‘สุริยะ’ แจงคุ้มครองพันธุ์กะเพรา ปลูกกินได้ปกติ ห้ามขยายพันธุ์ขายโดยไม่ได้รับอนุญาต
“สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ” แจงกรณีเอกชนจดทะเบียนคุ้มครองพันธุ์กะเพรา ยืนยันประชาชนยังนำพันธุ์ที่ได้รับความคุ้มครองมาปลูกเพื่อบริโภคในครัวเรือนได้ตามปกติ แต่ไม่สามารถนำไปขยายพันธุ์เพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต ขณะที่ข้อมูลกรมวิชาการเกษตรระบุ กะเพรา 4 พันธุ์ที่ได้รับสิทธิคุ้มครองไม่ได้ผลิตเมล็ดจำหน่ายทั่วไป แต่ใช้กับลูกไร่ที่ปลูกส่งโรงงาน ส่วนกะเพราพันธุ์ทั่วไปยังเก็บเมล็ดหรือซื้อเมล็ดมาปลูกได้ตามปกติ
นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยเมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2569 ถึงข้อกังวลกรณีบริษัทเอกชนจดทะเบียนคุ้มครองพันธุ์กะเพราว่า กฎหมายเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนที่ดำเนินการวิจัยและพัฒนาพันธุ์พืชใหม่ สามารถยื่นจดทะเบียนเพื่อคุ้มครองสิทธิในพันธุ์พืชที่พัฒนาขึ้นได้
นายสุริยะยืนยันว่า การจดทะเบียนดังกล่าวไม่กระทบต่อประชาชนทั่วไป แม้ประชาชนจะนำพันธุ์กะเพราที่ได้รับความคุ้มครองมาปลูกเพื่อบริโภคภายในครัวเรือน ก็ยังสามารถทำได้ตามปกติ แต่ไม่สามารถนำพันธุ์ที่ได้รับความคุ้มครองไปขยายพันธุ์เพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต
พร้อมระบุว่า กรมวิชาการเกษตรยังมีนักวิจัยดำเนินการวิจัยและพัฒนาพันธุ์พืชอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เกษตรกรสามารถนำพันธุ์พืชที่พัฒนาขึ้นไปใช้ประโยชน์ในการเพาะปลูกได้
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากเอกสารประกาศคำขอจดทะเบียนของกรมวิชาการเกษตร พบว่ากะเพราที่ได้รับการพัฒนา 4 พันธุ์ มีพันธุ์ตั้งต้นจากกะเพราพันธุ์พื้นเมืองรหัส CPR1 โดยใช้วิธีชักนำให้จำนวนชุดโครโมโซมเพิ่มขึ้นด้วยสารเคมี ร่วมกับเทคนิคการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ
กระบวนการพัฒนาเริ่มตั้งแต่เดือนเมษายน 2563 และมีการทดลองปลูกที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม และบริษัท ซีพีแรม จำกัด จังหวัดปทุมธานี เพื่อคัดเลือกพันธุ์ที่มีลักษณะเหมาะสมสำหรับนำไปใช้เป็นวัตถุดิบประกอบอาหาร
กะเพราพันธุ์ใหม่ทั้ง 4 พันธุ์ ได้แก่ “แก้วจุรี01” “แก้วจุรี02” “แก้วจุรี03” และ “แก้วจุรี04” โดยบริษัท ซีพีแรม จำกัด ได้รับสิทธิคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ในปี 2567 ภายใต้พระราชบัญญัติคุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542
ข้อมูลเพิ่มเติมจากกรมวิชาการเกษตรระบุว่า กะเพราที่ได้รับสิทธิคุ้มครองทั้ง 4 พันธุ์ดังกล่าว บริษัทไม่ได้ผลิตเมล็ดพันธุ์ออกจำหน่ายให้ประชาชนทั่วไป แต่ผลิตเพื่อใช้กับลูกไร่ที่เพาะปลูกและส่งผลผลิตเข้าสู่โรงงานอาหาร
ส่วนกะเพราพันธุ์ที่ประชาชนและเกษตรกรใช้กันทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นการเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้เองหรือซื้อเมล็ดพันธุ์มาปลูก ยังสามารถดำเนินการได้ตามปกติ โดยสิทธิคุ้มครองของบริษัทครอบคลุมเฉพาะพันธุ์ที่ได้รับการจดทะเบียน ไม่ได้ครอบคลุมกะเพราทุกสายพันธุ์ในประเทศไทย
ปัจจุบันยังมีกะเพราพันธุ์อื่นในตลาด รวมถึงพันธุ์พื้นเมืองที่เกษตรกรสามารถเลือกใช้ได้ และยังมีการพัฒนาพันธุ์กะเพราจากหน่วยงานวิจัยอื่น เช่น ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ หรือ BIOTEC ซึ่งมีพันธุ์เขียวไบโอเทค 1 เขียวไบโอเทค 2 และแดงไบโอเทค 3
อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้มูลนิธิชีววิถี หรือ BIOTHAI ได้ตั้งข้อกังวลว่า หากประเทศไทยมีการแก้ไขกฎหมายคุ้มครองพันธุ์พืชให้สอดคล้องกับอนุสัญญา UPOV 1991 อาจทำให้สิทธิของเกษตรกรและประชาชนในการเก็บเมล็ดพันธุ์ที่ได้รับความคุ้มครองไว้ปลูกต่อ รวมถึงการแบ่งปันเมล็ดพันธุ์แก่ผู้อื่น มีข้อจำกัดมากขึ้น แม้ไม่ได้ดำเนินการเพื่อการค้า ตลอดจนกังวลถึงผลต่อการนำพันธุ์พืชไปปรับปรุงและพัฒนาต่อยอด
กรณีดังกล่าวจึงเป็นคนละส่วนกับการได้รับสิทธิคุ้มครองพันธุ์กะเพรา 4 พันธุ์ในปัจจุบัน ซึ่งนายสุริยะย้ำว่า ภายใต้กฎหมายที่ใช้อยู่ ประชาชนยังสามารถปลูกเพื่อบริโภคได้ตามปกติ ขณะที่ข้อจำกัดอยู่ที่การนำพันธุ์ซึ่งได้รับสิทธิคุ้มครองไปขยายพันธุ์เพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต