เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
คุรุจิต เสนอรัฐปลดล็อกสัมปทานปิโตรเลียม ย้ำบทเรียน “เอราวัณ” ทำค่าไฟแพง
Economic คุรุจิต เสนอรัฐปลดล็อกสัมปทานปิโตรเลียม ย้ำบทเรียน “เอราวัณ” ทำค่าไฟแพง
เอกนิติ เผยเจรจา 4 บริษัทใหญ่จีน ดึงลงทุนกว่า 7 หมื่นล้าน เล็งไทยเป้าหลักตั้งฐานการผลิต
Economic เอกนิติ เผยเจรจา 4 บริษัทใหญ่จีน ดึงลงทุนกว่า 7 หมื่นล้าน เล็งไทยเป้าหลักตั้งฐานการผลิต
‘ทุจริต’ ต้องไม่ใช่เรื่องปกติ
Columns ‘ทุจริต’ ต้องไม่ใช่เรื่องปกติ
‘ข่าวดี’ ของใคร ?
Columns ‘ข่าวดี’ ของใคร ?
บลูมเบิร์ก เผย ไทยเบฟ เล็งขายสิทธิ์แฟรนไชส์ KFC ในไทย
Business บลูมเบิร์ก เผย ไทยเบฟ เล็งขายสิทธิ์แฟรนไชส์ KFC ในไทย
“นักโทษล้นคุก-ทำผิดซ้ำ” ทำไทยเสียโอกาสเศรษฐกิจ กว่า 3 แสนล้าน ชงรัฐยกเครื่องเรือนจำ
Economic “นักโทษล้นคุก-ทำผิดซ้ำ” ทำไทยเสียโอกาสเศรษฐกิจ กว่า 3 แสนล้าน ชงรัฐยกเครื่องเรือนจำ
พนักงานเบิร์นเอาต์-หมดใจ เพราะองค์กร ‘บีบคั้น’ ใช้ AI ทำงาน
Tech พนักงานเบิร์นเอาต์-หมดใจ เพราะองค์กร ‘บีบคั้น’ ใช้ AI ทำงาน
เปิดนิทรรศการ ‘ชุดไทยพระราชนิยม’ เอกลักษณ์-ภูมิปัญญางานพัสตรศิลป์ไทย
SD เปิดนิทรรศการ ‘ชุดไทยพระราชนิยม’ เอกลักษณ์-ภูมิปัญญางานพัสตรศิลป์ไทย
ชีพจร ‘ธุรกิจคอนเสิร์ต’ ครึ่งหลังปี’69 ต้นทุนโปรดักชันเดือด CI ShowBiz ชี้ตลาดเมืองไทยระดับหมื่นล้าน
Business ชีพจร ‘ธุรกิจคอนเสิร์ต’ ครึ่งหลังปี’69 ต้นทุนโปรดักชันเดือด CI ShowBiz ชี้ตลาดเมืองไทยระดับหมื่นล้าน
รัฐบาล ชวน ปชช.แสดงความเห็น “ร่างกฎหมายอุ้มบุญ” ฉบับใหม่ ถึง 31 ก.ค. 
Politics รัฐบาล ชวน ปชช.แสดงความเห็น “ร่างกฎหมายอุ้มบุญ” ฉบับใหม่ ถึง 31 ก.ค. 
ดูทั้งหมด

ปิดฉาก ปรส. 16 ปี ล้างหนี้ 6 แสนล้าน-

10 ก.ย. 2561 | 07:00น.

หลังวิกฤต “ต้มยำกุ้ง” เมื่อปี 2540 ที่นำไปสู่การล้มของสถาบันการเงินไทยระเนระนาด บริษัทเงินทุนและบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ถูกระงับการดำเนินกิจการ รวม 58 แห่ง

นำไปสู่การประกาศใช้พระราชกำหนดการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน ในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2540 จัดตั้ง “องค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน” หรือ “ปรส.”

มีวัตถุประสงค์เพื่อดำเนินการกับ 56 ไฟแนนซ์ ดังนี้ 1) แก้ไขฟื้นฟูฐานะของบริษัทที่ถูกระงับการดำเนินกิจการ 2) ช่วยเหลือผู้ฝากเงินและเจ้าหนี้ที่สุจริตของบริษัทที่ถูกระงับการดำเนินกิจการ และ 3) ชำระบัญชีบริษัทที่ถูกระงับการดำเนินกิจการในกรณีที่บริษัทดังกล่าวไม่อาจดำเนินกิจการต่อไปได้

ปรส.ได้ดำเนินการพิจารณาแผนการแก้ไขฟื้นฟูฐานะของบริษัทที่ถูกระงับการดำเนินกิจการ และให้ความเห็นชอบแผนแก้ไขฟื้นฟูฐานะและดำเนินกิจการ 2 แห่ง คือ บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์เกียรตินาคิน และบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์บางกอกอินเวสเมนท์ ส่วนที่เหลืออีก 56 แห่ง ต้องระงับกิจการถาวร และดำเนินการชำระบัญชี

สุดท้ายแล้ว ยอดหนี้ทั้งหมดที่ศาลมีคำสั่งให้เจ้าหนี้ได้รับชำระ มีจำนวนทั้งสิ้น 629,291 ล้านบาท ซึ่งจนถึงปัจจุบัน พบว่าสามารถติดตามคืนเจ้าหนี้ได้แค่กว่า 14% เท่านั้น

เมื่อ ปรส.เสร็จสิ้นภารกิจนำ 56 ไฟแนนซ์เข้าสู่กระบวนการล้มละลายครบทุกบริษัท ในเดือนเมษายน 2545 กระทรวงการคลังจึงเสนอ ครม.มีมติเห็นชอบให้ “ยุบเลิก” องค์กร เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2545 และดำเนินการชำระบัญชี ปรส.ต่อไป

จากวันนั้นถึงวันที่ 1 พฤษภาคม 2561 รวมเวลาเกือบ 16 ปี คณะกรรมการผู้ชำระบัญชีของ ปรส. ได้ดำเนินการชำระบัญชีเสร็จสิ้นแล้ว ทางกระทรวงการคลังจึงได้นำเรื่องเสนอ ครม. รัฐบาล “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” นายกรัฐมนตรี รับทราบรายงานการชำระบัญชีที่เสร็จสิ้นของ ปรส. เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2561 ที่ผ่านมา

โดยกระทรวงการคลังรายงานสรุปสาระสำคัญ ดังนี้ 1.การจัดการเลิกจ้างและจ่ายค่าชดเชยตามกฎหมายแรงงานให้แก่พนักงานของ ปรส. ที่ยังปฏิบัติงานอยู่หลังวันที่คณะรัฐมนตรีมีมติยุบเลิก ปรส. จำนวน 18 คน โดยได้เลิกจ้างและจ่ายค่าชดเชยพนักงาน

2.การติดต่อชำระหนี้หรือยื่นคำทวงหนี้ต่อคณะกรรมการผู้ชำระบัญชีของ ปรส. พบว่า มีเจ้าหนี้จำนวน 22 ราย และลูกหนี้ จำนวน 1 ราย ซึ่ง ปรส.ได้จัดการใช้หนี้เงินเสร็จสิ้นไปตามมาตรา 1253 วรรคสอง แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์แล้ว

3.การบริจาคทรัพย์สินของ ปรส. แทนการจำหน่ายก่อนการยุบเลิกและชำระบัญชีของ ปรส. เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2545 คณะกรรมการ ปรส.ได้ประมูลขายทรัพย์สินของ ปรส.ที่ไม่ได้ใช้งาน และได้บริจาคทรัพย์สินให้ส่วนราชการที่แจ้งความจำนงขอรับบริจาครวม 7 แห่ง เป็นเงิน 794,461.38 บาท รวมทั้งได้ตัดจำหน่ายทรัพย์สินที่ไม่สามารถรื้อถอนได้ เป็นค่าใช้จ่ายจำนวนเงิน 595,438.41 บาท

สำหรับทรัพย์สินที่มีชื่อบริจาคให้หน่วยราชการที่เคยแสดงความจำนงขอมาแต่ไม่มารับ ปรส.ได้รวบรวม และมอบให้สำนักงานอัยการสูงสุดนำไปใช้ประโยชน์ ส่วนอุปกรณ์และเครื่องใช้สำนักงานที่ใช้งานไม่ได้ และที่ยังเหลืออยู่บางชิ้นเพื่อการใช้งาน ได้บริจาคให้มูลนิธิพระดาบส นำไปปรับปรุงใช้ในการเรียนการสอนของโรงเรียนพระดาบส

และ 4.ปัญหาสำคัญที่ทำให้การชำระบัญชีของ ปรส.ยืดเยื้อเป็นเวลานาน คือ การดูแลติดตามคดีที่ ปรส.ถูกฟ้องเป็นจำเลยร่วม ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณาในขั้นตอนต่าง ๆ ของศาล ตั้งแต่ยังไม่ยุบเลิก ปรส.

“ขณะที่ ครม.มีมติให้ยุบเลิก ปรส. และกระทรวงการคลังมีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการผู้ชำระบัญชี ปรส.นั้น มีคดีที่ ปรส.ถูกฟ้องเป็นจำเลยร่วมค้างอยู่จำนวน 25 คดี คิดเป็นทุนทรัพย์จำนวน 615,276,523.86 บาท คดีเหล่านี้ศาลได้พิพากษายกฟ้อง และคดีสิ้นสุดทั้งหมด โดยคดีสุดท้ายที่ศาลฎีกาได้พิพากษายกฟ้อง เมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2560 การที่คดีความเหล่านี้ต้องใช้เวลาในการพิจารณาในขั้นตอนต่าง ๆ ของศาลเป็นเวลานานถึง 15 ปี ทำให้การชำระบัญชีของ ปรส.ไม่สามารถดำเนินการให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว”

อย่างไรก็ตาม เมื่อการชำระบัญชีสิ้นสุด ปรส.ได้นำส่งเงินคืนให้กระทรวงการคลัง จำนวน 871,903,880.10 บาท ประกอบด้วย ทุนประเดิมของ ปรส. 500 ล้านบาท และรายได้จากค่าธรรมเนียมการดำเนินการขายสินทรัพย์ของสถาบันการเงินที่ถูกสั่งให้ระงับกิจการ รวมทั้งรายได้จากการลงทุนระยะสั้น ซึ่ง ปรส.ได้ปิดบัญชีธนาคารและนำส่งกระทรวงการคลัง รวมเป็นเงิน 38,595,385.11 บาท และนำส่งเงินสดที่เหลือคืนจากเงินทดรองจ่าย 3,700 บาท ให้แก่กระทรวงการคลัง เป็นงวดสุดท้าย

หลังจากนี้ เมื่อรายงานการชำระบัญชี ปรส.ลงประกาศในราชกิจจานุเบกษา ก็จะถือว่าเป็นการ “ปิดฉาก ปรส.” องค์กรแห่งประวัติศาสตร์ที่เกิดขึ้นมาท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจครั้งใหญ่ของประเทศไทยอย่างสมบูรณ์

รับข่าวสาร ผ่านแฟนเพจเฟซบุ๊ก ประชาชาติธุรกิจออนไลน์ อย่าลืมกดติดตาม
และกดปุ่ม See first (เห็นโพสต์ก่อน)
www.facebook.com/PrachachatOnline
ทวิตเตอร์ @prachachat

ติดตามอ่านข่าวสารจากประชาชาติออนไลน์ ทันสมัย-ทันใจ
ดาวน์โหลดผ่านแอปพลิเคชั่น >> Prachachat << ได้แล้ววันนี้
ทั้งระบบ ios และ android

อ่านประชาชาติธุรกิจ ทั้งฉบับผ่าน e-Newspaper
ได้ที่แอปพลิเคชั่น Ookbee เลือก “ประชาชาติ”