ความเท่าเทียมระหว่างเพศใน สตช.-
คอลัมน์ นอกรอบ
โดย ศาสตราจารย์พิเศษ อธึก อัศวานันท์
หลายวันที่ผ่านมามีข่าวเรื่องสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ยกเลิกการจัดสรรอัตราในการรับสมัครและสอบคัดเลือกข้าราชการตำรวจและบุคคลภายนอกเพศหญิงเข้าเป็นนักเรียนนายร้อยตำรวจ และทั้งงดไม่รับสมัครบุคคลภายนอกเพศหญิงที่มีวุฒิเนติบัณฑิตจากเนติบัณฑิตยสภาเพื่อบรรจุและแต่งตั้งเข้ารับราชการเป็นรองสารวัตร (สอบสวน)
ข่าวนี้เป็นเรื่องน่าทึ่ง Convention on the Elimination of All Forms of Discrimination Against Women 1979 ขององค์การสหประชาชาติได้เริ่มขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2522 และประเทศไทยก็เข้าร่วมเป็นภาคีโดยวิธี accession เมื่อ 9 สิงหาคม 2528 โดยที่เราเรียกอนุสัญญานี้ว่า “อนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรีในทุกรูปแบบ” อนุสัญญามีสาระสำคัญหลายประการเพื่อขจัด การเลือกปฏิบัติต่อสตรี
การ “เลือกปฏิบัติต่อสตรี” ที่อนุสัญญานี้มุ่งจะขจัดหมายถึงการแบ่งแยก การกีดกัน หรือการจำกัดใด ๆ เพราะเหตุแห่งเพศ โดยมีผลหรือความประสงค์ที่จะทำลายหรือทำให้เสื่อมเสีย การยอมรับ การได้อุปโภค หรือการใช้สิทธิโดยสตรี โดยไม่คำนึงถึงสถานภาพด้านการสมรสบนพื้นฐานของความเสมอภาคของบุรุษและสตรีของสิทธิมนุษยชน ฯลฯ (มาตรา 1) อนุสัญญานี้ยังกำหนดให้ประเทศที่เป็นภาคี (รวมไทยด้วย) มีมาตรการขจัดความลำเอียงและประเพณีที่มีพื้นฐานของความคิดที่ว่าเพศหนึ่งมีข้ออ่อนด้อยกว่าอีกเพศหนึ่ง หรือเพศหนึ่งมีความเหนือกว่าอีกเพศหนึ่ง (ข้อ 5)
เรื่องนี้ก็เป็นพันธกรณีที่ประเทศไทยเรารับมา จึงเป็นหน้าตาของประเทศไทยที่ข้าราชการที่ดีของประเทศไทยจะต้องปฏิบัติตามพันธกรณีนี้ ซึ่งเป็นพันธกรณีที่ใหญ่เกินกว่าที่คนสองคนหรือกลุ่มบุคคลใดบุคคลหนึ่งจะตัดสินใจฉีกทำลายพันธะของชาติเราทิ้งเอาดื้อ ๆ โดยให้เหตุผลว่างานหนักเกินกว่าที่เพศหญิงจะรับได้ การไปคิดว่าเพศหญิงมีข้ออ่อนด้อยกว่าเพศชายเป็นเรื่องที่ข้อ 5 ของอนุสัญญานี้เขาบอกว่าเป็นหน้าที่ของรัฐบาลไทยจะต้องกำจัดความคิดเช่นนี้ครับ เขาให้เพศหญิงคิดและตัดสินใจหาทางเลือกของเขาเอง
ต่อมาสภานิติบัญญัติแห่งชาติก็ได้ตราพระราชบัญญัติความเท่าเทียมระหว่างเพศ พ.ศ. 2558 (ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 132 ตอนที่ 18 ก วันที่ 13 มีนาคม 2558 หน้า 17) ขึ้น เพื่อให้สอดคล้องกับหลักการสิทธิมนุษยชนสากลตามพันธกรณีระหว่างประเทศ โดยมาตรา 17 บัญญัติว่า
“การกำหนดนโยบาย กฎ ระเบียบ ประกาศ มาตรการ โครงการ หรือวิธีปฏิบัติของหน่วยงานของรัฐ องค์กรเอกชน หรือบุคคลใดในลักษณะที่เป็นการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศจะกระทำมิได้…”
แค่นี้นโยบายของสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่ให้รับสมัครแต่เพศชายโดยไม่รับเพศหญิงนั้น น่ากลัวว่าจะขัดต่อกฎหมายมาตรานี้เสียแล้ว ถ้าสำนักงานตำรวจแห่งชาติไม่ยอมแก้ ท่านที่มีส่วนเกี่ยวข้องอาจไปร้องที่ศาลปกครองขอให้เพิกถอนนโยบายของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ หรือร้องเรียนไปที่คณะกรรมการวินิจฉัยการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศที่แต่งตั้งโดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ก็ได้
แต่ถ้ายังไม่มีการตั้งคณะกรรมการนี้ไม่เป็นไรครับ สามารถร้องเรียนไปที่บิ๊กตู่ ท่านนายกรัฐมนตรีของเราเพราะท่านเป็นประธานคณะกรรมการส่งเสริมความเท่าเทียมระหว่างเพศตามกฎหมายฉบับนี้
นอกเหนือจากพระราชบัญญัติ พ.ศ. 2558 แล้ว ในปัจจุบันรัฐธรรมนูญ 2560 ก็มีมาตรา 27 บัญญัติว่า
“…ชายและหญิงมีสิทธิเท่าเทียมกัน
“การเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อบุคคล ไม่ว่าด้วยเหตุความแตกต่างในเรื่องถิ่นกําเนิด เชื้อชาติ ภาษา เพศ…จะกระทํามิได้”
ดังนั้น นอกจากนโยบายของสำนักงานตำรวจแห่งชาติดังกล่าวจะหมิ่นเหม่กับการขัดต่อกฎหมายแล้ว ยังอาจจะขัดต่อรัฐธรรมนูญอีก เรียกว่าถูกหวยสองเด้ง
ถ้าเราไปเปิดดูกฎหมายเพิ่มขึ้นจะเห็นว่า ถ้าสำนักงานตำรวจแห่งชาติไม่แก้ไขเรื่องนี้ คณะกรรมการผู้ตรวจการแผ่นดินท่านมีอำนาจและหน้าที่ที่จะต้องดำเนินการตามมาตรา 230 และ 231 แห่งรัฐธรรมนูญ 2560 ส่วนกรรมการสิทธิมนุษยชนก็มีอำนาจและหน้าที่ที่จะดำเนินการตามมาตรา 247 (3) แห่งรัฐธรรมนูญ 2560 อยู่แล้ว
ผมหวังว่าสถาบันตำรวจของเราจะพิจารณาเรื่องนี้อีกครั้งหนึ่ง เพื่อหลีกเลี่ยงการที่จะสุ่มเสี่ยงกับการถูกรุมประณามจากสังคมและนานาชาติว่าราชการตำรวจไทยมีการออกกฎเหยียดเพศโดยท้าทายต่อพันธกรณีของชาติที่มีต่อสังคมนานาประเทศ ท้าทายต่อบทบัญญัติของพระราชบัญญัติ และของรัฐธรรมนูญ
รับข่าวสาร ผ่านแฟนเพจเฟซบุ๊ก ประชาชาติธุรกิจออนไลน์
อย่าลืมกดติดตาม และกดปุ่ม See first (เห็นโพสต์ก่อน)
www.facebook.com/PrachachatOnline
ทวิตเตอร์ @prachachat
ติดตามอ่านข่าวสารจากประชาชาติออนไลน์ ทันสมัย-ทันใจ
ดาวน์โหลดผ่านแอปพลิเคชั่น >> Prachachat << ได้แล้ววันนี้
ทั้งระบบ ios และ android
อ่านประชาชาติธุรกิจ ทั้งฉบับผ่าน e-Newspaper
ได้ที่แอปพลิเคชั่น Ookbee เลือก “ประชาชาติ”
