คลังสุวรรณภูมิสะดุด! สรท.เตือนวัตถุดิบค้าง โรงงานเสี่ยงหยุด ฉุดส่งออกไตรมาส 4
สรท.เตือนปัญหาคลังสินค้าทางอากาศสุวรรณภูมิยังไม่คลี่คลาย สินค้า-วัตถุดิบค้าง ระบบระบุตำแหน่งมีปัญหา กระทบโรงงานขาดวัตถุดิบ เสี่ยงหยุดสายการผลิตและผิดนัดส่งมอบ ขณะที่ต้นทุนแรงงาน-รถขนส่งพุ่ง จี้ คมนาคม AOT THAI Cargo ศุลกากร และหน่วยงานเกี่ยวข้องเร่งปลดคอขวด หวั่นฉุดส่งออกไตรมาส 4 และความเชื่อมั่นลงทุนปี 2570
นายธนากร เกษตรสุวรรณ ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) เปิดเผยว่า จากการติดตามสถานการณ์ร่วมกับสมาชิก พบว่าคลังสินค้าทางอากาศ ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิยังคงมีปัญหาความแออัดและความล่าช้าในการตรวจปล่อยสินค้า แม้ทุกฝ่ายจะพยายามแก้ไขในเบื้องต้นแล้ว แต่สถานการณ์หน้างานยังไม่คลี่คลายอย่างมีนัยสำคัญ
ปัญหาหลักที่ภาคเอกชนเผชิญมี 3 ด้าน ได้แก่ สินค้าค้างสะสมและไม่สามารถระบุตำแหน่งในคลังได้ วัตถุดิบนำเข้าติดค้างจนโรงงานบางแห่งต้องชะลอหรือหยุดสายการผลิต และต้นทุนแฝงที่เพิ่มขึ้นจากค่าล่วงเวลาแรงงาน รถขนส่ง รวมถึงความเสี่ยงค่าปรับจากการส่งมอบล่าช้าหรือการยกเลิกสัญญา
นายธนากรกล่าวว่า หากยังไม่สามารถเร่งระบายสินค้าออกจากคลังได้ ความเสี่ยงจะลามจากปัญหาโลจิสติกส์ไปสู่ห่วงโซ่การผลิตและการส่งออก โดยเฉพาะโรงงานที่ต้องพึ่งวัตถุดิบหรือชิ้นส่วนที่ขนส่งทางอากาศ
สรท.จึงเสนอแนวทางเร่งด่วนต่อฝ่ายปฏิบัติการคลังสินค้า การบินไทย หรือ THAI Cargo ให้ระดมกำลังพลและเพิ่มระบบสแกนเพื่อตรวจสอบตำแหน่งสินค้าที่ค้างสะสม พร้อมแยกโซนสินค้าค้างเก่าออกจากสินค้าใหม่ เพื่อเร่งเคลียร์สินค้าออกจากพื้นที่
ในระยะเร่งด่วน อาจต้องประสานกำลังพลจากทหารอากาศหรือแหล่งอื่นเข้าช่วย จนกว่าจะสามารถเคลียร์สินค้าตกค้างได้ทั้งหมด
พร้อมกันนี้ ควรเร่งยกระดับระบบติดตามสถานะสินค้าแบบเรียลไทม์ หรือ Real-time Status Tracking เพื่อให้ตัวแทนขนส่งและตัวแทนออกของทราบตำแหน่งสินค้าที่แน่ชัดก่อนเดินทางมารับ ลดปัญหารถจอดรอสะสมหน้างาน
รวมถึงจัดเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานให้สอดคล้องกับปริมาณสินค้าตลอด 24 ชั่วโมง 7 วัน และเพิ่มช่องทางติดต่อทั้งโทรศัพท์ อีเมล และออนไลน์ให้เพียงพอ
ด้านบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT สรท.เสนอให้จัดสรรพื้นที่ว่างหรือคลังสินค้าภายในสนามบินให้ THAI Cargo ใช้เป็นพื้นที่คัดแยกสินค้าชั่วคราว เพื่อลดความแออัดในคลังหลัก และป้องกันความเสียหายจากความร้อนหรือน้ำฝน
อีกทั้งควรจัดช่องทางพิเศษ หรือ Fast Lane สำหรับรถบรรทุกที่มารับสินค้าขาเข้าซึ่งพร้อมจ่ายแล้ว เพื่อไม่ให้ติดคิวร่วมกับรถที่ยังรอการตรวจปล่อย
ในระดับนโยบาย สรท.เสนอให้กรมศุลกากรและหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องเพิ่มกำลังเจ้าหน้าที่ตรวจปล่อย ขยายเวลาการตรวจนอกเวลาทำการ และผ่อนผันการปล่อยสินค้าเร่งด่วนบางส่วนที่สามารถระบุตำแหน่งได้ก่อน โดยไม่จำเป็นต้องรอสินค้าส่วนที่เหลือ
ขณะเดียวกัน ขอให้กระทรวงคมนาคมและสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทยเร่งพัฒนาแนวทางตรวจสอบสินค้านอกสนามบิน หรือ Off-Site Screening และเตรียมความพร้อมระบบผู้ส่งออกทราบตัวตน หรือ Known Consignor (KC) และตัวแทนควบคุม หรือ Regulated Agent (RA) เพื่อลดคอขวดระยะยาว
นายธนากรกล่าวว่า ปัญหานี้มีนัยสำคัญต่อภาพรวมการส่งออกของไทย เพราะ สรท.ได้ปรับประมาณการส่งออกปี 2569 ขึ้นเป็นขยายตัว 17-19% คิดเป็นมูลค่าประมาณ 390,000-405,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ช่วง 9 เดือนแรก การส่งออกขยายตัว 19.6% ขณะที่การนำเข้าโตสูงถึง 37.8% มูลค่า 348,282.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
แรงขับเคลื่อนสำคัญมาจากสินค้าที่พึ่งพาการขนส่งทางอากาศ โดยฝั่งส่งออก ได้แก่ แผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ ชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์ AI และ Data Center ซึ่งเป็นสินค้ามูลค่าสูงและต้องการความรวดเร็วในการจัดส่ง
ขณะที่ฝั่งนำเข้าเป็นชิ้นส่วนเทคโนโลยีและวัตถุดิบขั้นสูง เพื่อนำไปประกอบและผลิตต่อในห่วงโซ่การส่งออก
“ตัวเลขการนำเข้าที่โตทะลุ 37.8% และการส่งออกสินค้าไฮเทคที่เติบโตอย่างมาก สะท้อนชัดเจนว่า สายการบินและคลังสินค้าทางอากาศคือเส้นเลือดใหญ่ของเศรษฐกิจไทยในขณะนี้”
นายธนากรกล่าวว่า หากปัญหาคลังสินค้าสะสมที่สุวรรณภูมิยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างทันท่วงที จะไม่เพียงกระทบการส่งออกในไตรมาส 4 แต่มีความเสี่ยงลามไปถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติและการเติบโตเชิงโครงสร้างในปี 2570 จึงต้องเร่งแก้ไขเป็นวาระเร่งด่วน