‘วราวุธ’ ลั่นขยะปราจีนฯ จบ พฤศจิกายน EEC ดันจัดระเบียบเข้าสู่เขตเศรษฐกิจใหม่
“วราวุธ” เร่งแก้ปัญหาขยะพิษ สั่งตั้งคณะทำงานบูรณาการตรวจโรงงาน 105-106 ทั่วประเทศ 3,049 แห่ง ปักหมุดปราจีนฯ อยู่ในกลุ่ม A พื้นที่เร่งด่วน ขีดเส้นแล้วเสร็จภายในพฤศจิกายนนี้ ด้าน EEC เร่งเดินหน้าแผนดึงปราจีนฯ เข้าอีอีซี สร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน-นักลงทุน ควบคู่กับการเร่งเคลียร์ขยะอุตสาหกรรม อุดช่องโหว่กำกับดูแลไปไม่ทั่วถึง
นายจุฬา สุขมานพ เลขาธิการคณะกรรมการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ถึงแผนการนำจังหวัดปราจีนบุรีเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของ EEC ว่า ขณะนี้ยังจำเป็นต้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการแก้ไขกับปัญหาที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะเรื่องกากขยะอุตสาหกรรม การทำผิดกฎหมาย ทั้งเรื่องการปล่อยของเสีย เนื่องจากปัญหาส่วนหนึ่งเกิดจากข้อจำกัดด้านการกำกับดูแลของหน่วยงานในพื้นที่ โดยเฉพาะภาพจำว่าพื้นที่อยู่ห่างไกลและเจ้าหน้าที่เข้าไปดูแลได้ไม่ทั่วถึง จึงเป็นช่องทางที่ทำให้ผู้ประกอบการใช้เป็นพื้นที่นำขยะอุตสาหกรรมเข้ามาทิ้ง ดังนั้นเป้าหมายไม่ใช่การทำให้ปราจีนบุรีกลายเป็นจังหวัดรับขยะ แต่ต้องใช้การพัฒนาเป็นโอกาสในการจัดระเบียบพื้นที่และยกระดับการบริหารจัดการและกำหนดทิศทางการลงทุนให้ชัดเจน โดยมีเงื่อนไขว่าปัญหาที่มีอยู่ต้องได้รับการแก้ไขควบคู่ไปกับการพัฒนา
“การพัฒนาพื้นที่ต้องเดินหน้าซ่อมแซมสิ่งที่มีปัญหาไปพร้อมกับการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ เพราะหากรอให้ทุกอย่างเรียบร้อยก่อนจึงเริ่มพัฒนา อาจทำให้เสียโอกาส ถ้าเราดึงเข้ามา EEC เมื่อพื้นที่อยู่ในสปอตไลต์ ให้เห็นว่าเป็นพื้นที่ที่ถูกพัฒนา กำลังเป็นเขตเศรษฐกิจใหม่ ก็จะลดโอกาสที่คนทำผิดไม่กล้าทำอีก”
ทั้งนี้ประเด็นการขยายพื้นที่ยังมีประชาชนบางส่วนคัดค้าน ซึ่งความกังวลดังกล่าวเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ เมื่อพิจารณาจากปัญหาที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน แต่การตัดสินใจควรมองไปข้างหน้า โดยต้องมีเงื่อนไขและแนวทางแก้ไขปัญหาเดิมควบคู่กับการพัฒนาอย่างเป็นรูปธรรม ไม่ใช่เร่งส่งเสริมการลงทุนโดยละเลยผลกระทบที่มีอยู่ ขณะเดียวกันได้เร่งดำเนินการ คือการวางผังเมืองให้ชัดเจน เพื่อทำความเข้าใจกับประชาชนว่าการพัฒนา EEC ไม่ได้มุ่งเน้นอุตสาหกรรมเพียงอย่างเดียว แต่ยังครอบคลุมการท่องเที่ยว การเกษตร และกิจกรรมทางเศรษฐกิจอื่น ๆ ด้วย โดยแต่ละอำเภอควรมีบทบาทแตกต่างกันตามศักยภาพของพื้นที่ บางพื้นที่อาจเหมาะกับการท่องเที่ยวหรือการพัฒนาด้านสุขภาพ ขณะที่บางพื้นที่อาจเหมาะกับอุตสาหกรรมเป้าหมาย การวางผังเมืองจึงต้องคำนึงถึงการอยู่ร่วมกันของชุมชน พื้นที่อยู่อาศัย ธุรกิจ และอุตสาหกรรม เพื่อให้การเติบโตทางเศรษฐกิจไม่สร้างความขัดแย้งกับการใช้ชีวิตของประชาชน
สำหรับโอกาสการลงทุนพื้นที่ชลบุรีและระยองเริ่มมีข้อจำกัดจากการขยายตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ จึงมีความเป็นไปได้ที่อุตสาหกรรมใหม่บางประเภทจะขยายไปยังพื้นที่อื่น รวมถึงบางอำเภอของปราจีนบุรี โดยต้องพิจารณาความเหมาะสมของพื้นที่และการเชื่อมโยงกับจังหวัดใกล้เคียง
นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า จังหวัดปราจีนบุรีถูกกำหนดให้เป็นหนึ่งในพื้นที่เร่งด่วนที่กระทรวงอุตสาหกรรมต้องเข้าไปจัดการปัญหาโรงงานประกอบกิจการลำดับที่ 105 และ 106 ซึ่งเกี่ยวข้องกับการคัดแยกและจัดการวัสดุที่ไม่ใช้แล้วและกากอุตสาหกรรม โดยเฉพาะความเสี่ยงจากการลักลอบนำของเสียมาทิ้ง การฝังกลบ และการจัดการของเสียอันตรายไม่ถูกต้อง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อดิน น้ำ อากาศ สุขภาพประชาชน และสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ สำหรับปฏิบัติการตรวจ กำกับ และบังคับใช้กฎหมายดังกล่าว จะเป็นขั้นเด็ดขาดที่ใช้กับโรงงานกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง
โดยคณะทำงานบูรณาการ ประกอบด้วย กรมโรงงานอุตสาหกรรม สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัด ผู้ตรวจราชการกระทรวงอุตสาหกรรม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะเข้าตรวจสอบโรงงานเป้าหมายทั่วประเทศ 3,049 แห่ง โดยให้ตรวจสอบตั้งแต่กระบวนการประกอบกิจการ การรับ และส่งต่อของเสีย สถานที่จัดเก็บกากอุตสาหกรรม ไปจนถึงระบบป้องกันและบำบัดมลพิษ การตรวจสอบจะจัดลำดับตามระดับความเสี่ยง เน้นโรงงานที่มีข้อร้องเรียน เคยฝ่าฝืนคำสั่ง หรือมีข้อมูลผิดปกติ ไม่ใช่เพียงลงพื้นที่ให้ครบตามจำนวน แต่ต้องค้นหาข้อเท็จจริงและติดตามให้มีการแก้ไขจริง หากพบการกระทำผิดจะดำเนินการตามกฎหมาย ทั้งสั่งแก้ไข ระงับการกระทำ หยุดประกอบกิจการ หรือดำเนินคดี โดยผู้ประกอบการทุกรายต้องอยู่ภายใต้มาตรฐานเดียวกัน ไม่มีข้อยกเว้น
สำหรับกรอบเวลา แบ่งการตรวจสอบเป็น 3 กลุ่ม โดยกลุ่ม A ประกอบด้วย 5 จังหวัด ได้แก่ ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง ปราจีนบุรี และสมุทรปราการ และกลุ่ม B อีก 5 จังหวัด ได้แก่ สมุทรสาคร นครปฐม ปทุมธานี พระนครศรีอยุธยา และสระบุรี ต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในเดือนพฤศจิกายน 2569 ส่วนกลุ่ม C อีก 66 จังหวัด รวมกรุงเทพมหานคร กำหนดให้เสร็จภายในเดือนธันวาคม 2569 พร้อมรายงานความคืบหน้าและปัญหาอุปสรรคตามกรอบเวลา
“การพัฒนาอุตสาหกรรมต้องไม่วัดความสำเร็จเพียงมูลค่าการลงทุนหรือจำนวนโรงงาน แต่ต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ที่ประเทศและประชาชนได้รับ รวมถึงผลกระทบต่อชุมชน ทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม แม้กิจการโรงงาน 105 และ 106 จะมีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจหมุนเวียนและการนำทรัพยากรกลับมาใช้ประโยชน์ แต่ต้องดำเนินการภายใต้กฎหมายและมาตรฐานที่กำหนดด้วย หากพบการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรม ฝังกลบ หรือจัดการของเสียอันตรายไม่ถูกต้อง จะต้องดำเนินการอย่างเด็ดขาด”