ข่าวดีทางออก ‘แอชตัน อโศก’ กฤษฎีกาเปิดทางออก ปูทาง รฟม. ไฟเขียวใช้ทางเข้า-ออก
คณะกรรมการกฤษฎีกา เผยเอกสาร เรื่องการอนุญาตให้เอกชนใช้ประโยชน์ในที่ดินที่ได้มาจากการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์เป็นทางผ่านหรือเข้า-ออก ข่าวดีลูกบ้าน ‘แอชตัน อโศก’
ผู้สื่อข่าว “ประชาชาติธุรกิจ” รายงานว่า ช่วงโค้งสุดท้ายปี 2569 มีข่าวดีสำหรับลูกบ้านคอนโดมิเนียม แอชตัน อโศก สุขุมวิท 21 ซึ่งมีปัญหาการขอใช้ทางเข้า-ออกโครงการบนที่ดินเวนคืนของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย หรือ รฟม. ในช่วงที่ผ่านมา
ล่าสุด ทางสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ได้เผยแพร่เอกสารบันทึกเลขที่ 1218/2569 เรื่องการอนุญาตให้เอกชนใช้ประโยชน์ในที่ดินที่ได้มาจากการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์เป็นทางผ่านหรือเข้า-ออก มีจำนวน 7 หน้าด้วยกัน
จากการสรุปสาระสำคัญจะอยู่ในหน้า 4-5-6 ดังนี้
(หน้า 4) ทาง รฟม.หารือว่า ที่ดินของ รฟม. ที่ได้มาจากการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ ซึ่ง รฟม.ได้ใช้ประโยชน์ตามวัตถุประสงค์แห่งการเวนคืนแล้ว และยังคงใช้ประโยชน์อยู่ตามวัตถุประสงค์แห่งการเวนคืน และวัตถุประสงค์ของ รฟม.
หากเอกชนขออนุญาตใช้ประโยชน์ที่ดินดังกล่าวเพื่อเป็นทางผ่านหรือเข้า-ออก สำหรับที่ดินของเอกชน กรณีเช่นว่านี้ รฟม.จะสามารถพิจารณาอนุญาตให้เอกชนใช้ประโยชน์ในที่ดินที่ได้มาจากการเวนคืนดังกล่าว ได้หรือไม่ อย่างไร
คณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะพิเศษ) พิจารณาแล้วเห็นว่า โดยที่การเวนคืนอสังหาริมทรัพย์เป็นการใช้อำนาจรัฐในการให้ได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์ของประชาชนเพื่อนำมาใช้ประโยชน์สาธารณะ โดยเมื่อมีการใช้บังคับรัฐธรรมนูญปี 2521 เป็นต้นมา …หากหน่วยงานของรัฐได้ใช้ประโยชน์ที่ดินตามวัตถุประสงค์แห่งการเวนคืนภายในระยะเวลาที่กำหนดแล้ว ถ้ายังสามารถนำที่ดินดังกล่าวไปใช้ประโยชน์อย่างอื่นโดยไม่กระทบต่อการดำเนินการตามวัตถุประสงค์ของการเวนคืน หน่วยงานรัฐย่อมสามารถนำที่ดินนั้นไปใช้เพื่อหาประโยชน์ หรือใช้เพื่อประโยชน์สาธารณะอื่นเพิ่มเติมได้ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดในการใช้ที่ดิน และไม่กระทบต่อวัตถุประสงค์ของการเวนคืนที่ดิน
(หน้า 5-6) สำหรับที่ดินของ รฟม. ที่ได้มาจากการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ ซึ่ง รฟม. ได้ใช้ประโยชน์ตามวัตถุประสงค์แห่งการเวนคืนและวัตถุประสงค์ของ รฟม.แล้ว โดยยังคงใช้ประโยชน์อยู่ตามวัตถุประสงค์ดังกล่าว หากเอกชนขออนุญาตใช้ประโยชน์ที่ดินนั้นเพื่อเป็นทางผ่านหรือเข้า-ออก สำหรับที่ดินของเอกชน กรณีเช่นว่านี้ การอนุญาตให้เอกชนใช้ประโยชน์ในที่ดิน ย่อมต้องเป็นไปตาม มาตรา 37 ของรัฐธรรมนูญ และกฎหมายเวนคืน
…โดยหากปรากฏข้อเท็จจริงว่า กรณีที่เอกชนจะขอใช้ประโยชน์ที่ดินของ รฟม. ที่ได้มาจากการเวนคืนนั้น รฟม.ได้ใช้ประโยชน์ที่ดินตามวัตถุประสงค์แห่งการเวนคืนและวัตถุประสงค์ของ รฟม. แล้ว โดยยังคงใช้ประโยชน์อยู่ตามวัตถุประสงค์ดังกล่าว
ซึ่งการอนุญาตให้ใช้ประโยชน์ที่ดินนั้น ไม่ได้ทำให้วัตถุประสงค์ของการเวนคืนเดิมต้องเสียไป และมิใช่เป็นการอนุญาตเพื่อประโยชน์แก่กิจการของเอกชนเท่านั้น จนทำให้ รฟม. ไม่สามารถใช้ที่ดินตามวัตถุประสงค์ของการเวนคืนได้ตามปกติแล้ว รฟม. ย่อมจะพิจารณาอนุญาตได้ ตามข้อ 6 และ ข้อ 8 แห่งข้อบังคับการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย ว่าด้วยการอนุญาตให้ใช้ประโยชน์ในทรัพย์สินของ รฟม.
ลงชื่อ นายนพดล เภรีฤกษ์ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา เผยแพร่บนเว็บไซต์สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎี เดือนตุลาคม 2569
ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ท้ายที่สุด ความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกาครั้งนี้ ถือเป็นการคลี่คลายข้อกังวลสำคัญในประเด็นข้อกฎหมาย โดยยืนยันว่า รฟม. สามารถพิจารณาอนุญาตให้เอกชนใช้ประโยชน์ในที่ดินที่ได้มาจากการเวนคืนเป็นทางผ่านหรือทางเข้า-ออกได้ หากเป็นไปตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด และไม่กระทบต่อวัตถุประสงค์ของการเวนคืนเดิม หลักเกณฑ์ดังกล่าวยังสามารถใช้เป็นแนวทางในการพิจารณาคำขอของเอกชนรายอื่นภายใต้เงื่อนไขเดียวกันได้ด้วย จึงทำให้ประเด็นสำคัญหลังจากนี้ไม่ใช่เพียงข้อจำกัดทางกฎหมายอีกต่อไป แต่อยู่ที่ว่า รฟม. จะพิจารณาและดำเนินการอย่างไร ภายใต้หลักเกณฑ์ที่มีความชัดเจนแล้ว
สำหรับลูกบ้านแอชตัน อโศก ที่ต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนมาอย่างยาวนาน คำถามสำคัญจึงอยู่ที่ว่า เมื่อข้อกังวลด้านกฎหมายได้รับคำตอบแล้ว รฟม. จะเดินหน้าพิจารณาหาทางออกให้กับปัญหานี้อย่างเป็นรูปธรรมได้รวดเร็วเพียงใด เพราะจากนี้ไป ทิศทางของโครงการและความหวังของลูกบ้าน ย่อมขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของ รฟม. ซึ่งเป็นหน่วยงานที่มีอำนาจพิจารณาเรื่องนี้โดยตรง