‘เฟด’ ได้ฉายาละคร ‘คาบูกิ’ ‘เงินเฟ้อสูง-ศก.แกร่ง’ แต่ไม่ขึ้นดอกเบี้ย
คอลัมน์ : ชีพจรเศรษฐกิจโลก
ผู้เขียน : นงนุช สิงหเดชะ
การประชุมคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เดือนตุลาคม มีมติคงอัตราดอกเบี้ยไว้ในช่วง 3.75%-4% อย่างไรก็ตามเป็นมติ “ไม่เอกฉันท์” เนื่องจากมีกรรมการ 2 คนคัดค้านคือ ลิซ่า คุก ผู้ว่าการเฟด และ เบ็ธ แฮมแม็ก ประธานเฟดสาขาคลีฟแลนด์ ที่ต้องการให้ขึ้นดอกเบี้ย 0.25% การตรึงดอกเบี้ยดังกล่าวเป็นไปตามคาดหมายส่วนใหญ่ของตลาด เพราะปกติแล้วเฟดจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงดอกเบี้ยก่อนการเลือกตั้ง เนื่องจากเป็นเรื่องอ่อนไหวทางการเมือง โดยปีนี้สหรัฐมีการเลือกตั้งกลางเทอมวันที่ 3 พฤศจิกายน
แถลงการณ์ของคณะกรรมการระบุว่า เงินเฟ้อยังคงสูง อย่างไรก็ตามต้องรอข้อมูลสะสมมากกว่านี้ เพื่อช่วยให้คณะกรรมการกำหนดจุดยืนที่เหมาะสม เพื่อให้แน่ใจว่าเงินเฟ้อจะกลับมาอยู่ในเป้าหมาย 2% ทั้งนี้คณะกรรมการยืนยันจะรักษาเสถียรภาพราคาเป็นสำคัญ
เควิน วอร์ช ประธานเฟดแถลงภายหลังประชุมว่า ในปีหน้า (2027) จะปรับเปลี่ยนวาระการประชุม โดยถึงแม้จะคงจำนวนครั้งไว้ที่ 8 ครั้งต่อปีเหมือนเดิม แต่จะลดจำนวนการประชุมเพื่อพิจารณาอัตราดอกเบี้ยเหลือเพียง 7 ครั้ง ส่วนอีก 1 ครั้งจะสงวนไว้สำหรับการมุ่งเน้นวาระไปที่การพิจารณากลยุทธ์โดยกว้างของนโยบายการเงิน ส่วนปี 2028 จะเพิ่มจำนวนการประชุมที่มุ่งเน้นการหารือเชิงกลยุทธ์เป็น 2 ครั้ง ส่วนอีก 6 ครั้งเป็นการมุ่งเน้นการกำหนดนโยบาย
เมื่อถามว่าอะไรอยู่เบื้องหลังการเปลี่ยนแปลงนี้ วอร์ชตอบว่าค่อนข้างตรงไปตรงมา การจะทำให้นโยบายถูกต้องนั้น เกี่ยวข้องกับการประเมินพัฒนาการระยะสั้นที่ต้องทันสถานการณ์ มีความสม่ำเสมอ และอัดแน่นด้วยข้อมูล แต่การสงวนเวลาและพื้นที่สำหรับการพิจารณาเชิงกลยุทธ์ของหลากหลายกลุ่มก็มีความสำคัญเท่ากัน เพื่อคิดเกี่ยวกับคำถามใหญ่ใหม่ ๆ เพื่อมองไปยังระยะไกลขึ้นกว่าเดิม
วอร์ชอ้างว่าการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐในวันที่ 3 พฤศจิกายน ไม่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจเรื่องดอกเบี้ยของเฟด “ผมใช้เวลาสองวันกับเพื่อนร่วมงาน ก็ไม่ได้ยินอะไรเกี่ยวกับการเมือง ไม่ได้ยินการพาดพิงการเมือง การเลือกตั้ง ผมไม่คิดว่ามันมีอิทธิพลต่อทั้งเพื่อนร่วมงานและตัวผม”
ประธานเฟดระบุว่า เศรษฐกิจมีความแข็งแกร่ง มีการปรับคาดการณ์จีดีพีครึ่งปีแรกเพิ่มขึ้นจาก 1.8% เป็น 2.4% ส่วนไตรมาส 3 ดูเหมือนจะยิ่งเติบโตเร็ว การพูดคุยกันของกรรมการไม่กี่วันที่ผ่านมามุ่งเน้นไปที่เรื่องเสถียรภาพราคา
เจฟฟรีย์ กันด์แล็ค ซีอีโอของ ดับเบิลไลน์ แคปิตอล กล่าวว่า เงินเฟ้อยังคงร้อนแรง เศรษฐกิจแข็งแกร่ง ดังนั้นเฟดควรขึ้นดอกเบี้ย โดยอิงตามผลตอบแทน (ยีลด์) พันธบัตรอายุ 2 ปี ที่ขณะนี้สูงขึ้นไปแตะ 4.714% เพราะยีลด์ของพันธบัตรอายุ 2 ปีมีความอ่อนไหวต่อนโยบายของเฟด ซึ่งมันไม่ชัดเจนว่าทำไมเฟดจึงตรึงดอกเบี้ยไว้ กำลังรออะไรหรือ
เจม คาร์ซาน ผู้ก่อตั้ง Kai Wealth บริษัทบริหารความมั่งคั่งในชิคาโกชี้ว่า การตัดสินใจไม่ขึ้นดอกเบี้ยในครั้งนี้ บ่งบอกว่าจุดยืนแข็งกร้าว (Hawkish) ต่อเงินเฟ้อของเฟดก่อนหน้านี้ เป็นแค่ “การแสดง” ที่หวังรักษาความน่าเชื่อถือว่าพวกเขามีความเป็นอิสระ แต่สุดท้ายแล้วในระยะยาวก็จะเห็นแต่ความผ่อนคลาย (Dovish) จากเฟด ซึ่งในอีกหลายเดือนหลายไตรมาสข้างหน้าก็จะเป็นแบบนี้
“ในความคิดของผม นี่คือโรงละครคาบูกิ เพื่อแสดงว่าพวกเขาจริงจังกับการควบคุมเงินเฟ้อ แต่สุดท้ายแล้วไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง” ทั้งนี้คาบูกิ ที่คาร์ซานพาดพิงถึง ก็คือการแสดงละครเก่าแก่ของญี่ปุ่น ซึ่งมีผู้แสดงเป็นชายล้วน
ซีเอ็นบีซีรายงานว่า สำหรับลิซ่า คุก ซึ่งออกเสียงคัดค้านในครั้งนี้ เป็นบุคคลที่โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐมีคำสั่งปลดเธอออกจากตำแหน่งด้วยข้อกล่าวหาว่าเธอยื่นขอสินเชื่อบ้านโดยมิชอบ ทำให้เธอยื่นฟ้องต่อศาลและศาลมีคำสั่งให้ทรัมป์ระงับการปลด เพราะคุกยังไม่ได้ผ่านกระบวนการสอบสวนที่เป็นธรรม
การมีผู้คัดค้านมติในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความขัดแย้งภายในคณะกรรมการเกี่ยวกับว่าต้องแข็งกร้าวแค่ไหนในการขึ้นดอกเบี้ย เพื่อควบคุมเงินเฟ้อ ทั้งนี้เงินเฟ้ออยู่ในระดับสูงเกินเป้าหมาย 2% ของเฟดมาเป็นเวลามากกว่า 5 ปีแล้ว และเงินเฟ้อยิ่งเร่งตัวขึ้นตั้งแต่การประชุมเดือนกันยายนที่ผ่านมาและเศรษฐกิจก็แข็งแกร่ง เห็นได้จากแถลงการณ์ในเดือนกันยายนที่มีการปรับเปลี่ยนถ้อยคำจาก “เศรษฐกิจขยายตัวเข้มแข็ง (Strong)” มาเป็น Solid (มั่นคงแน่นหนา)
จึงเกิดคำถามว่า เฟดจะรออีกนานแค่ไหนก่อนจะขึ้นดอกเบี้ย อย่างไรก็ตามราคาของตลาดล่วงหน้าบ่งชี้อย่างแข็งแกร่งว่ามีความเป็นไปได้ที่จะขึ้นดอกเบี้ยเดือนธันวาคม และอีก 1 หรือ 2 ครั้งในปีหน้า (2027)
ด้าน สกอตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐ ให้สัมภาษณ์กับสื่อว่า หากเฟดขึ้นดอกเบี้ยก็ไม่จำเป็นว่าจะต้องเป็นความ “ผิดพลาด” ทางนโยบาย ทั้งตนและประธานาธิบดีทรัมป์เชื่อว่าเควิน วอร์ช กำลังทำได้ดี และสามารถจะหาความสมดุลระหว่างอัตราการจ้างงานและรักษาเสถียรภาพราคา โดยสามารถรักษาเสถียรภาพราคาได้ โดยที่ยังสามารถทำให้เกิดการจ้างงานเต็มที่ “ผมคิดว่าวอร์ชเริ่มต้นได้อย่างยอดเยี่ยม อย่างที่ผมพูดบ่อย ๆ ผมมั่นใจในตัวเขามาก”
เบสเซนต์กล่าวว่า เขาอยากให้เฟดมีใจเปิดกว้าง เกี่ยวกับราคาพลังงานที่พุ่งขึ้นจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง โดยเขาชี้ว่าจะเป็นเพียงเรื่อง “ชั่วคราว” พร้อมกับอ้างว่าปฏิบัติการโดดเดี่ยวอิหร่านออกจากเศรษฐกิจประสบความสำเร็จอย่างมาก โดยประเมินว่าเศรษฐกิจอิหร่านอาจหดตัวมากถึง 25% ภายใน 1 ปี
ทั้งนี้เบสเซนต์เป็นคนสนิทสำคัญที่ทรัมป์ไว้วางใจ ซึ่งที่ผ่านมาในยุคที่เจอโรม พาวเวลล์ เป็นประธานเฟด ทรัมป์กดดันให้เฟดลดดอกเบี้ยซ้ำแล้วซ้ำอีก มีการตำหนิและบริภาษอดีตประธานเฟดอย่างรุนแรง พร้อมกับหาทางเล่นงานอาญาพาวเวลล์ จนกระทั่งพาวเวลล์พ้นวาระไปในเดือนพฤษภาคม ทรัมป์แต่งตั้งเควิน วอร์ช เข้ามาแทน ด้วยความหวังว่าวอร์ชจะตามใจเขา
อย่างไรก็ตามเมื่อมีการขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกในรอบ 3 ปี ไปเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา และถือเป็นการประเดิมการรับตำแหน่งของวอร์ช ทรัมป์กลับไม่มีท่าตำหนิหรือกดดันวอร์ชมากนัก