ราคาน้ำมันดิบปรับลด ตลาดจับตาความคืบหน้าข้อตกลงหยุดยิงสหรัฐ-อิหร่าน
ราคาน้ำมันดิบเวสต์เทกซัสและเบรนต์ปรับลดลง หลังตลาดยังคงคาดหวังความคืบหน้าจาก
ข้อตกลงหยุดยิงระหว่างสหรัฐและอิหร่าน
หน่วยวิเคราะห์สถานการณ์ราคาน้ำมัน บมจ.ไทยออยล์ ระบุว่า ปัจจัยที่ส่งผลกระทบกับราคามีดังนี้ ราคาน้ำมันดิบเวสต์เทกซัสและเบรนต์ปรับตัวลดลง หลังตลาดยังคงคาดหวังความคืบหน้าจากข้อตกลงหยุดยิงระหว่างสหรัฐและอิหร่าน โดยล่าสุดกาตาร์เปิดเผยวานนี้ว่าสหรัฐและอิหร่านยังคงมุ่งมั่นในกระบวนการเจรจาไกล่เกลี่ยและกำลังร่วมกันพิจารณาข้อเสนอเพื่อลดช่องว่างความขัดแย้ง
นอกจากนี้ประธานาธิบดีสหรัฐ นายโดนัลด์ ทรัมป์ ยังได้ให้สัมภาษณ์ผ่าน FOX News ว่าสหรัฐจะยุติความช่วยเหลือทางทหารโดยตรงแก่อิสราเอลภายในสิ้นปีนี้
โดยราคาน้ำมันดิบเวสต์เทกซัสซื้อขายเมื่อ 3 พ.ย. 2569 อยู่ที่ 96.09 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ลดลง -0.37 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล และราคาน้ำมันดิบเบรนต์อยู่ที่ 103.60 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ลดลง -1.17 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล
อย่างไรก็ดี สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานอ้างแหล่งข่าวจากเจ้าหน้าที่ระดับสูงของอิหร่านว่า เส้นทางสู่การบรรลุข้อตกลงยังคงมีระยะห่างอีกมาก เนื่องจากจุดยืนของทั้งสองฝ่ายยังคงแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ โดยอิหร่านตั้งเงื่อนไขหลักให้สหรัฐยกเลิกการปิดล้อมทางทะเลต่อท่าเรือพาณิชย์ ผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ และปลดการอายัดทรัพย์สินในต่างประเทศ ในทางตรงกันข้ามสหรัฐ ยังคงกดดันอย่างหนักเพื่อให้อิหร่านยุติกิจกรรมในโครงการนิวเคลียร์
สำนักข่าวบลูมเบิร์ก (Bloomberg) เผยว่าปริมาณการส่งออกน้ำมันดิบรวมของ 4 ชาติผู้ผลิตหลักในอ่าวอาหรับ ได้แก่ ซาอุดีอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) อิรัก และคูเวต ปรับตัวเพิ่มขึ้น 10% ในเดือน ต.ค. 69 สู่ระดับ 15.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งฟื้นตัวกลับสู่ระดับใกล้เคียงกับช่วงต้นปี การฟื้นตัวดังกล่าวสะท้อนถึงประสิทธิภาพในการปรับตัวและการลำเลียงน้ำมันแบบหลบเลี่ยงการตรวจจับ
อย่างไรก็ดี ปริมาณการส่งออกน้ำมันของอิหร่านยังคงทรงตัวที่ระดับศูนย์ต่อเนื่องเป็นเดือนที่สอง ท่ามกลางแรงกดดันจากมาตรการปิดล้อมทางทะเลโดยกองทัพสหรัฐ
ตลาดยังคงเฝ้าติดตามผลการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐอย่างใกล้ชิด โดยผลการนับคะแนนเบื้องต้นบ่งชี้ว่า พรรคเดโมแครตสามารถกลับมาครองเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรได้สำเร็จ ขณะที่การแข่งขันในวุฒิสภายังคงมีความสูสี ทั้งนี้ ภาวะการแบ่งแยกอำนาจระหว่างฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติดังกล่าว จะส่งผลให้กระบวนการผ่านกฎหมายและการขับเคลื่อนนโยบายต่าง ๆ ของประธานาธิบดีสหรัฐ นายโดนัลด์ ทรัมป์ เป็นไปได้ยากขึ้น
