‘แสนสิริ’ ถอดบทเรียนน้ำท่วม ยกเครื่องรับมือ ‘ภัยพิบัติ’
สถานการณ์นํ้าท่วมปี 2569 กระทบหลายพื้นที่ในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด รวมถึงการใช้ชีวิตประจำวัน สะท้อนถึงความเปราะบางพื้นที่อยู่อาศัยในเขตเมืองต่อสถานการณ์ฝนตกหนัก-นํ้าท่วม ที่อาจรุนแรงขึ้น กลายเป็นความเสี่ยงต่อภาคอสังหาฯ และกำลังตอกยํ้า “ภัยธรรมชาติ” จะไม่ใช่เรื่องชั่วคราวอีกต่อไป
เป็นอีกวิกฤตการณ์ที่บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) และบริษัท พลัส พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด เดินหน้า “ถอดบทเรียน” บริหารความเสี่ยงในอนาคตอย่างเต็มรูปแบบ ยกระดับมาตรการป้องกัน รับมือด้วยการกำหนด Protocolที่พร้อมปฏิบัติการทันที เพื่อดูแล 4 เสาหลัก ลูกค้า พนักงาน ผู้ถือหุ้น สังคม ภายใต้ปรัชญา No One Left Behind
โดย “แสนสิริ” นำบทเรียนจากมหาอุทกภัยปี 2554 มารับมือน้ำท่วมปี 2569 เปิดวอร์รูมตั้งแต่วันแรก ทีมผู้บริหารลงพื้นที่ทำงานอย่างรวดเร็ว มีประสิทธิภาพสูงสุด ยังผสานเครือข่ายพันธมิตรธุรกิจ ซัพพลายเออร์ระดมเครื่องสูบน้ำ กระสอบทราย อุปกรณ์ป้องกันน้ำ จัดหารถขนาดใหญ่รับ-ส่ง มอบอาหาร น้ำดื่ม แก่ผู้ประสบภัยในพื้นที่วิกฤต รวมถึงเตรียมแผนฟื้นฟูหลังน้ำลดอย่างเป็นระบบ

นอกจากนี้ ยังพัฒนาระบบประเมินความเสี่ยงอัจฉริยะเชื่อมโยงข้อมูลกว่า 400 โครงการทั่วประเทศ วิเคราะห์ปัจจัยทางกายภาพ ทำให้ทีมงานประเมินสถานการณ์ล่วงหน้าและสั่งการเชิงรุกได้อย่างแม่นยำ ก่อนที่มวลน้ำจะมาถึง รวมไปถึงมี Emergency Alert เพื่อให้ทีมหน้างานขอความช่วยเหลือฉุกเฉิน และจะมีการแจ้งเตือนแบบ Real-time
ทีมบริหารต้องรู้จักอาคารเป็นอย่างดี ทั้งสภาพแวดล้อมรอบโครงการ จุดเสี่ยงในโครงการ และระบบระบายน้ำ เพื่อให้สามารถวางแผนได้อย่างเหมาะสม จัดการจุดที่เป็นความเสี่ยงได้อย่างรัดกุม คือ 1.เตรียมระบบระบายน้ำในโครงการ ทำความสะอาด ขุดลอกคลองบริเวณใกล้เคียง และเตรียมอุปกรณ์จำเป็น อาทิ กระสอบทราย ปั๊มน้ำ กำแพงกั้นน้ำ ประตูกั้นน้ำ
2.ระบบสาธารณูปโภค อาทิ ระบบน้ำ ไฟฟ้า เมื่อพบเริ่มมีความเสี่ยงที่น้ำจะเข้ามาในโครงการ ต้องมีการป้องกันด้วยกระสอบทราย หรือกำแพงกั้นน้ำ เพื่อให้ระบบน้ำ-ไฟยังใช้งานได้ และควรเตรียมเครื่องปั่นไฟ น้ำมันสำรอง หรือจัดสุขาเคลื่อนที่
3.ระบบลิฟต์โดยสาร หากมีน้ำเข้าในโครงการจนถึงตัวลิฟต์ ควรปิดระบบทันที และให้ทีมวิศวกรเข้าตรวจสอบความปลอดภัยก่อนเปิดใช้งานหลังน้ำลด 4.ที่จอดรถชั้นใต้ดิน แจ้งลูกบ้านย้ายรถจอดบนที่สูงทันทีเมื่อน้ำอาจเข้ามาในโครงการ 5.ระบบดับเพลิง และ 6.ช่วยเหลือลูกบ้าน เตรียมรถหรือเรือรับ-ส่ง พร้อมถุงยังชีพ การวางแผนเส้นทางสัญจรจะช่วยให้จัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ในอนาคตอสังหาฯต้องอยู่กับน้ำ จึงเกิดเป็นความกังวลของผู้บริโภค “แสนสิริ” จึงบรรจุประเด็นการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศให้เป็นวาระความเสี่ยงหลักที่ต้องพิจารณาผ่าน 3 แนวทาง 1.การจัดซื้อที่ดิน คณะกรรมการบริหารความเสี่ยงต้องพิจารณาอย่างเข้มงวด เพื่อหลีกเลี่ยงพื้นที่รับน้ำธรรมชาติ
2.งานวิศวกรรมและการออกแบบ สำหรับคอนโดฯยึดหลักการว่า แม้เกิดน้ำท่วมหรือแผ่นดินไหว ระบบน้ำต้องไหล ไฟฟ้าต้องไม่ดับ ลิฟต์ต้องใช้งานได้ โดยปรับย้ายงานระบบวิศวกรรมสำคัญขึ้นสู่ชั้นที่ปลอดภัย ทั้งปรับดีไซน์รั้วรอบโครงการและกำแพงดินให้ฟังก์ชั่นการป้องกันน้ำท่วมเป็นหัวใจหลัก ควบคู่กับความสวยงาม ด้าน “แนวราบ” เน้นการออกแบบแนวป้องกันน้ำรอบโครงการ การถมดินยกระดับ การวางระบบระบายน้ำที่มีประสิทธิภาพสูง ติดตั้งระบบประตูระบายน้ำอัตโนมัติและส่วนเครื่องสูบน้ำสำรอง
3.การบริหารจัดการ โดยพลัส พร็อพเพอร์ตี้ ที่ประเมินความเสี่ยงแต่ละโครงการ เตรียมอุปกรณ์ไว้อย่างเหมาะสมพร้อมต่อการจัดการสถานการณ์จริง บรรเทาหรือรับมือกับความเสียหายได้ โดยเน้นดูแลความปลอดภัยลูกบ้านเป็นสำคัญ