น จากสถานการณ์สงคราม โดยธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และปิโตรเคมีบางรายได้รับผลกระทบจากต้นทุนพลังงานและวัตถุดิบที่สูงขึ้น และบางรายเผชิญปัญหาพึ่งพาวัตถุดิบจากตะวันออกกลาง
อย่างไรก็ดีผลกระทบโดยรวมยังจำกัดและไม่ลุกลามในวงกว้าง โดย SiCorp ส่วนใหญ่ปรับตัวด้วยการหาแหล่งผลิตใหม่ เพิ่มการสะสมสต๊อก และส่งผ่านต้นทุนไปยังผู้ซื้อได้พอสมควร รวมถึงได้รับความช่วยเหลือด้านสภาพคล่องจากธนาคารพาณิชย์ ทำให้ธุรกิจยังสามารถดำเนินต่อได้
เอสเอ็มอีเปราะบางมากขึ้น
ด้านภาคธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ความเปราะบางเพิ่มขึ้น จากรายได้ที่ขยายตัวต่ำกว่าคาด หรือหดตัวตามภาวะเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวช้าและไม่ทั่วถึง ต้นทุนราคาพลังงานและวัตถุดิบสูงขึ้น ฐานะการเงินโดยรวมยังเปราะบาง เอสเอ็มอีเข้าถึงสินเชื่อจากธนาคารพาณิชย์ต่ำกว่าธุรกิจขนาดใหญ่มาก และมีต้นทุนทางการเงินสูงกว่า ส่งผลให้การปรับตัวเพื่อรองรับผลกระทบจากสงคราม หรือการเติบโตในระยะถัดไปทำได้จำกัด ซึ่งต้องติดตามผลกระทบทั้งด้านสภาพคล่อง คุณภาพสินเชื่อ และประสิทธิภาพการจัดสรรเงินทุนอย่างใกล้ชิด
จับตาอสังหาฯ ผิดนัดชำระหนี้
รายงาน ธปท.ยังชี้ว่า ภาคอสังหาริมทรัพย์มีแรงกดดันจากกำลังซื้อของครัวเรือนที่ยังอ่อนแอ และอุปทานคงค้างอยู่ในระดับสูง ได้รับผลกระทบจากต้นทุนก่อสร้างที่เพิ่มขึ้น แต่การส่งผ่านต้นทุนไปยังผู้ซื้อทำได้ค่อนข้างจำกัด ส่งผลให้สภาพคล่องของผู้ประกอบการตึงตัวขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มที่ระดมทุนผ่านตราสารหนี้ที่ให้อัตราผลตอบแทนสูง (High Yield)
ผู้ประกอบการพยายามปรับตัวเพื่อลดผลกระทบจากสงคราม เช่น ชะลอการเปิดโครงการใหม่ ทำสัญญากับผู้รับเหมาและผู้ผลิตเพื่อตรึงราคาไว้ล่วงหน้า เร่งระบายอุปทานคงค้าง และเสนอทางเลือก “เช่าเพื่อซื้อ” ต้องติดตามความเสี่ยงของตลาดอสังหาริมทรัพย์อย่างใกล้ชิด เพราะอาจเชื่อมโยงไปยังภาคส่วนอื่นของระบบการเงิน เช่น การผิดนัดชำระหนี้ของผู้กู้ และผู้ออกตราสารหนี้ที่ครบกำหนดในระยะข้างหน้า
ครัวเรือน 30% ไม่พอใช้จ่าย
อีกกลุ่มที่รายงาน ธปท. ชี้ว่าน่ากังวลคือภาคครัวเรือนที่มีความเปราะบางเพิ่มขึ้น จากความผันผวนของรายได้ (Income Shock) และค่าครองชีพที่สูงขึ้น มีครัวเรือนประมาณ 30% ของทั้งหมดที่มีรายได้ไม่เพียงพอกับค่าใช้จ่าย ทำให้บางกลุ่มต้องใช้เงินออมหรือแปลงสินทรัพย์ทางการเงินที่ลงทุนไว้เป็นสภาพคล่องเพื่อดำรงชีพ
ภายใต้สถานการณ์สงครามที่ยังมีความไม่แน่นอน ต้องติดตามกลุ่มครัวเรือนรายได้น้อยและมีเงินออมต่ำ กลุ่มเกษตรกรที่อาจได้รับผลกระทบเพิ่มเติมจากภัยแล้งที่คาดว่าจะรุนแรงขึ้น และกลุ่มผู้ประกอบอาชีพอิสระที่ได้รับผลกระทบจาก Income Shock และต้นทุนที่สูงขึ้นอาจกระทบความสามารถในการชำระหนี้
รายงาน ธปท.ชี้ด้วยว่า ความเปราะบางที่เพิ่มขึ้นในภาคธุรกิจ ภาคอสังหาริมทรัพย์ และภาคครัวเรือน อาจส่งผลเชื่อมโยงมายังภาคการเงิน จากความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้ที่มีแนวโน้มด้อยลง โดยเฉพาะเอสเอ็มอีและครัวเรือนกลุ่มเปราะบาง อย่างไรก็ตามภาพรวมระบบสถาบันการเงินไทยโดยรวมมีฐานะการเงินเข้มแข็งรองรับความเสี่ยงได้
สงครามยืดเยื้อกระทบชำระหนี้
รายงาน ธปท.ระบุด้วยว่า ภายใต้สถานการณ์สงครามที่มีความไม่แน่นอนสูงและอาจยืดเยื้อ จึงยังต้องติดตามความเสี่ยงที่กระทบภาคเศรษฐกิจจริง และเสถียรภาพระบบการเงินอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะ 1.ความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้กลุ่มเปราะบาง
2.ความเสี่ยง Rollover Risk ในตลาดตราสารหนี้ ทั้งกลุ่ม HY Bond และตราสารหนี้ภาคอสังหาริมทรัพย์ และ 3.ความผันผวนในตลาดการเงินที่อาจกระทบพฤติกรรมการลงทุน อาจส่งผลต่อความสามารถของภาคการเงินในการสนับสนุนเศรษฐกิจจริง หากสถานการณ์รุนแรงขึ้น
ไทยติดกับดัก K-shaped 3 มิติ
นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการ ธปท.กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยเผชิญ K-shaped Dynamics ศักยภาพการเติบโตและการปรับตัวมีความแตกต่างกันมากขึ้น มิติแรกธุรกิจเกี่ยวกับ AI (AI-Related) กับธุรกิจทั่วไป (Non-AI) ที่มีการเติบโตแตกต่างกัน โดยภาพรวมการส่งออกออกขยายตัว 17-18% ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ AI-Related ส่งออกเติบโต 40% ส่วนธุรกิจ Non-AI จะโตแค่ประมาณ 5%
อีกทั้งผู้ผลิตเกิดการกระจุกตัวของผู้ผลิต โดยยอดส่งออกสินค้า AI จากผู้ผลิตเพียง 1% แรกครองสัดส่วนส่งออกสินค้าเทคโนโลยีสูงถึง 82% ของมูลค่าส่งออกเทคโนโลยีทั้งหมด เป็นบริษัทต่างชาติ 57 ราย อีกทั้งมีการจ้างงานเพียง 1.5% ของแรงงานไทย รวมถึงสินค้ากลุ่ม AI พึ่งพาการนำเข้าวัตถุดิบและชิ้นส่วนจากต่างประเทศสูงมาก ทำให้ห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ในประเทศสั้น ไม่ได้สร้างผลกระทบเชิงบวกกระจายไปยังธุรกิจท้องถิ่นเหมือนอุตสาหกรรมเดิม เช่น รถยนต์สันดาป
เอสเอ็มอีจ้างงานสูงถึง 70%
K-shaped ต่อมา ธุรกิจขนาดใหญ่กับผู้ประกอบการเอสเอ็มอี โดยเมื่อเปรียบเทียบย้อนหลัง 15 ปี พบว่ารายได้ของธุรกิจขนาดใหญ่เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่วนรายได้ของเอสเอ็มอีลดลงและโตช้ากว่ามาก เอสเอ็มอีมีสินเชื่อติดลบต่อเนื่องมา 16 ไตรมาส เนื่องจากปัญหาเรื่องการเข้าถึงสินเชื่อ อีกทั้งเอสเอ็มอีที่มีศักยภาพดีที่สุด 30% แรก ยังสามารถเข้าถึงสินเชื่อได้แค่ 21% แตกต่างจากผู้ประกอบรายใหญ่ขอสินเชื่อได้ถึง 63%
นายวิทัยกล่าวอีกว่า ธุรกิจเอสเอ็มอีคิดเป็น 99.5% ของหน่วยธุรกิจทั้งหมดในประเทศ หรือประมาณ 3.28 ล้านราย จ้างงานสูงถึง 13.6 ล้านคน คิดเป็น 70% ของการจ้างงานทั้งหมด มีมูลค่าเศรษฐกิจ 1.73 ล้านล้านบาท การที่เอสเอ็มอีไม่ฟื้นตัวส่งผลให้ศักยภาพการเติบโตของจีดีพีไทยลดลงเรื่อย ๆ หลังเกิดวิกฤตแต่ละครั้ง จากเดิมโต 7.3% ก่อนปี 2540 เหลือ 5.3% หลังโควิด 3.7%-2.4% ส่วนในปี 2569 คาดว่าจะขยายตัว 2.3%
ดัน 3 มาตรการแก้เอสเอ็มอี
นายวิทัยกล่าวว่า เอสเอ็มอีที่เข้าไม่ถึงสินเชื่อ เกินครึ่งจะเป็นธุรกิจที่มีศักยภาพ ดังนั้นการเข้าถึงสินเชื่อจะช่วยพัฒนาขีดความสามารถ ซึ่งพบว่าเอสเอ็มอีที่เข้าถึงสินเชื่ออัตราการอยู่รอดในปีที่สาม จะอยู่ที่ 93% ส่วนที่ไม่เข้าถึงสินเชื่อ 75% ส่วนอัตราการอยู่รอดปีที่ 5 จะอยู่ที่ 87% ส่วนที่ไม่เข้าถึง 65%
ธปท.กำลังดำเนิน 3 มาตรการหลักร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อช่วยเหลือ ประกอบด้วย 1.โครงการ Credit Portal เป็นแพลตฟอร์มตลาดกลางที่จับคู่ระหว่างเอสเอ็มอีที่ต้องการสินเชื่อกับสถาบันการเงิน วางแผนเปิดตัวในเดือน ธ.ค.ปีนี้ และจะขยายผลในไตรมาสที่ 1 ของปีหน้า 2570
2.กลไกค้ำประกันสินเชื่อใหม่ โดยการยกระดับจากโครงการทดสอบ Credit Boost มาจัดทำเป็นกลไกค้ำประกันสินเชื่อถาวรอายุ 5 ปี โดยใช้เงินสมทบจากสถาบันการเงินเอกชน เป้าหมายปล่อยสินเชื่อแก่เอสเอ็มอีประมาณ 100,000 ล้านบาทต่อปี คาดว่าระบบจะเสร็จเรียบร้อยในไตรมาส 1 และเริ่มใช้ในช่วงต้นปีหน้า
และ 3.โครงการ Alternative Data Exchange Bureau เป็นโครงการเชื่อมโยงข้อมูลทางเลือกจากภาครัฐและหน่วยงานต่าง ๆ เช่น ค่าน้ำ ค่าไฟ ประวัติการโอนเงินและชำระเงิน เพื่อนำมาใช้ประเมินรายได้และความสามารถในการชำระหนี้ของเอสเอ็มอี และกลุ่มผู้ไม่มีรายได้ประจำ คาดว่าจะเริ่มใช้ในช่วงกลางปีหน้า 2570 หรือปลายปีหน้า
กังวลยิ่งเหลื่อมล้ำยิ่งฉุด ศก.
ผู้ว่าการ ธปท.กล่าวว่า อีกส่วนคือ K-shaped ระหว่างกลุ่มคนรายได้สูงกับคนรายได้น้อย โดยกลุ่มผู้มีรายได้น้อยกว่า 30%มีปัญหาชำระหนี้ เช่น รายได้ประมาณ 7,700-8,900 บาท/เดือน มีรายจ่ายแทบจะเท่ากับหรือมากกว่ารายได้ ทำให้ต้องกู้หนี้ยืมสินและตึงตัวอย่างมาก
“กลุ่มผู้มีรายได้น้อยกว่า 15,000 บาท/เดือน ถูกปฏิเสธสินเชื่อที่อยู่อาศัยสูงถึง 63% ส่วนกลุ่มรายได้ 15,000-100,000 บาท/เดือน ถูกปฏิเสธสินเชื่อ 43%”
หากไม่แก้ปัญหา K-shape ความเหลื่อมล้ำจะยิ่งรุนแรงขึ้น และส่งผลกระทบต่อการบริโภคภาคครัวเรือนที่ฟื้นตัวไม่ทั่วถึง พร้อมปัญหาเอสเอ็มอีและครัวเรือนที่เปราะบาง โดยการบริโภคภาคครัวเรือนคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 70% ของจีดีพีไทย โดยภาพรวมการบริโภคปีนี้โตประมาณ 3% และสร้าง Contribute ให้แก่จีดีพีของประเทศ 1.5% ดังนั้นในระยะยาวศักยภาพการเติบโตของประเทศจะลดลง
“เราเกิด K ขึ้นมากมายในหลายมิติ ถ้าเราไม่แก้สิ่งที่จะเกิดขึ้นก็คือความเหลื่อมล้ำจะมากขึ้น ทั้งคนรวย คนจน ทั้ง SMEs เล็กกับธุรกิจขนาดใหญ่ การบริโภคจะฟื้นตัวยาก หนี้ครัวเรือนจะฟื้นตัวยาก”