ค้าปลีกญี่ปุ่นลุ้น Tax Refund หนุนดีมานด์นักช็อปต่างชาติพุ่ง
คอลัมน์ : Market Move
ช่วงปลายเดือนตุลาคม 2026 นี้ ผู้ค้าปลีกในญี่ปุ่นต่างกำลังลุ้นระทึกกับผลของมาตรการภาษีสำหรับกระตุ้นนักช็อปต่างชาติในรูปแบบใหม่
เพราะตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2026 เป็นต้นไป มาตรการ “ปลอดภาษี” หรือ Tax Free เป็นหนึ่งในแม็กเนตสำคัญที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวทั่วโลกให้มาช็อปในญี่ปุ่น ด้วยจุดเด่นอย่างสามารถซื้อสินค้าในราคาปลอดภาษีได้ในทุกร้านค้าที่ร่วมโครงการ จะถูกเปลี่ยนเป็นการ “คืนภาษี” หรือ Tax Refund ซึ่งแม้มีขั้นตอนเพิ่มขึ้นมากสำหรับนักช็อป แต่มาพร้อมกับการปลดล็อกเพดานการช็อปต่อร้านค้าต่อวัน
สำนักข่าว “นิกเคอิ เอเชีย” รายงานถึงความเคลื่อนไหวในวงการค้าปลีกญี่ปุ่นว่า ขณะนี้ผู้ค้าปลีกต่างเดินหน้าอบรมพนักงาน และปรับการจัดวางสินค้าให้สอดคล้องตามมาตรการใหม่ ซึ่งผู้ซื้อจะต้องชำระราคาสินค้าเต็มจำนวนพร้อมภาษี ณ เวลาที่ซื้อสินค้า แทนที่จะได้รับการยกเว้นภาษีเหมือนในปัจจุบัน
โดยผู้ซื้อจะต้องดำเนินการขอภาษีมูลค่าเพิ่มคืนที่สนามบิน-ท่าเรือก่อนเดินทางออกนอกประเทศ ด้วยการแสดงหนังสือเดินทางที่จุดตรวจ ซึ่งเจ้าหน้าที่จะพิจารณาว่าจำเป็นต้องมีการดำเนินการทางศุลกากรเพิ่มเติมหรือไม่
ทั้งนี้ผู้ซื้อจะได้รับภาษีมูลค่าเพิ่มคืนต่อเมื่อได้รับการยืนยันแล้วว่าสินค้าที่เข้าเกณฑ์ทั้งหมดได้ถูกนำออกนอกประเทศแล้วเท่านั้น
นอกจากกระบวนการที่เพิ่มเข้ามานี้ รัฐบาลญี่ปุ่นยังยกเลิกเพดานวงเงินสูงสุดต่อวันต่อร้านค้าสำหรับการซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคปลอดภาษี เช่น อาหาร ยา และเครื่องสำอาง ที่เดิมจะจำกัดไว้ไม่เกิน 500,000 เยน ส่วนวงเงินซื้อขั้นต่ำยังคงอยู่ที่ 5,000 เยน
เจ้าหน้าที่จากสมาคมร้านค้าปลอดภาษีของญี่ปุ่น กล่าวว่า การยกเลิกเพดานนี้ จะทำให้นักท่องเที่ยวต่างชาติสามารถซื้อสินค้าได้มากเท่าที่ต้องการในร้านเดียวกัน ซึ่งจะเพิ่มโอกาสในการขายที่มากขึ้นด้วย
ขณะเดียวกัน ภาระงานสำหรับพนักงานในพื้นที่ขายจะลดลง โดย “โยชิโอ มูราตะ” ประธานบริษัท ทาคาชิมายา ผู้บริหารเชนห้างสรรพสินค้ารายใหญ่ของญี่ปุ่น อธิบายว่า ภาระงานที่ลดลงนี้ เนื่องจากตามมาตรการใหม่พนักงานไม่ต้องบรรจุสินค้าอุปโภคบริโภคลงในถุงพลาสติกใสแบบพิเศษอีกต่อไป
อย่างไรก็ตาม ยังมีกระแสความกังวลว่า มาตรการใหม่นี้อาจส่งผลลบได้เช่นกัน โดย “เคอิจิ โอโนะ” ประธานบริษัท เจ. ฟรอนต์ รีเทลลิ่ง บริษัทโฮลดิ้งซึ่งมีห้างสรรพสินค้าใหญ่อย่าง ไดมารู อยู่ในเครือ ที่กล่าวว่า กระบวนการที่ซับซ้อนมากขึ้น อาจส่งผลเสียต่อการช็อปปิ้ง เพราะขั้นตอนที่เพิ่มขึ้นนี้ อาจกลายเป็น “อุปสรรคทางจิตวิทยา” สำหรับการตัดสินใจซื้อสินค้า
สอดคล้องกับความเห็นของ “อากิฮิโระ ทากิงุจิ” ประธานบริษัทราซิน (Rasin) ร้านจำหน่ายนาฬิกาหรูมือสอง ซึ่งมีลูกค้าเป็นชายต่างชาติประมาณ 30% ที่กล่าวว่า ยอดขายแบบปลอดภาษีในช่วง 6 เดือนจนถึงเดือนกุมภาพันธ์จะลดลงประมาณ 18% เนื่องจากมีการเปลี่ยนไปใช้ระบบใหม่ที่สะดวกน้อยกว่าเดิม
นอกจากนี้ยังมีผลลบทางอ้อม ซึ่งบริษัทโนวาร์กา ผู้ให้บริการสนับสนุนด้านการตลาดสำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ ประเมินว่า การเปลี่ยนไปใช้ระบบ
คืนภาษีอาจทำให้ยอดขายสินค้าปลอดภาษีในห้างสรรพสินค้าลดลงประมาณ 10% เนื่องจากกลุ่มรีเซลเลอร์หรือผู้ที่ต้องการนำสินค้าไปขายต่อ จะหลีกเลี่ยงการเข้ามา
ซื้อสินค้า
ทั้งนี้ตามข้อมูลขององค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวแห่งประเทศญี่ปุ่น ระบุว่า ปัจจุบันทั่วญี่ปุ่นมีร้านค้าที่เข้าร่วมมาตรการปลอดภาษีอยู่ประมาณ 64,000 แห่ง ซึ่งร้านค้าทั้งหมดจำเป็นต้องปรับตัวให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบใหม่
โดยมาตรการยกเว้นภาษี ณ จุดขายของญี่ปุ่น ซึ่งเริ่มใช้มาตั้งแต่ปี 1952 นั้นถือเป็นแนวปฏิบัติที่แทบจะมีเพียงญี่ปุ่นประเทศเดียวในกลุ่มประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่ยังคงใช้อยู่ ส่วนหนึ่งมาจากช่องโหว่ที่อาจถูกนำไปใช้ในทางที่ผิด ซึ่งนำมาสู่การเปลี่ยนมาตรการของญี่ปุ่นในครั้งนี้ ด้วยสาเหตุจากการที่นักท่องเที่ยวต่างชาติบางกลุ่มใช้ช่องโหว่ของระบบในทางที่ผิด
ด้วยการซื้อสินค้าแบบปลอดภาษีแล้วนำกลับมาขายต่อภายในญี่ปุ่น สะท้อนจากข้อมูลของกรมศุลกากรญี่ปุ่นที่ชี้ว่า แทบไม่พบหลักฐานยืนยันว่านักท่องเที่ยวที่ซื้อสินค้ามูลค่าตั้งแต่ 100 ล้านเยนขึ้นไปนั้น นำสินค้าทั้งหมดออกนอกประเทศจริงหรือไม่