สถาบันป๋วยฯ ชี้คนรายได้น้อย แบกเงินเฟ้อสูงกว่าคนรวย 2.6%
ผลวิจัยสถาบันป๋วยฯ สะท้อนครัวเรือนรายได้น้อยเผชิญเงินเฟ้อสูงกว่ากลุ่มรายได้สูง 2.6% ในช่วงวิกฤตค่าครองชีพ ผลซ้ำเติมจาก 4 ปัจจัย ทั้งโครงสร้างรายจ่ายที่เน้นอาหาร สินค้าราคาถูกขึ้นราคาเร็วกว่า สินค้าปรับลดขนาด แถมข้อจำกัดในการซื้อสินค้าแพ็กใหญ่ เสนอรัฐจัดทำดัชนีราคาแยกตามกลุ่มรายได้ พร้อมออกมาตรการช่วยเหลือแบบมุ่งเป้า
นายธนาพร ศรีคล้าย น.ส.ชนกานต์ ฤทธินนท์ นายนุวัต หนูขวัญ และนายทศพล อภัยทาน นักวิจัยจากสถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ (PIER) เปิดเผยผลการวิจัยหัวข้อ “ความเหลื่อมล้ำในวิกฤตค่าครองชีพ : เมื่อเงินเฟ้อของเราไม่เท่ากัน” พบว่าในช่วงวิกฤตต่าง ๆ ครัวเรือนรายได้น้อยได้รับผลกระทบจากการปรับเพิ่มขึ้นของเงินเฟ้อรวมสูงกว่าครัวเรือนรายได้สู งประมาณ 2.6% สะท้อนแรงกดดันจากภาระค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้น และแสดงถึงความเหลื่อมล้ำระหว่างกลุ่มรายได้น้อยกับกลุ่มรายได้ปานกลางและรายได้สูงที่ขยายตัวมากขึ้น
ทั้งนี้ ผลการศึกษาชี้ว่า ภาระค่าครองชีพของครัวเรือนรายได้น้อยเกิดจาก 4 ปัจจัยที่ซ้อนกัน ตั้งแต่โครงสร้างตะกร้าการใช้จ่าย ราคาและขนาดของสินค้าที่เลือกซื้อ ไปจนถึงความสามารถในการปรับตัวเมื่อราคาสูงขึ้น
เปิด 4 ปัจจัยทำคนรายได้น้อยแบกเงินเฟ้อสูงกว่า
สำหรับปัจจัยแรก คือ รายจ่ายส่วนใหญ่กระจุกอยู่ในหมวดสินค้าที่ปรับขึ้นราคาเร็วที่สุด โดยครัวเรือนรายได้น้อยมีค่าใช้จ่ายด้านอาหารเป็นสัดส่วนสูงถึง 44% ของรายจ่ายทั้งหมด ส่วนครัวเรือนรายได้สูงมีสัดส่วนเพียง 31% ตามข้อมูลการสำรวจภาวะเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือน (SES) ปี 2568 ซึ่งเมื่อพิจารณาระดับราคาในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา
พบว่าดัชนีราคาผู้บริโภคโดยรวม (CPI) เพิ่มขึ้นประมาณ 42% แต่ราคาวัตถุดิบอาหารและอาหารปรุงสำเร็จเพิ่มขึ้นถึง 115% และ 79% ตามลำดับ ทำให้ครัวเรือนรายได้น้อยซึ่งมีรายจ่ายกระจุกตัวในหมวดอาหาร ต้องเผชิญแรงกดดันจากเงินเฟ้อมากกว่ากลุ่มอื่นตั้งแต่โครงสร้างการใช้จ่าย โดยคิดเป็นส่วนต่างเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น 0.65%
ต่อมา ปัจจัยสอง สินค้าราคาถูกกลับปรับขึ้นราคาแรงกว่าสินค้าราคาแพง หรือปรากฏการณ์ “Cheapflation” จากการวิเคราะห์ข้อมูลราคาสินค้ารายรายการในซูเปอร์มาร์เก็ตออนไลน์ช่วงวิกฤตเงินเฟ้อปี 2565 พบว่าสินค้าราคาถูกมีราคาเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 6.6% ส่วนสินค้าพรีเมียมเพิ่มขึ้นเพียง 4.6% สาเหตุส่วนหนึ่งมาจากอัตรากำไร (Margin) ของสินค้าราคาถูกที่ค่อนข้างบาง เมื่อผู้ผลิตเผชิญต้นทุนเพิ่มขึ้นจึงมีข้อจำกัดในการดูดซับต้นทุน และอาจต้องส่งผ่านภาระไปยังราคาสินค้า
อีกทั้งในช่วงวิกฤตผู้บริโภคบางกลุ่มที่มีรายได้สูงอาจปรับลดระดับการเลือกซื้อสินค้า (Downgrading) หันมาซื้อสินค้าราคาถูกมากขึ้น ส่งผลให้สินค้ากลุ่มดังกล่าวมีความต้องการเพิ่มขึ้น อีกวิธีหนึ่งที่ผู้ผลิตใช้รับมือกับต้นทุน คือ การลดความถี่หรือขนาดของโปรโมชั่น แทนการปรับขึ้นราคาบนป้ายโดยตรง ซึ่งมีสัดส่วนโปรโมชั่นลดลงจาก 12% เหลือ 9% ในช่วงสงคราม ซึ่งอาจเป็นอีกช่องทางที่ทำให้ผู้บริโภคต้องจ่ายเงินซื้อสินค้าในราคาสูงขึ้น แม้ราคาป้ายจะไม่ได้เปลี่ยนแปลงมากนัก
สินค้าที่พบปรากฏการณ์นี้ ได้แก่ ไข่และนม เนื้อไก่และเนื้อหมู ข้าวสาร โดยเฉพาะข้าวถุงราคาประหยัด รวมถึงสินค้าอุปโภคในชีวิตประจำวัน เช่น สบู่ แชมพู และผงซักฟอก โดยปัจจัยนี้ทำให้ส่วนต่างเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นอีก 0.53%
ทางด้านปัจจัยที่สาม มาจากการลดขนาดสินค้า หรือ “Shrinkflation” ซึ่งเป็นกรณีที่ผู้ผลิตลดปริมาณสินค้าในบรรจุภัณฑ์ แต่ยังคงราคาจำหน่ายเดิม ทำให้ผู้บริโภคจ่ายเงินเท่าเดิมแต่ได้รับสินค้าน้อยลง และมีราคาต่อหน่วยสูงขึ้นโดยอาจไม่ทันสังเกต เช่น สินค้าแชมพูที่ลดปริมาณจาก 500 มิลลิลิตร เหลือ 400 มิลลิลิตร แต่ยังจำหน่ายในราคา 120 บาทเท่าเดิม
ซึ่งข้อมูลจากซูเปอร์มาร์เก็ตออนไลน์พบว่า การปรับขนาดสินค้าส่วนใหญ่เป็นการลดขนาดบรรจุภัณฑ์ และเกิดขึ้นบ่อยในสินค้าราคาถูก โดยจำนวนการปรับขนาดเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนในช่วงสงครามรัสเซีย-ยูเครนปี 2565 และพุ่งสูงสุดในช่วงต้นปี 2566 ซึ่งเป็นผลที่เกิดขึ้นล่าช้าจากช่วงที่ต้นทุนเริ่มปรับตัวสูงขึ้น เนื่องจากผู้ผลิตต้องใช้เวลาในการปรับเปลี่ยนกระบวนการและสายการผลิต
ขณะเดียวกันสาเหตุสำคัญที่ผู้บริโภคมักอ่อนไหวต่อการเปลี่ยนแปลงของราคามากกว่าปริมาณสินค้า การลดขนาดลงเล็กน้อยจึงสังเกตได้ยากกว่าการขึ้นราคาบนป้าย ทำให้ผู้ผลิตสามารถส่งผ่านต้นทุนได้โดยไม่เสี่ยงเสียลูกค้าไปให้คู่แข่ง กลยุทธ์นี้พบได้มากในสินค้าราคาถูก ซึ่งผู้ซื้อมีแนวโน้มตัดสินใจจากราคาเป็นหลัก
โดยเมื่อพิจารณาความถี่ของการปรับขนาดสินค้า พบว่าในสินค้าราคาถูกทุก 100 ชิ้น จะพบการปรับขนาดเกือบ 10 ชิ้น ขณะที่สินค้ากลุ่มราคาสูงพบเพียงประมาณ 4 ชิ้น หรือแตกต่างกันราว 2.5 เท่า สะท้อนว่าผู้บริโภคที่เลือกซื้อสินค้าราคาถูกมีโอกาสเผชิญการปรับลดปริมาณสินค้ามากกว่า โดยปัจจัยนี้ทำให้ส่วนต่างเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นอีก 0.14%
ส่วนปัจจัยที่สี่คือครัวเรือนรายได้น้อยมีทางเลือกในการประหยัดน้อยกว่า โดยการซื้อสินค้าบรรจุภัณฑ์ขนาดใหญ่เป็นวิธีหนึ่งที่ช่วยลดค่าใช้จ่ายได้ ข้อมูลจากซูเปอร์มาร์เก็ตออนไลน์พบว่า สินค้าที่มีขนาดใหญ่กว่า 2 เท่า มีราคาต่อหน่วยเฉลี่ยต่ำกว่าสินค้าขนาดเล็กประมาณ 10.8%
อย่างไรก็ตาม ข้อมูล SES ปี 2568 พบว่า ครัวเรือนรายได้น้อยมีค่าใช้จ่ายสูงถึง 88% ของรายได้ ส่วนครัวเรือนรายได้สูงมีสัดส่วนค่าใช้จ่ายประมาณ 57% ทำให้ครัวเรือนรายได้น้อยมีเงินเหลือสำหรับการออมและใช้จ่ายอื่น ๆ น้อยกว่า จึงมีข้อจำกัดในการซื้อสินค้าครั้งละมาก ๆ เพื่อให้ได้ราคาต่อหน่วยที่ถูกลง อีกทั้งอาจมีข้อจำกัดด้านเงินก้อนและพื้นที่จัดเก็บสินค้า ทำให้ต้องซื้อสินค้าปริมาณน้อยตามกำลังซื้อในแต่ละวัน และเสียโอกาสในการประหยัดจากการซื้อแพ็กใหญ่
ปัจจัยนี้ทำให้ส่วนต่างเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นอีก 1.31% ซึ่งเมื่อรวมผลกระทบจากทั้ง 4 ปัจจัย ได้แก่ โครงสร้างการใช้จ่ายที่แตกต่างกัน 0.65% Cheapflation 0.53% Shrinkflation 0.14% และข้อจำกัดในการปรับตัว 1.31% ทำให้ครัวเรือนรายได้น้อยเผชิญเงินเฟ้อสูงกว่าครัวเรือนรายได้สูงรวมประมาณ 2.6% ในช่วงวิกฤตเงินเฟ้อจากสงครามรัสเซีย-ยูเครนปี 2565
ส่วนต่างดังกล่าวถือว่ามีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับระดับเงินเฟ้อในภาวะปกติของไทย และเป็นภาระต่อครัวเรือนที่มีรายได้จำกัด อีกทั้งอาจเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ครัวเรือนกลุ่มเปราะบางยังไม่สามารถฟื้นตัวจากวิกฤตได้เต็มที่ แม้ภาพรวมเศรษฐกิจจะปรับดีขึ้นแล้วก็ตาม
เสนอรัฐติดตามเงินเฟ้อแยกกลุ่มรายได้
ทางด้านข้อเสนอเชิงนโยบาย นักวิจัยเสนอให้ผู้กำหนดนโยบายพิจารณาอย่างน้อย 4 ด้านสำคัญ ได้แก่
1.ติดตามค่าครองชีพให้ลงลึกถึงแต่ละกลุ่มรายได้ โดยจัดทำดัชนีราคาแยกตามกลุ่มรายได้ ใช้ตะกร้าสินค้าที่สะท้อนแบบแผนการใช้จ่ายจริงของแต่ละกลุ่ม พร้อมนำข้อมูลรูปแบบใหม่ เช่น ราคาสินค้าออนไลน์ ข้อมูลการซื้อสินค้าผ่านเครื่องสแกน (Scanner Data) และข้อมูลการใช้จ่ายผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ มาประกอบการวิเคราะห์ เนื่องจากข้อมูลเหล่านี้มีความถี่สูงและลงลึกถึงระดับรายการสินค้า ทำให้สามารถตรวจจับปรากฏการณ์ Cheapflation และ Shrinkflation ที่ดัชนีราคาแบบเดิมอาจสะท้อนได้ไม่ชัดเจน และช่วยให้ประเมินภาระค่าครองชีพของแต่ละกลุ่มได้ทันการณ์มากขึ้น
ขณะเดียวกันควรดำเนินการ 2.ออกมาตรการช่วยเหลือแบบมุ่งเป้า โดยให้ความช่วยเหลือกลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด มากกว่าการอุดหนุนราคาสินค้าและพลังงานในวงกว้าง ซึ่งแม้ช่วยบรรเทาภาระได้รวดเร็ว แต่ใช้งบประมาณสูง และประโยชน์อาจกระจายไปยังกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูงด้วย ขณะที่การช่วยเหลือผ่านช่องทางที่สามารถระบุตัวผู้รับได้
เช่น บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จะช่วยให้การใช้งบประมาณมีประสิทธิภาพและตรงจุดมากกว่า รวมถึงควรพิจารณาเพิ่มความยืดหยุ่นในการช่วยเหลือ เพื่อให้ครัวเรือนเปราะบางมีโอกาสเข้าถึงสินค้าขนาดใหญ่ที่มีราคาต่อหน่วยถูกกว่า ทั้งนี้ ความท้าทายสำคัญคือการพัฒนาฐานข้อมูลให้แม่นยำและครอบคลุมผู้ที่ได้รับผลกระทบจริง
รวมถึง 3.เพิ่มความโปร่งใสด้านราคาและขนาดสินค้า เช่น กำหนดให้แสดงราคาต่อหน่วย (Unit Pricing) อย่างชัดเจนและเป็นมาตรฐานเดียวกันทั้งในร้านค้าและช่องทางออนไลน์ รวมถึงแจ้งให้ผู้บริโภคทราบเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงปริมาณบรรจุภัณฑ์ เพื่อให้สามารถเปรียบเทียบสินค้าได้อย่างเหมาะสมและลดโอกาสเสียเปรียบจากข้อมูลที่ไม่ครบถ้วน ควบคู่กับการส่งเสริมการแข่งขันในตลาดสินค้าอุปโภคบริโภค เพื่อลดแรงจูงใจในการผลักภาระต้นทุนไปยังสินค้ากลุ่มล่าง
โดยมีตัวอย่างมาตรการในต่างประเทศ เช่น เกาหลีใต้ ได้กำหนดให้ผู้ผลิตชี้แจงการเปลี่ยนแปลงด้านวัตถุดิบและราคาอย่างชัดเจน รวมถึงมีบทลงโทษในกรณีที่ไม่ปฏิบัติตามมาตรการ
นอกจากนี้ต้อง 4.คำนึงถึงผลกระทบของเงินเฟ้อที่แตกต่างกันในนโยบายการเงินและการคลัง แม้นโยบายการเงินเป็นเครื่องมือที่มีผลในวงกว้างและไม่สามารถเจาะจงช่วยเหลือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งได้โดยตรง แต่ข้อมูลเงินเฟ้อแยกตามกลุ่มรายได้สามารถใช้ประกอบการประเมินแรงกดดันด้านค่าครองชีพ รวมถึงความเสี่ยงที่เงินเฟ้อจะส่งผ่านไปยังการคาดการณ์เงินเฟ้อและค่าจ้าง
เนื่องจากเงินเฟ้อที่สูงมักสร้างภาระให้กลุ่มเปราะบางมากกว่ากลุ่มอื่น และอาจส่งผลต่อการบริโภคและการเติบโตทางเศรษฐกิจ ขณะที่นโยบายการคลังยังเป็นเครื่องมือสำคัญในการดูแลการกระจายรายได้และช่วยเหลือกลุ่มที่ได้รับผลกระทบโดยตรง การรักษาเสถียรภาพราคาจึงมีความสำคัญต่อความเป็นอยู่ของครัวเรือนรายได้น้อยมากกว่าที่ตัวเลขเงินเฟ้อเฉลี่ยสะท้อนออกมา