วิจัยกสิกรไทย มองขึ้นภาษี EV นำเข้า 35% หนุนแข่งขันเป็นธรรม คาดค่ายญี่ปุ่นรุกส่งไฮบริดชนอีวีจีน
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ชี้รื้อภาษีอีวีนำเข้าเป็น 35% หนุนแข่งขันเป็นธรรม จับตาผลิตในประเทศต้องกำหนด Local Content ให้ชัด ระบุสัดส่วนเหมาะสมควร 60% ประเมินภาพแข่งขันค่ายญี่ปุ่นรุกส่งไฮบริดชนอีวีจีน ประเมินยอดขายอีวีปีนี้สูงกว่าคาดเดิมทะลุ 2.1 แสนคัน
ดร.รุจิพันธ์ อัสสะรัตน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย กล่าวว่า การปรับโครงสร้างภาษีครั้งนี้มองว่าจะทำให้เกิดความยุติธรรมขึ้น ระหว่างผู้ประกอบการ BEV ที่ส่วนใหญ่ยังเป็นค่ายจีน และรถไฮบริด ที่เป็นค่ายญี่ปุ่นส่วนใหญ่ อัตราภาษีที่ออกมา 35% ไม่ได้ผิดคาด แต่ก็ถือว่าสูง และ การที่มีกำหนดภาษีรวมรถ REEV ด้วยนั้น เนื่องจากคาดว่ารัฐน่าจะกังวลว่าหากขึ้นภาษีเฉพาะ BEV จะทำให้ผู้ประกอบการหันไปนำเข้ารถ REEV เข้ามาแทน เพราะค่ายรถจีนมีเทคโนโลยีนี้อยู่
“พอบล็อกทั้ง 2 ตัว ก็แน่นอนว่าน่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงในเชิงโครงสร้างอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย”
อย่างไรก็ดี ครม. ครั้งนี้ประกาศเพียงอัตราภาษี อย่างไรก็ดีการลงทุนจะต้องมีการกำหนดใช้ชิ้นส่วนวัตถุดิบหรือชิ้นส่วนภายในประเทศ (Local Content) ทั้งในแง่สัดส่วน วิธีการคำนวณ Local Content รวมถึงกระบวนการในการตรวจสอบให้ชัดเจนด้วย โดยคาดว่าคงจะมีรายละเอียดออกตามมาอีกที ซึ่งสัดส่วน Local Content ต้องสูงพอ เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อห่วงโซ่อุปทานในประเทศไทย
โดยมองว่าอย่างน้อยขั้นต่ำคือ 40% แต่หากอยากให้เกิดประโยชน์กับประเทศไทยควรจะตั้งแต่ 60% ขึ้นไป เพราะรถยนต์ไฟฟ้าจำนวนชิ้นส่วนจะน้อยกว่ารถ ICE ทำให้ห่วงโซ่อุปทานของ BEV สั้นกว่า ICE
นอกจากนี้ต้องมีเงื่อนไขการคำนวณ Local Content ด้วย โดยไม่ควรคำนวณที่เทียร์ 1 หรือแค่การประกอบอย่างเดียว แต่ต้องรวมถึงการคำนวณชิ้นส่วนย่อยที่เป็นเทียร์ 2 เทียร์ 3 เข้ามาด้วย ตัวอย่างเช่น แบตเตอรี่ที่มูลค่าประมาณ 30% ของรถอีวีิ ถ้านำแค่ชิ้นส่วนมาประกอบแบตเตอรี่แพ็กในไทย แล้วเคลม 30% ทั้งหมดเป็น Local Content อันนี้ไม่ควร
นอกจากนี้ยังมีในส่วนของมอเตอร์ไฟฟ้าที่แม่เหล็กที่เป็นส่วนประกอบภายใน ซึ่งส่วนใหญ่จะผลิตในจีนกว่า 80% เพราะมีแหล่งแร่ที่ใช้ในการผลิต ดังนั้นหากไทยแค่ประกอบมอเตอร์ แล้วนำเข้าแม่เหล็ก หรือวงจรควบคุมเข้ามาก็จะทำให้มี Local Content น้อยมาก
“ถ้าจะดึงการลงทุนจริง ๆ ต้องดึงกลางน้ำ ดึงตัวอื่น ๆ ที่ประกอบชิ้นส่วนในมอเตอร์เข้ามาด้วย”
ดร.รุจิพันธ์กล่าวอีกว่า ในแง่การแข่งขัน ในเชิงโครงสร้างอุตสาหกรรมยานยนต์ ประเมินว่าจะทำให้รถไฮบริดสามารถทำราคาเข้ามาแข่งกับ BEV ได้ เพราะรถอีวีจีนไม่มีข้อได้เปรียบในเรื่องตัวภาษีแล้ว ทั้งนี้ ในแง่การผลิตคิดว่าค่ายจีนก็คงยังเน้นที่ BEV อยู่ โดยรถไฮบริดมาเป็นตัวเสริม ส่วนค่ายญี่ปุ่นก็น่าจะยังรุกไฮบริดก่อน แล้วในอนาคตถึงจะมี BEV เข้ามา ซึ่งยังต้องใช้เวลา จากที่ติดตามทางญี่ปุ่นพยายามจะผลิต BEV ที่ใช้โซลิดสเตตแบตเตอรี่ แต่อาจจะมาถึงไทยในช่วง 2-3 ปีข้างหน้า
การแข่งขันหลังจากนี้ขึ้นกับพฤติกรรมของผู้บริโภคว่าชอบรถอีวี หรือไฮบริด อาจมองที่ความคุ้มค่าเป็นสำคัญ ทั้งนี้ พฤติกรรมผู้บริโภคก่อนเกิดสงครามตะวันออกกลาง หรือช่วงที่ราคาน้ำมันยังไม่สูง ผู้บริโภคทั้งในไทยและหลายประเทศในโลกจะซื้อรถไฮบริดกันมาก แต่พอเกิดสงครามขึ้น ราคาน้ำมันสูง ผู้บริโภคจึงหันมาซื้อรถ BEV กันมากขึ้น
“การดัมพ์ราคาของ BEV คงยากแล้ว ในปีหน้า ถ้าภาษีสรรพสามิตขึ้นภาษีขนาดนี้ แต่ก็ยังมีช่องให้เล่นเรื่องราคาอยู่บ้าง แต่จะไม่รุนแรงเหมือนในอดีตแล้ว เพราะถ้าไปเทียบราคาขายรถ BEV ในจีน กับไทย ต่างกันอยู่ประมาณ 20% คือตั้งราคาในไทยสูงกว่าในจีนอยู่ 20% แล้วปีหน้า EV3.5 ก็จะหมดมาตรการด้วย ก็ขึ้นกับว่าเขาจะใช้ราคาทำตลาดมากน้อยแค่ไหน”
ดร.รุจิพันธ์ กล่าวว่า ทางศูนย์วิจัยฯ มองว่า BEV ในไทยปีนี้และปีหน้าจะยังเติบโต และผลจากภาษีใหม่จะเริ่มวันที่ 1 ม.ค. 2570 ดังนั้นช่วงที่เหลือของปีโดยเฉพาะที่จะมีงานมอเตอร์เอ็กซ์โป ค่ายรถจีนก็คงต้องอัดแคมเปญโปรโมชั่นกันอย่างเต็มที่ ซึ่งจะทำให้เกิดการเร่งซื้อในช่วงปลายปีนี้ เบื้องต้นมองว่ายอดขาย BEV ปีนี้น่าจะมากกว่า 210,000 คัน จากช่วง 9 เดือนแรกของปีนี้ พบว่ายอดขายรถอีวีกว่า 160,000 คัน