1 ทศวรรษ วิกฤตการเงินโลก-
เดือนกันยายนปีนี้เป็นเดือนครบรอบ 10 ปีของวิกฤตการเงินโลก ซึ่งนับตั้งแต่ 15 ก.ย. 2551 อันเป็นวันที่บริษัทหลักทรัพย์ขนาดใหญ่ของโลกที่ชื่อ “เลห์แมน บราเธอร์ส” ยื่นล้มละลาย
ในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา มีหลายประเด็นที่น่าสนใจและควรครุ่นคิดต่อ แต่ผมขอเสนอประเด็นในวาระครบทศวรรษวิกฤตการเงินโลกในแบบของผมประมาณ 3-4 ประเด็น ดังนี้
ประเด็นแรก วิกฤตการเงินโลกที่เกิดขึ้นเมื่อ 10 ปีก่อนเป็นที่ถกเถียงในเชิงเศรษฐศาสตร์ การกำกับดูแลสถาบันการเงิน และกระบวนการช่วยเหลือและอุ้มผู้เสียหายจากวิกฤตเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการใช้เงินภาษีประชาชนจำนวนมากเข้าช่วยเหลือสถาบันการเงินจนสร้างความโกรธแค้นแก่ประชาชนจำนวนมากและสั่งสมมาตลอดทศวรรษที่ผ่านมา และเปลี่ยนภูมิทัศน์ทางการเมืองในหลายประเทศอย่างมาก
ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ ชัยชนะเลือกตั้งประธานาธิบดีของนายโดนัลด์ ทรัมป์
อย่างไรก็ตาม ในเชิงวิชาการเศรษฐศาสตร์ ความสามารถของวิชาเศรษฐศาสตร์และหลักการเชื่อมั่นในกลไกตลาดเสรีโดยไม่มีการกำกับ ยังเป็นที่ตั้งคำถามและกังขาในเชิงวิชาการต่อไป แต่นโยบายการกำกับสถาบันการเงินและการดูแลความเสี่ยงระบบการเงินและเสถียรภาพการเงินดีกว่า 10 ปีก่อนเป็นอย่างมาก
กล่าวคือ ทำให้มีการกำกับขนาดของทุนรวมทั้งคุณภาพของเงินทุน
ขณะที่สถาบันการเงินที่มีขนาดใหญ่ และมีความสำคัญต่อระบบการเงินจะต้องมีทุนที่มาก และเป็นเงินทุนที่สภาพคล่องสูงมาก และจะได้รับการกำกับสอดส่องอย่างใกล้ชิดเป็นพิเศษ
นอกเหนือจากนี้มีการทดสอบภาวะวิกฤต (stress testing) เพื่อให้แน่ใจว่าทุกสถาบันการเงินจะไม่ล้มเมื่อเกิดวิกฤตเศรษฐกิจที่มีความรุนแรงระดับปกติ (แต่ระดับวิกฤตเศรษฐกิจที่รุนแรงมากกว่าปกตินั้นยังเป็นที่สงสัยว่าจะรับมือได้หรือไม่)
นอกจากนี้ สถาบันการเงินทั่วโลกปัจจุบันมีขนาดของทุนที่สูงกว่าเมื่อ 10 ปีก่อนเป็นอย่างมาก ทำให้มั่นใจได้ว่าจากนี้ไปถ้ามีวิกฤตเศรษฐกิจระดับปกติเกิดขึ้น สถาบันการเงินจะไม่ล้มตามกันไปทั่วโลก หรือก่อให้เกิดความกังวลต่อตลาดว่าจะล้มกันเป็นทอด ๆ ดังที่เคยกังวลกันในเดือนนี้เมื่อ 10 ปีก่อน
ประเด็นที่สอง หลังวิกฤตเศรษฐกิจระดับหนี้สินในภาพรวมไม่ได้ลดลง (no deleveraging) เพราะธนาคารกลางและรัฐบาลต่าง ๆ ทั่วโลกพร้อมใจกันเป็นหนึ่งเดียวในการใช้นโยบายการเงินและการคลังในการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างเต็มที่
ประเทศที่ดำเนินนโยบายด้านนี้เป็นพิเศษและส่งผลบวกต่อประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกด้วย คือ สหรัฐ จีน ญี่ปุ่น โดยเฉพาะจีนที่หลังวิกฤตเลห์แมน บราเธอร์สเกิดไม่นาน
จีนประกาศแผนกระตุ้นเศรษฐกิจมูลค่า 4 ล้านล้านหยวน ทำให้ไม่เพียงแต่เศรษฐกิจจีนในตอนนั้นจะได้รับผลกระทบไม่มากจากวิกฤตเศรษฐกิจ แต่ผลบวกของนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจจีนส่งผลบวกทั่วโลกด้วย
ขณะที่สหรัฐในตอนนั้นนโยบายการเงินอยู่ในการนำของศาสตราจารย์เศรษฐศาสตร์ที่เชี่ยวชาญเรื่องวิกฤตเศรษฐกิจขนาดใหญ่เป็นพิเศษที่ชื่อเบน เบอร์นันเก้ ทำให้สามารถดำเนินนโยบายการเงินแบบเพิ่มปริมาณเงินและกดดอกเบี้ยนโยบายให้ต่ำที่สุดที่ 0% ที่เรียกว่า QE ได้ทันที ทำให้ความกังวลในตลาดลดลง
ด้วยดอกเบี้ยทั่วโลกที่ต่ำที่สุดในรอบ 5,000 ปี (จากการประเมินของ Merill Lynch Bofa) การเพิ่มปริมาณเงินและการคลังแบบนี้เองทำให้เกิดการสร้างหนี้ไปทั่วโลก โดยเฉพาะหนี้สินในจีนเป็นจำนวนมาก
แต่เมื่อระดับ GDP ทั่วโลกที่ขยายตัว พบว่าถ้านำหนี้สินไปเทียบกับ GDP แล้วพบว่าแม้ว่าหนี้สินทั่วโลกเพิ่มขึ้นมาก แต่ GDP โลกและในหลายประเทศเพิ่มขึ้นเช่นกัน และทำให้สัดส่วนหนี้สินทั่วโลกต่อ GDP โลกตลอด 10 ปีที่ผ่านมานี้ไม่ได้สูงมากเมื่อเทียบกับ 10 ปีก่อน แต่ไม่ได้หมายความว่าเราปลอดภัย เพราะถ้า GDP โลกชะลอตัวอย่างมากกว่าปกติ ในกรณีที่ว่านี้ระดับหนี้สินที่สูงมากในปัจจุบันจะส่งผลลบซ้ำเติม GDP โลกและตลาดหุ้นประเทศอื่น ๆ ทั่วโลกให้แย่และวนกลับมากระทบเศรษฐกิจและตลาดหุ้นโลก วนไปมาเชิงลบอยู่อย่างนี้ (negative feedback loop)
และถ้าไม่หยุดวงจรป้อนกลับไปมาเชิงลบแบบนี้ วิกฤตเศรษฐกิจครั้งใหญ่ที่รุนแรงมากกว่าปกติจะเกิดขึ้นได้อีกในอนาคต
สาม วิกฤตเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นเมื่อ 10 ปีก่อน และนโยบายแก้ปัญหาและบรรเทาผลกระทบที่ดำเนินไปนั้นแม้ว่าจะช่วยฟื้นเศรษฐกิจโลก แต่สร้างความแตกต่างความเหลื่อมล้ำทางรายได้และคุณภาพชีวิตมหาศาลทั้งในประเทศตะวันตกและทั่วโลก ซึ่งนี่จะช่วยสร้างผู้นำทางการเมืองที่มีทัศนคติแก้ไขปัญหาแบบสุดโต่ง เข้ามาแก้ปัญหาแต่จะแก้ปัญหาได้หรือไม่เป็นเรื่องที่ไม่อภิปรายหรือพาดพิงในที่นี้ แต่นี่คือแนวโน้มผู้นำทางการเมืองที่จะเกิดขึ้น
สุดท้ายในอนาคตข้างหน้าใน 10 ปีจากนี้ไป ในปีใดปีหนึ่งข้างหน้าสหรัฐน่าจะประสบปัญหาภาวะเศรษฐกิจถดถอยเชิงเทคนิค จีนเองน่าจะมีปัญหาจากกับดักหนี้สินที่สร้างไว้อย่างมาก แต่ในความเป็นจริงวิกฤตเศรษฐกิจการเงินระดับโลกอาจจะมาจากปัจจัยหรือประเทศอื่น ๆ ที่เราไม่ได้คาดคิดก็ได้
เพราะฉะนั้น เราไม่ควรประมาทเกินไปนัก
อีกทั้งเราไม่สามารถหยั่งรู้ว่าเศรษฐกิจจะชะลอตัวลงมาก หรือจะเกิดวิกฤตเศรษฐกิจวันไหนเวลาไหน แน่นอนว่าก่อนเดือนนี้เมื่อ 10 ปีก่อน ไม่มีใครทราบเช่นกันว่าจะเกิดวิกฤตเศรษฐกิจการเงินระดับโลก
สำหรับผมแม้ตอนนี้กล่าวได้ว่าเราฉลาดหลังเหตุการณ์ แต่บทเรียนจากเหตุการณ์และประสบการณ์ที่ได้มาจาก 10 ปีก่อนนั้น เป็นเรื่องไม่สูญเปล่าและทรงคุณค่าอย่างมาก ในการอ่านทิศทางตลาดและบริหารเงินลงทุน
รับข่าวสาร ผ่านแฟนเพจเฟซบุ๊ก ประชาชาติธุรกิจออนไลน์ อย่าลืมกดติดตาม
และกดปุ่ม See first (เห็นโพสต์ก่อน)
www.facebook.com/PrachachatOnline
ทวิตเตอร์ @prachachat
ติดตามอ่านข่าวสารจากประชาชาติออนไลน์ ทันสมัย-ทันใจ
ดาวน์โหลดผ่านแอปพลิเคชั่น >> Prachachat << ได้แล้ววันนี้
ทั้งระบบ ios และ android
อ่านประชาชาติธุรกิจ ทั้งฉบับผ่าน e-Newspaper
ได้ที่แอปพลิเคชั่น Ookbee เลือก “ประชาชาติ”
