เอกชนมึนความเสี่ยงท่วมโลก ผวา AI เปลี่ยนทิศ-ฉุดส่งออก
ถอดรหัส “ทรัมป์” แพ้เลือกตั้ง 2 สภาโจทย์การค้า-การลงทุนโลกไม่ได้เปลี่ยน “อมรเทพ” ชี้นักลงทุนผวาทิศทางลงทุน AI-Data Center เปลี่ยนทิศ เขย่าหุ้นเทคฯ ดิ่งหนักสะเทือนทั่วโลก หวั่นเอฟเฟ็กต์ส่งออกไทยปีหน้าวูบ เพราะอยู่ในห่วงโซ่ลงทุน AI-ดาต้าเซ็นเตอร์ “พิพัฒน์” ประเมิน “เฟด” เดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยต่อ ธ.ค.นี้ ดร.สุรชาติ บำรุงสุข ตั้งคำถาม ความพ่ายแพ้ของทรัมป์ ส่งผลอย่างไรกับเกมของ “จีนและรัสเซีย” ขณะที่ภาคเอกชนชี้ความเสี่ยงยังท่วม ไม่มีความชัดเจนในการวางแผนผลิตและลงทุน
ดร.อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย (CIMB Thai) กล่าวว่า ผลการเลือกตั้งสหรัฐที่ออกมา แม้ว่านายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ จะแพ้ทั้ง 2 สภา แต่สงครามการค้ายังเดินต่อ ต้องบอกว่าภาพวันนี้ไม่ต่างอะไรกับภาพปี 2019-2020 (พ.ศ. 2562-2563) ตอนที่ทรัมป์เข้ามาสมัยแรกที่พรรคเดโมแครตเข้ามาทั้งสภาสูงและสภาล่าง แต่ปี 2019 (พ.ศ. 2562) ทรัมป์ก็ยังเดินหน้าสงครามการค้าอยู่ โดยเฉพาะกับจีน
“ฉะนั้นถ้าภาพเป็นแบบเดิม อำนาจประธานาธิบดียังคอนเฟิร์ม ว่าสามารถที่จะใช้มาตรา 301 ผ่านผู้แทนการค้าสหรัฐ (USTR) ยังเจรจาการค้าที่ได้ประโยชน์กับสหรัฐได้ สิ่งที่ต้องติดตามคือ เรื่องเพดานหนี้สาธารณะ ปัญหา Government Shutdown และการถอดถอน สามประเด็นนี้มาพร้อมกับอำนาจของฝ่ายนิติบัญญัติ ซึ่งพรรคเดโมแครตสามารถที่จะขู่ในการตรวจสอบ หรือการตัดงบประมาณได้ ภาพเหล่านี้อาจทำให้เกิดความเสี่ยงเศรษฐกิจสหรัฐชะลอในระยะสั้นได้ สุดท้ายจะสามารถหาทางลงกันได้”
“AI-ดาต้าเซ็นเตอร์” เปลี่ยนทิศ
ทั้งนี้เศรษฐกิจสหรัฐยังเดินหน้าได้ด้วยการลงทุน ทั้งเรื่อง AI-Data Center ประเด็นที่นักลงทุนกังวลและทำให้ตลาดหุ้นลงหนัก เพราะพรรคเดโมแครตจะเน้นเรื่องการออกกฎระเบียบควบคุม โดยช่วง 2 ปีที่ผ่านมารีพับลิกันเปิดเสรีการลงทุน Data Center อย่างเต็มที่ แต่ตอนนี้ก็มีความเป็นไปได้ที่การลงทุนสิ่งเหล่านี้จะชะลอตัว
“เกิดความกังวลกันว่าเดโมแครตเข้ามาจะทำให้การเติบโตของ AI ชะลอ มาพร้อมกับจังหวะแรงขายทำกำไร เพราะหุ้น AI ราคาพุ่งสูงก่อนหน้านี้เยอะแล้ว ตอนนี้ต้องติดตามกันต่อว่าจะกระทบกับการลงทุนของสหรัฐอย่างไร แต่ก็ไม่ได้คิดว่าสหรัฐจะหยุดลงทุน AI เพราะเป็นเทรนด์ทั่วโลก”
อย่างไรก็ดีปีนี้ที่ประเทศไทยได้ประโยชน์จากการส่งออกไปสหรัฐ ส่วนที่เกี่ยวข้องกับ AI พวกชิป เซมิคอนดักเตอร์ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ แต่ปีหน้าอาจจะโตช้าลง เนื่องจากฐานที่สูงของปีนี้ รวมทั้งผลจากการกำกับดูแลของฝั่งเดโมแครตที่จะมีมากขึ้น
โจทย์ใหญ่ “สงคราม”
ดร.อมรเทพกล่าวว่า เรื่องที่ยังน่าห่วงคือ “สงคราม” ว่าทรัมป์จะถอยหรือรุกหนักขึ้น ซึ่งตอบยาก เพราะประธานาธิบดีสหรัฐก็ยังมีอำนาจประกาศสงคราม ดังนั้นหากทรัมป์จะโจมตีอิหร่านเพื่อเร่งปิดเกมก็สามารถทำได้ แต่คนเริ่มมองว่าอาจจะไม่เกิดแบบนั้นแล้ว เพราะการที่พรรครีพับลิกันแพ้ก็เป็นการเตือนของประชาชนว่า การก่อสงครามทำให้ราคาสินค้าสูงขึ้น ไม่เป็นผลดีกับสหรัฐ ซึ่งอีก 2 ปีข้างหน้าจะมีการเลือกตั้ง ทำให้นักการเมืองของรีพับลิกันอาจจะปรามทรัมป์ในเรื่องการทำสงคราม
“เรื่องสงครามมีความเป็นไปได้ว่าจะหาทางเจรจากันมากขึ้น รวมทั้งเดโมแครตจะเข้ามาคุมด้านกลาโหมมากขึ้น อาจมีการตัดงบประมาณทำให้ยุติสงครามได้ ทั้งนี้ก็เดาใจทรัมป์ไม่ออก เพราะกว่า สส. และ สว.ชุดใหม่จะเข้ามาดำรงตำแหน่ง ม.ค. ปีหน้า ช่วงนี้ยังเป็นชุดเดิม ทำให้ทรัมป์ยังไม่มีใครขัดแข้งขัดขา ก็อาจจะทำสงครามให้จบก่อนก็เป็นได้ ก็มีความไม่แน่นอน เพราะเดาใจทรัมป์ไม่ออก”
ส่งออกไทยสะดุด AI ชะลอ
สำหรับผลกระทบกับไทยนั้น ดร.อมรเทพกล่าวว่า มองว่าการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) จะยังเข้ามาในไทย แต่สหรัฐก็ไม่ได้จบสงครามการค้ากับจีน ฉะนั้นก็อาจมีการออกกฎหมาย คุมกฎระเบียบ คุมเทคโนโลยีเหมือนยุคก่อนที่เกิด Tech War ซึ่งก็จะมี FDI ที่ไหลออกจากจีน ซึ่งก็เป็นโอกาสของไทย
“อีกเรื่องคือ เดโมแครตคงเน้นเรื่องพลังงานสะอาด พลังงานทางเลือกมากขึ้น ก็เป็นโอกาสลงทุนเรื่องนี้ต่อเนื่อง ซึ่ง Data Center ก็ต้องการ ดังนั้นการลงทุนเหล่านี้ก็คงเดินหน้าต่อ แต่ที่น่าห่วงคือ การส่งออก เพราะถ้านโยบายคุมเรื่อง AI มากขึ้น จนกระทบการลงทุนในสหรัฐ ก็จะมีผลกระทบกับการส่งออกของไทย รวมถึงประเทศในอาเซียนที่เคยโต 2 หลัก จากคลื่น AI คำถามคือ ปีหน้าจะยังโตได้แบบนี้หรือเปล่า ซึ่งคิดว่าโต แต่โตต่ำเท่านั้นเอง”
ดร.อมรเทพกล่าวว่า เศรษฐกิจไทยยังเชื่อว่าเติบโตได้ประมาณ 2% แต่ต้องรอดูตัวเลขของสภาพัฒน์ หลังมีการปรับตัวเลขการผลิตภาคอุตสาหกรรม ว่าจะมีผลแค่ไหน ส่วนเงินเฟ้อยังเชื่อว่าธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะคงดอกเบี้ยให้นานที่สุด อย่างน้อยครึ่งแรกของปีหน้า
ลุ้นสงครามจบ “น้ำมัน-เงินเฟ้อ” ลง
ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า แม้ทรัมป์จะแพ้เลือกตั้ง 2 สภา แต่คิดว่าภาพการค้า การลงทุน แทบไม่ได้เปลี่ยนไปเลย เพียงแค่ทรัมป์ไม่ได้มีอำนาจมากเท่าเดิมเท่านั้น นโยบายก็ไม่ได้มีอะไรเปลี่ยน โดยมุมเรื่องสงครามการค้าสหรัฐก็คงต้องพยายามสรุปให้เร็วที่สุด
ในมุมผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย คงไม่น่าจะมีอะไรมากไปกว่าเดิม ผลกระทบจะมี 4 เรื่องหลัก คือ 1.สงครามกับราคาน้ำมันที่มีความไม่แน่นอนอย่างมาก 2.สงครามการค้า ซึ่งก็ไม่แน่นอนเช่นกัน 3.การกำกับ AI ที่วันนี้มีข้อวิจารณ์กันว่ากรณีรัฐเท็กซัส ที่มีการขอใบอนุญาต Data Center จำนวนมาก ซึ่งประชาชนต่อต้าน หากผู้กำกับระดับรัฐเปลี่ยนนโยบายชะลอ AI Capex อาจกระทบต่อการขยาย AI ที่วันนี้เป็นตัวผลักดันเศรษฐกิจโลกอยู่ ซึ่งก็อาจกระทบไทยบ้าง แต่เป็นผลกระทบทางอ้อม และกระทบน้อยกว่าประเทศอื่น ๆ แน่นอน
และ 4.การขาดดุลการคลังต่าง ๆ ที่สหรัฐจะไม่สามารถผ่านกฎหมายงบประมาณได้ เพราะเมื่อสภาคองเกรสผ่านกฎหมายอะไรมาทรัมป์ก็จะวีโต้ (VITO) หมด ซึ่งจะทำให้หลังจากนี้จะได้ยินเรื่อง Government Shutdown, การผิดนัดชำระหนี้ บ่อยขึ้น อย่างไรก็ดีประเด็นเหล่านี้ไม่ได้กระทบไทย
“ข้อดีคือถ้าสงครามจบเร็ว เงินเฟ้อร่วง ปริมาณพันธบัตรที่ออกขายของสหรัฐไม่ได้เพิ่มขึ้นมาอีก ดอกเบี้ยระยะยาวก็น่าจะลง คือแนวโน้มน่าจะลดแรงกดดันต่อเศรษฐกิจโลกตอนนี้ แต่ถ้าทรัมป์โจมตีอิหร่านขึ้นมาอีกก็จะยุ่ง ดังนั้นประเด็นที่กังวลก็คือ เรื่องสงคราม ก็หวังว่าจะไม่เกิด คือถ้ามองด้วยเหตุด้วยผล แต่ก็มีคนบอกว่าจะไปหวังอะไรกับคนที่คาดเดาไม่ได้อย่างทรัมป์”
“เฟด” ขึ้นดอกเบี้ยเดือน ธ.ค.
ดร.พิพัฒน์กล่าวว่า สำหรับทิศทางดอกเบี้ยโลกมองว่าขึ้นกับราคาน้ำมัน หากน้ำมันลดลงได้แรงกดดันที่จะต้องขึ้นดอกเบี้ยก็จะลดลง แต่คาดว่าในเดือน ธ.ค. นี้ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะยังขึ้นดอกเบี้ยอยู่ และอาจจะมีการปรับขึ้นอีก 1 ครั้ง เพราะเงินเฟ้อยังสูงกว่า 3%
ระยะข้างหน้าแม้ว่าหากราคาน้ำมันลดลง เงินเฟ้ออาจจะลดลงได้ แต่ราคาสินค้าที่ปรับขึ้นไปแล้ว ไม่มีทางจะปรับลดลง อย่างข้าวแกง ขึ้นแล้วก็ขึ้นเลย ไม่มีทางลงแน่นอน ยกเว้นแค่สินค้าเกษตร ที่อาจจะขึ้นกับวัฏจักรด้วย
นโยบายทรัมป์ไม่เปลี่ยนทันที
ศ.กิตติคุณ ดร.สุรชาติ บำรุงสุข นักวิชาการรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า คำถามสำคัญที่ตามมาหลังจากความพ่ายแพ้ครั้งใหญ่ของทรัมป์ และของพรรครีพับลิกันคือ จะเกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างไรกับนโยบายของสหรัฐที่ถูกขับเคลื่อนโดยทรัมป์ ในความเป็นจริงอาจต้องยอมรับว่าแม้ผลที่เกิดขึ้นมีนัยสำคัญในอนาคต แต่สิ่งที่เกิดในครั้งนี้เป็นเพียงการแพ้การเลือกตั้งกลางเทอม และรัฐบาลทรัมป์ยังอยู่ในอำนาจอีก 2 ปี หรือกล่าวง่าย ๆ ก็คือ ทรัมป์ยังอยู่ในการเมืองอีก 2 ปี ไม่ได้หายตัวไปไหน ทรัมป์ยังอยู่กับการเมืองโลกเหมือน 2 ปีที่ผ่านมา
การพ่ายแพ้ไม่ได้มีนัยว่ารัฐบาลทรัมป์สิ้นสภาพ เพราะพ่ายแพ้การเลือกตั้ง อาจจะมีนัยอีกแบบว่า รัฐบาลทรัมป์อาจจะถูกตรวจสอบมากขึ้น การดำเนินนโยบายแบบตามใจทรัมป์อาจจะมีข้อจำกัดมากขึ้น เพราะจะมีเสียงคัดค้านทั้งในวุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎร แต่ทรัมป์ก็อาจจะหาทางใช้อำนาจของทำเนียบขาวในแบบที่ไม่ผ่านรัฐสภา เช่น การประกาศ “คำสั่งของฝ่ายบริหาร” (Executive Order) ซึ่งเป็นช่องทางที่ประธานาธิบดีมักจะใช้ เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกจำกัดจากอำนาจของ สส. เดโมแครต
ดังนั้น อาจจะไม่แปลกที่อาจยังไม่เห็นถึงการปรับเปลี่ยนนโยบายแบบทันที แต่อย่างน้อยก็เห็นถึงการปรับนโยบายของทรัมป์เองในวันลงเสียง คือ การประกาศยุติการให้ความช่วยเหลือทางทหารแก่รัฐบาลอิสราเอล แต่การจะปรับนโยบายอย่างรวดเร็วนั้นอาจจะไม่ได้เร็วอย่างที่หลายฝ่ายคาดหวัง เพราะอำนาจในการทำนโยบายยังอยู่ในมือของทรัมป์ และโดยบุคลิกของตัวทรัมป์เองที่ไม่ใช่คนที่จะยอมใครง่าย ๆ
อีกด้านก็น่าสนใจอย่างมากว่า ความพ่ายแพ้ของทรัมป์จะส่งผลอย่างไรกับบทบาทของสหรัฐในการแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์กับทั้งจีนและรัสเซีย เช่นเดียวกับสิ่งที่คาดเดาได้ยากว่า แล้วจากนี้ทรัมป์จะดำเนินนโยบายต่างประเทศอย่างไรในเวทีโลก หรือทรัมป์จะดำเนินนโยบายแบบสุดโต่งในเรื่องอะไรอีกหรือไม่ ส่วนผลที่จะเกิดกับไทยโดยตรงนั้นน่าจะยังไม่เห็น และอาจต้องติดตามดูต่อไป เพราะนโยบายอาจจะยังไม่เปลี่ยนแปลงทันที
เอกชนหวั่นทำสงครามทิ้งทวน
นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานกิตติมศักดิ์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ทิศทางเศรษฐกิจและการค้าโลกในช่วง 2 ปีที่เหลือของรัฐบาลประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยังคงมีความไม่แน่นอนสูง การแพ้เลือกตั้งครั้งนี้สิ่งที่ประเทศไทยได้เผชิญทั้งมาตรการกีดกันทางการค้า นโยบายภาษีของสหรัฐ ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ และความผันผวนของราคาพลังงานในตลาดโลก จะยังคงเหมือนเดิม
ความกังวลคือในช่วงเวลาที่เหลือของการดำรงตำแหน่งทรัมป์อาจใช้อำนาจบริหารที่มีอยู่อย่างเต็มที่ ทั้งด้านนโยบายการค้าและการต่างประเทศ รวมถึงการดำเนินมาตรการทางการเมืองระหว่างประเทศ โดยเฉพาะความขัดแย้งในตะวันออกกลางระหว่างอิสราเอลกับอิหร่าน ซึ่งทรัมป์อาจทำสงครามทิ้งทวน จึงต้องจับตาว่าจะมีการยกระดับความรุนแรงหรือเกิดเหตุการณ์ที่สร้างแรงกระเพื่อมต่อเศรษฐกิจโลกเพิ่มเติมหรือไม่ เพราะหากสถานการณ์ลุกลามจนกระทบต่อแหล่งผลิตและเส้นทางขนส่งน้ำมัน จะยิ่งผลักดันให้ราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้น และเพิ่มแรงกดดันต่อเงินเฟ้อทั่วโลก
ลุ้น 2 ปีสุดท้ายของทรัมป์
ขณะเดียวกันทิศทางการเจรจาการค้าระหว่างประเทศ โดยเฉพาะกับสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐ (USTR) ยังคงต้องเดินหน้าตามกระบวนการเดิม แต่ภาคธุรกิจต้องประเมินด้วยว่า ในช่วง 2 ปีสุดท้ายก่อนการเลือกตั้งครั้งต่อไป รัฐบาลทรัมป์อาจปรับเปลี่ยนนโยบายและแนวทางการบริหารประเทศ เพื่อเรียกคะแนนนิยมกลับคืนมาหลังเผชิญแรงกดดันทางการเมืองและคะแนนสนับสนุนที่ลดลง ซึ่งอาจทำให้ทิศทางนโยบายการค้าและเศรษฐกิจมีความผันผวนมากขึ้น
ทั้งนี้ แม้สถานการณ์ดังกล่าวจะสร้างความเสี่ยง แต่ก็อาจเป็นจังหวะที่ไทยสามารถใช้ประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองและนโยบายของสหรัฐได้เช่นกัน โดยไทยจำเป็นต้องเร่งวางแผนและเดินหน้าเจรจาการค้าอย่างต่อเนื่อง ไม่ควรรอให้สถานการณ์มีความชัดเจนทั้งหมด เพราะหากสามารถเตรียมความพร้อมและกำหนดจุดยืนได้เหมาะสมก็อาจเพิ่มโอกาสให้ไทยรักษาความสามารถในการแข่งขันและสร้างประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงของห่วงโซ่อุปทานโลก
อีกประเด็นที่น่ากังวล คือ ความผันผวนของตลาดหุ้นเทคโนโลยี โดยเฉพาะหุ้นที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งหากเกิดการปรับฐานอย่างรุนแรงอาจส่งผลกระทบต่อมูลค่าตลาดทุนทั่วโลก และส่งผ่านมายังตลาดหุ้นไทยได้เช่นกัน
นอกจากนี้ ยังต้องติดตามความเสี่ยงด้านราคาน้ำมันและพลังงานควบคู่กัน เพราะหากเกิดความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์รุนแรงขึ้นจนทำให้ราคาน้ำมันพุ่งสูง จะกลายเป็นแรงกดดันต่อต้นทุนภาคอุตสาหกรรม การขนส่ง และค่าครองชีพ รวมถึงทำให้เงินเฟ้อกลับมาเร่งตัวอีกครั้ง ดังนั้น ภาคธุรกิจไทยจำเป็นต้องติดตามสถานการณ์โลกอย่างใกล้ชิด พร้อมเตรียมแผนรับมือทั้งความเสี่ยงด้านการค้า การเงิน และพลังงานที่อาจเกิดขึ้นพร้อมกัน
เอกชนมึนความเสี่ยงยังท่วม
นายวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการหอการค้าไทย และนายกสมาคมการค้าอาหารอนาคตไทย เปิดเผยกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ผลการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐอเมริกามีโอกาสเป็นปัจจัยบวกต่อบรรยากาศการค้าโลก หากการถ่วงดุลทางการเมืองที่เพิ่มขึ้นนำไปสู่การทบทวนนโยบายที่สร้างภาระค่าครองชีพแก่ประชาชน และช่วยผลักดันให้ความขัดแย้งระหว่างประเทศคลี่คลายลง อย่างไรก็ตาม ยังไม่ควรสรุปว่าการส่งออกไทยจะได้รับประโยชน์ทันที เนื่องจากต้องติดตามว่านโยบายเศรษฐกิจและการค้าของสหรัฐหลังการเลือกตั้งจะเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางใด
สิ่งที่ภาคเอกชนต้องการเห็นมากที่สุดคือความชัดเจนและความแน่นอนของนโยบาย เพื่อให้ผู้ผลิต ผู้ส่งออก และผู้นำเข้าสามารถวางแผนการผลิต การลงทุน และคำสั่งซื้อได้ หากความตึงเครียดทางการค้าลดลง ประกอบกับราคาพลังงานและแรงกดดันเงินเฟ้อผ่อนคลาย จะช่วยลดต้นทุนธุรกิจและเพิ่มกำลังซื้อผู้บริโภคสหรัฐ ซึ่งเป็นโอกาสของสินค้าไทย
แต่หากความขัดแย้งทางการเมืองทำให้การพิจารณางบประมาณหรือนโยบายเศรษฐกิจติดขัด อาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นและทำให้ภาคธุรกิจชะลอการตัดสินใจ ดังนั้น ผู้ส่งออกไทยต้องเตรียมรับความผันผวนทั้งด้านคำสั่งซื้อ ต้นทุน และอัตราแลกเปลี่ยนควบคู่กันไป
เทขายหุ้นเทคฯ ทั่วโลก
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากผลการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐทำให้เดโมแครตชนะครั้งใหญ่ ส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้นทั่วโลก เริ่มจากหุ้นสหรัฐและลามมาเอเชีย จากการที่นักลงทุนกังวลกับความไม่แน่นอนของนโยบายที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) และโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้องอย่างดาต้าเซ็นเตอร์ โดยกลัวว่าความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองของสหรัฐ จะนำไปสู่การ “เบรก” การเติบโตอย่างรวดเร็วของอุตสาหกรรมเหล่านี้ รวมถึงชะลอเม็ดเงินหลายแสนล้านดอลลาร์ที่กำลังมีการลงทุนอยู่
โดยดัชนี Nasdaq 100 ปรับตัวลดลงกว่า 6% ภายในวันเดียว ถือเป็นการร่วงลงครั้งรุนแรงที่สุดนับตั้งแต่ช่วงวิกฤตโควิด-19 เฉพาะ Nvidia Corp. ซึ่งเป็นบริษัทที่มีมูลค่าสูงที่สุดในโลก ร่วงลงกว่า 9% นับเป็นการปรับตัวลดลงครั้งรุนแรงที่สุดนับตั้งแต่เดือนมกราคม 2025 ส่งผลให้กำไรทั้งหมดที่ทำได้ในปีนี้หายไปจนหมดสิ้น หุ้นทั้ง 30 ตัวในดัชนี Dow Jones Industrial Average ต่างปรับตัวลดลง ขณะที่ดัชนี S&P 500 ร่วงลง 4.4% ส่วนดัชนีหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ที่นักลงทุนจับตาใกล้ชิดก็ดิ่งลงถึง 12% ซึ่งถือเป็นวันที่เลวร้ายที่สุด
ขณะที่เช้าวันต่อมาตลาดหุ้นญี่ปุ่นเข้าสู่ภาวะตลาดหมี ส่วนตลาดหุ้นเกาหลีใต้ต้องระงับการซื้อขายเป็นการชั่วคราว หลังจากดัชนีร่วงลงต่ำกว่าระดับจิตวิทยาสำคัญที่ 5,000 จุด นอกจากนี้ ในไต้หวันหุ้นของ TSMC ซึ่งเป็นบริษัทหลักในอุตสาหกรรมชิป ปรับตัวลดลงเกือบ 10% ส่งผลให้ดัชนีตลาดหุ้นโดยรวมปรับตัวลดลงตามไปด้วย ยังรวมถึงตลาดหุ้นในจีน ฮ่องกง และสิงคโปร์ ที่ปรับลดลงเช่นกัน
ทั้งนี้ การเลือกตั้งกลางเทอมเป็นที่จับตาของสำนักข่าวทั่วโลก รายงานไปในทิศทางเดียวกัน รวมถึงยูโร นิวส์ สำนักข่าวของยุโรป รายงานว่า ประเด็นเรื่องศูนย์ข้อมูลเป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญของการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐ สะท้อนจากผู้สมัครจากพรรคเดโมแครตที่ให้คำมั่นว่าจะหยุดยั้งการพัฒนาศูนย์ข้อมูลในพื้นที่ต่าง ๆ คว้าชัยชนะ ซึ่งสวนทางกับที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐสนับสนุนการสร้างศูนย์ข้อมูล