เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ศึกชิงโรงแรม 5.3 พันล้านเดือด! ROH ฟ้องสวน GROREIT-บลจ.วรรณ ยืนยันสิทธิซื้อคืน
Finance ศึกชิงโรงแรม 5.3 พันล้านเดือด! ROH ฟ้องสวน GROREIT-บลจ.วรรณ ยืนยันสิทธิซื้อคืน
กบน.หั่นราคา B20-E20 เหลือ 33.50 บาท/ลิตร ถูกกว่าดีเซล B7-โซฮอล์ 95 ถึง 10 บาท ช่วยค่าครองชีพ-หนุนเกษตรกร
Economic กบน.หั่นราคา B20-E20 เหลือ 33.50 บาท/ลิตร ถูกกว่าดีเซล B7-โซฮอล์ 95 ถึง 10 บาท ช่วยค่าครองชีพ-หนุนเกษตรกร
รฟม.แจงคำวินิจฉัยกฤษฎีกาให้เอกชนใช้ที่ดินทำทางเข้า-ออก เป็นโครงการใหม่ ไม่เกี่ยว“แอชตัน อโศก”
Real Estate รฟม.แจงคำวินิจฉัยกฤษฎีกาให้เอกชนใช้ที่ดินทำทางเข้า-ออก เป็นโครงการใหม่ ไม่เกี่ยว“แอชตัน อโศก”
บอร์ดดาต้าเซ็นเตอร์ เคาะแนวทางจัดระเบียบ โครงการเก่า-ใหม่
Finance บอร์ดดาต้าเซ็นเตอร์ เคาะแนวทางจัดระเบียบ โครงการเก่า-ใหม่
Taobao เสิร์ฟบริการใหม่ถึง ‘คนไทย’ รัว ๆ รับจ่ายพร้อมเพย์-ส่งของชิ้นใหญ่ตรงจากจีน
Tech Taobao เสิร์ฟบริการใหม่ถึง ‘คนไทย’ รัว ๆ รับจ่ายพร้อมเพย์-ส่งของชิ้นใหญ่ตรงจากจีน
GRAND ขาดสภาพคล่อง! จ่ายดอกเบี้ยหุ้นกู้ 19.32 ล้านไม่ไหว นัดถกเจ้าหนี้ 29 ต.ค.นี้
Finance GRAND ขาดสภาพคล่อง! จ่ายดอกเบี้ยหุ้นกู้ 19.32 ล้านไม่ไหว นัดถกเจ้าหนี้ 29 ต.ค.นี้
มช. ผนึก ม.ยูนนานนอร์มอล ปั้นป.โท-เอก ภาษาจีนนานาชาติ ฉลอง 20 ปี สถาบันขงจื่อ
การศึกษา มช. ผนึก ม.ยูนนานนอร์มอล ปั้นป.โท-เอก ภาษาจีนนานาชาติ ฉลอง 20 ปี สถาบันขงจื่อ
Agri Next Thailand 2026 มหกรรมสินค้าเกษตรกว่า 100 ร้านค้าทั่วประเทศ 27-28 ต.ค.
Biz Movement Agri Next Thailand 2026 มหกรรมสินค้าเกษตรกว่า 100 ร้านค้าทั่วประเทศ 27-28 ต.ค.
‘ขยะข้ามแดน’ ถล่มบางแสน ‘จี้แก้ต้นน้ำ’ ลดภาระปลายทาง
เศรษฐกิจภูมิภาค ‘ขยะข้ามแดน’ ถล่มบางแสน ‘จี้แก้ต้นน้ำ’ ลดภาระปลายทาง
ราคาทองวันนี้ (27 ต.ค. 69) ร่วงลง 350 บาท ทองรูปพรรณบาทละ 64,800 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (27 ต.ค. 69) ร่วงลง 350 บาท ทองรูปพรรณบาทละ 64,800 บาท
ดูทั้งหมด

เที่ยวเมืองหิน ถิ่นกะโหลก ‘สือเม่า’ ไขปริศนาใต้กำแพงเมือง 4,000 ปี

27 ต.ค. 2569 | 13:09น.

เมื่อ 4,000 ปีก่อน ก่อนที่จีนจะมีจักรพรรดิองค์แรก ก่อนที่กำแพงเมืองจีนจะกลายเป็นสิ่งมหัศจรรย์ของโลก และก่อนที่มนุษย์จะมีเครื่องจักรสำหรับก่อสร้างอาคารสูง ผู้คนกลุ่มหนึ่งทางตอนเหนือของจีนได้สร้างเมืองหินขนาดมหึมา ครอบคลุมพื้นที่กว่า 4 ล้านตารางเมตร พร้อมกำแพงป้องกันอาณาเขตและสิ่งก่อสร้างที่ต้องอาศัยแรงงานจำนวนมาก

แต่สิ่งที่ทำให้เมืองแห่งนี้กลายเป็นหนึ่งในปริศนาทางโบราณคดีของจีน คือ คนยุคนั้นยกหินจำนวนมหาศาลมาสร้างเมืองได้อย่างไร หากยังรวมถึงการค้นพบกะโหลกมนุษย์ประมาณ 80 กะโหลกบริเวณประตูเมืองด้านตะวันออก ซึ่งนักโบราณคดีสันนิษฐานว่าอาจเกี่ยวข้องกับพิธีกรรมบูชายัญมนุษย์

เมืองแห่งนี้มีชื่อว่า ‘สือเม่า’ (Shimao) ตั้งอยู่ในเขตเมืองเสินมู่ นครอวี๋หลิน มณฑลส่านซี ประเทศจีน เคยรุ่งเรืองในช่วงประมาณ 2300–1800 ปีก่อนคริสตกาล ก่อนถูกทิ้งร้างและเหลือเพียงซากกำแพงหินบนเนินเขา จนการขุดค้นทางโบราณคดีในยุคปัจจุบันค่อย ๆ เปิดเผยความสำคัญของเมืองที่ถูกลืมแห่งนี้

การเดินทางมายังเมืองอวี๋หลิน มณฑลส่านซี ประเทศจีน ในครั้งนี้ นอกจากการได้ทำความรู้จักเศรษฐกิจและวิถีชีวิตของผู้คนในจีนตอนเหนือแล้ว ยังมีโอกาสเดินทางไปเยี่ยมชม พิพิธภัณฑ์โบราณสถานสือเม่า (Shimao Site Museum) ซึ่งตั้งอยู่ในเขตเมืองเสินมู่ ห่างออกไปจากภาพจำของจีนยุคมหานครและเศรษฐกิจอุตสาหกรรมที่คุ้นเคย

จากเมืองที่เต็มไปด้วยถนน อาคารสมัยใหม่ และกิจกรรมทางเศรษฐกิจ การเดินทางครั้งนี้กลับพาย้อนเวลาไปไกลกว่า 4,000 ปี เพื่อทำความรู้จักกับสังคมที่สามารถสร้างเมืองขนาดใหญ่ มีระบบกำแพงป้องกัน และระดมแรงงานจำนวนมากได้ตั้งแต่ยุคที่ยังไม่มีเครื่องจักรหรือเทคโนโลยีการก่อสร้างอย่างในปัจจุบัน

ทันทีที่ก้าวเข้าสู่โถงพิพิธภัณฑ์ สิ่งที่ปรากฏตรงหน้าคือเสาหินแกะสลักขนาดมหึมาที่ตั้งตระหง่านอยู่กลางอาคาร บนผิวเสามีลวดลายใบหน้ามนุษย์ รูปทรงคล้ายสัตว์ และเส้นเรขาคณิตเรียงซ้อนกันอย่างละเอียด แสงไฟสีอุ่นที่ทอดลงมาจากเพดานช่วยขับให้ลวดลายบนเสาเด่นชัดขึ้น จนกลายเป็นจุดที่ผู้มาเยือนหลายคนหยุดมองและยกกล้องขึ้นบันทึกภาพ

เสาหินที่จัดแสดงนี้ชวนให้สงสัยว่า ผู้คนเมื่อหลายพันปีก่อนมองโลกอย่างไร เหตุใดจึงเลือกแกะสลักใบหน้าคล้ายลิง คล้ายคลื่นทะเล คล้ายทรงเรขาคณิต และสัญลักษณ์เหล่านี้ลงบนหิน ประสบการณ์ทำข่าวที่เคยมีมา ไม่สามารถตีความได้ว่า สิ่งที่ปรากฏอยู่ตรงหน้ามีความหมายอย่างไรต่อมนุษญ์ในสังคมยุคนั้น

เมื่อเดินผ่านโถงจัดแสดงเข้าไป บรรยากาศค่อย ๆ เปลี่ยนจากความโอ่อ่าของงานศิลปกรรม ไปสู่เรื่องราวชีวิตของผู้คนในเมืองโบราณ ทั้งเครื่องมือเครื่องใช้ ร่องรอยที่อยู่อาศัย กำแพงหิน และหลักฐานเกี่ยวกับพิธีกรรมที่นักโบราณคดียังคงศึกษาหาคำตอบ

บางจุดจัดแสดงโบราณวัตถุและชิ้นส่วนหินแกะสลักอย่างใกล้ชิด ขณะที่บางห้องใช้แสง สี และภาพจำลองช่วยให้เห็นภาพสังคมในอดีต ก่อนจะนำไปพบกับหลักฐานที่ชวนให้ตั้งคำถามมากที่สุดแห่งหนึ่งของสือเม่า นั่นคือการค้นพบกะโหลกมนุษย์จำนวนมากบริเวณประตูเมือง ซึ่งมีข้อสันนิษฐานว่าอาจเกี่ยวข้องกับพิธีกรรมบูชายัญ

สำหรับการเดินทางในฐานะผู้สื่อข่าวสายเศรษฐกิจ สิ่งที่น่าสนใจจึงไปตกอยู่ที่คำถามว่า เมืองขนาดกว่า 4 ล้านตารางเมตรแห่งนี้มีการจัดการทรัพยากร แรงงาน และอำนาจอย่างไร จึงสามารถก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างขนาดใหญ่และดำรงอยู่ได้เมื่อหลายพันปีก่อน

เพราะไม่ว่าจะเป็นมหานครยุคใหม่หรือชุมชนเมืองยุคหินใหม่ การเติบโตของเมืองล้วนเกี่ยวข้องกับผู้คน ทรัพยากร การจัดระเบียบสังคม และความสามารถในการสร้างสิ่งก่อสร้างที่ตอบสนองความต้องการของผู้มีอำนาจและชุมชน เพียงแต่รูปแบบและความซับซ้อนแตกต่างกันไปตามยุคสมัย

ยิ่งไปกว่านั้น การค้นพบสือเม่ายังทำให้นักโบราณคดีต้องกลับมาพิจารณาความเข้าใจเกี่ยวกับการก่อกำเนิดอารยธรรมจีน ซึ่งอาจไม่ได้พัฒนาขึ้นจากศูนย์กลางเพียงแห่งเดียว แต่มีชุมชนเมืองและศูนย์กลางอำนาจหลายแห่งเติบโตขึ้นในภูมิภาคต่าง ๆ ก่อนจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์จีนในยุคต่อมา

เมืองที่เคยมีขนาดใหญ่และซับซ้อนถึงเพียงนี้ เหตุใดจึงถูกทิ้งร้าง และผู้คนที่เคยอาศัยอยู่ภายในกำแพงหินเหล่านั้นหายไปไหน?

เมืองหินที่เคยถูกเข้าใจว่าเป็นเพียงซากกำแพง

สือเม่าตั้งอยู่บริเวณเมืองเสินมู่ (Shenmu) ภายใต้การปกครองของนครอวี๋หลิน บนขอบด้านเหนือของที่ราบสูงดินเหลือง (Loess Plateau) ภูมิประเทศที่เต็มไปด้วยเนินเขา หุบเขา และดินสีเหลืองน้ำตาลอันเป็นเอกลักษณ์ของจีนตอนเหนือ

ในอดีต ซากกำแพงหินที่กระจัดกระจายอยู่บนเนินเขาเคยถูกมองว่าเป็นสิ่งก่อสร้างจากยุคหลัง กระทั่งการสำรวจและขุดค้นทางโบราณคดีอย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะตั้งแต่ปี 2011 เป็นต้นมา ทำให้นักวิชาการพบว่ากำแพงเหล่านี้เก่าแก่กว่าที่เคยคิดมาก

เมืองสือเม่ามีอายุอยู่ในช่วงประมาณ 2300–1800 ปีก่อนคริสตกาล หรือราว 4,000 ปีมาแล้ว โดยมีพื้นที่ครอบคลุมประมาณ 4 ล้านตารางเมตร เทียบเท่าสนามฟุตบอลมาตรฐานหลายร้อยสนาม

ขนาดดังกล่าวทำให้สือเม่าได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในเมืองโบราณขนาดใหญ่ที่สุดของจีนในช่วงปลายยุคหินใหม่

เมืองนี้ไม่ได้มีเพียงบ้านเรือนกระจายตัวอยู่บนเนินเขา แต่มีระบบกำแพงหิน เขตเมืองชั้นในและชั้นนอก ตลอดจนพื้นที่ศูนย์กลางที่เชื่อว่ามีบทบาทสำคัญทางการเมืองและพิธีกรรม

หากเปรียบกับเมืองยุคปัจจุบัน สือเม่าก็มีการแบ่งพื้นที่ใช้งานและโครงสร้างป้องกันเมืองอย่างเป็นระบบ เพียงแต่เทคโนโลยีที่ใช้ในเวลานั้นยังไม่มีเครื่องจักรก่อสร้างหรืออุปกรณ์สมัยใหม่

การสร้างกำแพงหินขนาดใหญ่จึงต้องอาศัยแรงงานจำนวนมาก ความรู้ด้านการก่อสร้าง และผู้มีอำนาจที่สามารถระดมทรัพยากรได้

สิ่งเหล่านี้ทำให้นักโบราณคดีมองว่าสือเม่าอาจเป็นศูนย์กลางอำนาจสำคัญแห่งหนึ่งของจีนตอนเหนือ ก่อนการก่อตัวของรัฐจีนในยุคประวัติศาสตร์ที่เราคุ้นเคย

พิพิธภัณฑ์นอกตู้กระจก

สิ่งที่ทำให้การเดินชมพิพิธภัณฑ์สือเม่าแตกต่างจากพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ทั่วไป คือการออกแบบพื้นที่ให้ผู้ชมรู้สึกเหมือนกำลังเดินสำรวจเมืองโบราณจริง ๆ

ผนังภายในอาคารตกแต่งด้วยหินสีทราย ทางเดินบางช่วงมีลักษณะคล้ายช่องเขา ขณะที่แสงไฟสีส้มและการฉายภาพเคลื่อนไหวช่วยสร้างบรรยากาศของยุคก่อนประวัติศาสตร์

ห้องจัดแสดงแห่งหนึ่งใช้ฉากหินขนาดใหญ่ประกอบกับภาพภาชนะดินเผาและเปลวไฟ ให้ความรู้สึกเหมือนกำลังเดินเข้าสู่พื้นที่ที่ผู้คนโบราณใช้ประกอบกิจกรรมหรือพิธีกรรม

ส่วนอีกห้องจัดแสดงชิ้นส่วนหินแกะสลักลวดลายประหลาด บางชิ้นมีรูปใบหน้ามนุษย์ บางชิ้นเป็นลวดลายขดคล้ายดวงตาหรือสัตว์ในจินตนาการ

แม้จะผ่านมาหลายพันปี แต่รายละเอียดเหล่านี้ชวนให้ตั้งคำถามว่า ผู้สร้างต้องการสื่อถึงอะไร

เป็นสัญลักษณ์ของเทพเจ้า? เครื่องหมายแสดงอำนาจ? หรือความเชื่อเกี่ยวกับโลกหลังความตาย?

นักโบราณคดียังต้องอาศัยหลักฐานประกอบอีกมากในการตีความ เพราะผู้คนในสือเม่าไม่ได้ทิ้งเอกสารประวัติศาสตร์ที่อ่านและแปลความหมายได้อย่างชัดเจนเหมือนจีนในยุคต่อมา

นั่นทำให้หินแต่ละก้อนมีความสำคัญมากกว่าการเป็นเพียงวัสดุก่อสร้าง เพราะอาจเป็นเบาะแสเกี่ยวกับความคิดและความเชื่อของผู้คนในสังคมยุคแรกเริ่ม

ปริศนากะโหลกมนุษย์ใต้กำแพงเมือง

หนึ่งในเรื่องที่ชวนขนลุกที่สุดของสือเม่า คือการขุดค้นบริเวณประตูเมืองด้านตะวันออกพบหลุมที่มีกะโหลกมนุษย์จำนวนมาก โดยมีรายงานการพบกะโหลกรวมประมาณ 80 กะโหลกในหลุมหลายแห่ง และผู้เสียชีวิตจำนวนมากเป็นหญิงอายุน้อย

หลักฐานดังกล่าวนำไปสู่ข้อสันนิษฐานว่าอาจเกี่ยวข้องกับพิธีกรรมบูชายัญมนุษย์ ซึ่งอาจเกิดขึ้นระหว่างการก่อสร้างหรือประกอบพิธีสำคัญของเมือง

ภายในพิพิธภัณฑ์มีการจัดแสดงกะโหลกและพื้นที่จำลองหลุมขุดค้น พร้อมแสดงสภาพการพบหลักฐานในลักษณะที่ช่วยให้ผู้ชมเข้าใจบริบททางโบราณคดี

ภาพของกะโหลกที่วางเรียงอยู่ในชั้นดินสร้างความรู้สึกต่างจากการอ่านประวัติศาสตร์ในหนังสือ การพบกะโหลกไม่ได้หมายความว่าเราทราบแน่ชัดถึงตัวตนของผู้เสียชีวิต ผู้ประกอบพิธี หรือแรงจูงใจทั้งหมด การตีความเรื่องการบูชายัญยังต้องอาศัยหลักฐานทางโบราณคดีและการศึกษาทางวิทยาศาสตร์เพิ่มเติม

เรื่องนี้ทำให้สือเม่าเป็นมากกว่าเมืองโบราณที่น่าทึ่งด้านสถาปัตยกรรม แต่ยังเปิดให้เห็นด้านที่ซับซ้อนของสังคมมนุษย์ ทั้งความเชื่อ ความรุนแรง และอำนาจ

บ้านถ้ำและกำแพงหิน

หลังจากชมวัตถุจัดแสดงภายในอาคาร อีกส่วนหนึ่งที่น่าสนใจคือพื้นที่โบราณสถานซึ่งมีการสร้างหลังคาขนาดใหญ่ครอบคลุมซากสิ่งก่อสร้าง เพื่อช่วยป้องกันความเสียหายจากสภาพอากาศ

ทางเดินยกระดับเปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวมองเห็นร่องรอยกำแพงหิน ฐานอาคาร และชั้นดินที่ยังคงสภาพอยู่

สิ่งก่อสร้างบางส่วนดูเหมือนกองหินธรรมดา หากไม่มีป้ายอธิบายกำกับ แต่เมื่อพิจารณาใกล้ ๆ จะเห็นการเรียงตัวของหินที่บ่งบอกถึงการก่อสร้างโดยมนุษย์

หนึ่งในจุดที่สะดุดตาคือโครงสร้างลักษณะคล้ายห้องขุดเข้าไปในชั้นดิน ซึ่งป้ายจัดแสดงระบุว่าเป็น Cave Dwelling หรือที่อยู่อาศัยแบบถ้ำ

รูปแบบการอยู่อาศัยเช่นนี้ชวนให้นึกถึงบ้านถ้ำที่เรียกว่า เหยาต้ง (Yaodong) ซึ่งพบได้ในหลายพื้นที่ของที่ราบสูงดินเหลือง แม้จะไม่ควรสรุปว่าบ้านถ้ำทุกยุคมีความเกี่ยวข้องกันโดยตรง

ความน่าสนใจอยู่ตรงที่ภูมิประเทศสามารถกำหนดวิธีใช้ชีวิตของมนุษย์ได้อย่างยาวนาน ผู้คนเลือกใช้วัสดุที่หาได้ใกล้ตัว ไม่ว่าจะเป็นหิน ดิน หรือพื้นที่ลาดชันของเนินเขา มาปรับเป็นที่อยู่อาศัยและสิ่งก่อสร้าง

ระหว่างเดินชม นักท่องเที่ยวสามารถมองเห็นซากเมืองจากมุมสูงโดยไม่ต้องลงไปสัมผัสพื้นที่ขุดค้นโดยตรง ทำให้สถานที่แห่งนี้เป็นทั้งแหล่งเรียนรู้และพื้นที่อนุรักษ์โบราณคดีในเวลาเดียวกัน

เมืองที่หายไป สมมติฐานใหม่ต้นกำเนิดจีน

ในอดีต เรื่องราวการพัฒนาอารยธรรมจีนมักให้ความสำคัญกับพื้นที่ลุ่มแม่น้ำเหลืองตอนกลาง โดยเฉพาะแหล่งโบราณคดีที่เกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมเอ้อหลี่โถว (Erlitou) และราชวงศ์ยุคแรก

แต่การค้นพบสือเม่าแสดงให้เห็นว่า จีนตอนเหนือก็เคยมีชุมชนเมืองขนาดใหญ่และระบบสังคมที่ซับซ้อนในช่วงเวลาใกล้เคียงหรือก่อนหน้านั้น

นักวิชาการจึงให้ความสนใจมากขึ้นกับแนวคิดที่ว่า อารยธรรมจีนอาจพัฒนาขึ้นจากศูนย์กลางหลายแห่งซึ่งมีปฏิสัมพันธ์กัน มากกว่าจะมีต้นกำเนิดจากพื้นที่เดียว

อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะระบุแน่ชัดว่าสือเม่าเป็นเมืองหลวงของราชวงศ์ใด หรือเชื่อมโยงกับบุคคลในตำนานจีนคนใดโดยตรง

ทำให้สือเม่ายังคงเป็นพื้นที่ศึกษาสำคัญ เพราะทุกการขุดค้นอาจนำไปสู่คำตอบใหม่ หรือทำให้ต้องตั้งคำถามกับข้อสันนิษฐานเดิม

ประวัติศาสตร์มีชีวิต

นอกเหนือจากห้องจัดแสดงโบราณวัตถุ พิพิธภัณฑ์ยังใช้สื่อร่วมสมัยช่วยให้ประวัติศาสตร์เข้าถึงคนรุ่นใหม่ได้ง่ายขึ้น

มีทั้งพื้นที่ฉายภาพ แสงไฟที่ออกแบบให้เกิดบรรยากาศลึกลับ นิทรรศการภาพบุคคลและวัฒนธรรมท้องถิ่น ตลอดจนกิจกรรมประทับตราลวดลายลงบนสมุด ซึ่งกลายเป็นของที่ระลึกจากการเดินทางได้

กิจกรรมเล็ก ๆ อย่างการประทับตราอาจดูไม่เกี่ยวกับการขุดค้นโบราณคดีโดยตรง แต่ช่วยเปลี่ยนประสบการณ์ของผู้ชมจากการเดินดูสิ่งของ ไปสู่การมีส่วนร่วมกับเรื่องราวที่พิพิธภัณฑ์ต้องการเล่า

อีกส่วนหนึ่งของนิทรรศการนำเสนอประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมท้องถิ่นในยุคต่อมา ผ่านภาพถ่าย การแสดง และงานศิลปะ ทำให้เห็นว่าดินแดนอวี๋หลินไม่ได้หยุดอยู่เพียงยุคเมืองหิน แต่ยังมีพัฒนาการของผู้คนและสังคมต่อเนื่องมาอีกหลายพันปี

สำหรับนักท่องเที่ยวที่ไม่ได้สนใจประวัติศาสตร์เป็นพิเศษ สือเม่าอาจเป็นจุดหมายที่ดูไกลตัวในตอนแรก แต่เมื่อได้เห็นเสาหินแกะสลัก ซากกำแพงเมือง และกะโหลกมนุษย์ที่ค้นพบจากพื้นที่จริง ก็ยากที่จะไม่เกิดคำถามตามมา

ใครเป็นคนสร้างเมืองนี้? พวกเขาเชื่อในสิ่งใด? เหตุใดต้องสร้างกำแพงมหึมา? และเกิดอะไรขึ้นกับผู้คนที่เคยอาศัยอยู่ที่นี่?

ท้ายที่สุด การเดินทางมาสือเม่าจึงไม่ใช่เพียงการเที่ยวชมซากเมืองอายุ 4,000 ปี แต่เป็นการทำความรู้จักมนุษย์ในช่วงเวลาที่โลกยังไม่มีประเทศจีนอย่างที่เรารู้จักในปัจจุบัน

ก่อนจะมีจักรพรรดิ ก่อนกำแพงเมืองจีนอันโด่งดัง และก่อนเรื่องเล่าทางประวัติศาสตร์จำนวนมากจะถูกบันทึกลงในตำรา ผู้คนที่นี่ได้สร้างเมืองหินขนาดมหึมาขึ้นมาแล้ว

และแม้เมืองจะถูกทิ้งร้างไปนานหลายพันปี หินเหล่านั้นก็ยังคงอยู่ รอให้คนรุ่นหลังกลับมาค้นหาว่า ครั้งหนึ่งเคยเกิดอะไรขึ้นบนเนินเขาแห่งนี้

แท็กที่เกี่ยวข้อง

Shimao Shimao Site Museum สือเม่า