ความคุ้มค่า ‘โซลาร์ภาคประชาชน’
คอลัมน์ : บทบรรณาธิการ
คิกออฟเรียบร้อย “โซลาร์ภาคประชาชน” มีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย เป็นประธานพิธีเปิดโครงการ วัตถุประสงค์ส่งเสริมให้บ้านอยู่อาศัยเข้าถึงการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ ลดภาระค่าไฟฟ้า เพิ่มการใช้พลังงานหมุนเวียน และสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านพลังงานของประเทศ มีการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคฯ (PEA) และการไฟฟ้านครหลวง (MEA) ร่วมขับเคลื่อน
ตั้งเป้าสนับสนุนค่าซื้ออุปกรณ์และค่าติดตั้งระบบโซลาร์ รายละ 50,000 บาท จำนวน 1 ล้านราย ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด อาทิ เป็นผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทที่ 1 บ้านอยู่อาศัย ติดตั้งระบบขนาด 5 kWp ขึ้นไป และไม่เกิน 10 kWp ต่อ 1 มิเตอร์ (ใหม่หรือติดตั้งเพิ่ม) ผู้ขอรับสิทธิต้องเป็นชื่อเดียวกับเจ้าของมิเตอร์ ได้รับสิทธิเงินสนับสนุน 1 ครั้งต่อรายตลอดโครงการ การรับบริการติดตั้งต้องผ่าน กฟน. กฟภ. หรือ Vendor ที่ขึ้นทะเบียนกับการไฟฟ้าฯ ยื่นคำขอภายใน 31 ส.ค. 2570 และเชื่อมต่อภายใน 30 ก.ย. 2570 ฯลฯ
ความน่าสนใจอีกประการกรณีผู้ติดตั้งมีไฟฟ้าส่วนเกินจากการใช้งาน สามารถขายคืนให้การไฟฟ้าฯ ได้ในอัตราหน่วยละ 2.20 บาท โดยกำหนดราคากลางติดตั้งครบทั้งระบบราว ๆ 140,000 บาท/หลัง (ระบบ On-Grid – เชื่อมต่อการไฟฟ้าฯ ไม่มีแบตเตอรี่) ซึ่งเท่ากับเจ้าของบ้านออกเองประมาณ 90,000 บาท หรือมากกว่านั้นหากต้องการอัพเกรดระบบ หรือใช้อุปกรณ์ที่คุณภาพสูงกว่ามาตรฐานกลาง และยังสามารถเลือกขอสินเชื่อจากธนาคารรัฐหลายแห่งที่ร่วมโครงการด้วย
แม้หลังเปิดโครงการจะมีกลุ่มผู้ติดตั้งรายย่อยแสดงความไม่สบายใจ เนื่องจากเงื่อนไขวางเงินประกันหลังละ 50,000 บาท และวางเงินอีก 10,000 บาท สำหรับรับประกันหลังติดตั้งระยะเวลา 7 ปี แต่รัฐบาลยืนยันว่าต้องมีเงินประกันแก้ปัญหาทิ้งงาน รวมถึงผู้ประกอบการสามารถขอแบงก์การันตีได้ จึงไม่ได้หมายความว่าต้องนำเงินสด 50,000 บาท/หลัง ไปกองไว้เฉย ๆ อย่างไรก็ตามข้อเรียกร้องของผู้ประกอบการ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องอาจต้องปรับเกณฑ์บางส่วนเพื่อความเป็นธรรม ให้ทุกฝ่ายได้ประโยชน์สูงสุด
“โซลาร์ภาคประชาชน” เป็นหนึ่งในโครงการเปลี่ยนผ่านพลังงานที่น่าสนใจ ทั้งช่วยประหยัดเงินประชาชนได้พอสมควร ประเมินกันว่าบ้านที่จ่ายค่าไฟฟ้าเดือนละ 2,500-3,000 บาทขึ้นไป จะคืนทุนภายในไม่เกิน 5 ปี ยิ่งหากเป็นบ้านที่มีผู้อยู่อาศัยตลอดวัน ยิ่งคืนทุนเร็วขึ้น ส่วนบ้านที่ใช้ไฟฟ้าไม่สูงมาก อาจต้องประเมินความคุ้มค่าเพิ่มขึ้น
อย่างไรก็ตามในภาพรวมโครงการดังกล่าวเสียงส่วนใหญ่มองว่ามาถูกทางแล้ว เพราะไทยเป็นประเทศที่มีแดดเกือบตลอดปี การใช้พลังงานทางเลือกนี้จึงเหมาะสมยิ่งในการเปลี่ยนผ่านเพื่อลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิล ต้องอยู่ที่แต่ละครอบครัว ประเมินตัวเองว่าคุ้มค่าหรือไม่กับการติดตั้ง เพราะนี่คือโครงการภาคสมัครใจ ทำก็ได้ไม่ทำก็ไม่เสียอะไร หากคิดว่าคุ้มก็สมัครขอรับสิทธิ แต่หากคิดว่าไม่คุ้มก็จ่ายค่าไฟฟ้าไปตามปกติ