ห้าง ‘เมซีส์’ ต่อกรอีคอมเมิร์ซ ดึงร้านออนไลน์ร่วมทัพ..ปลุกรีเทล-
ช่วงไตรมาสสุดท้ายนับเป็นไฮซีซั่นของค้าปลีก เมื่อผู้บริโภคมีกำลังซื้อจากโบนัสและอยู่ในบรรยากาศจับจ่ายของขวัญสำหรับเทศกาลต่าง ๆ อย่างไรก็ตาม ตลอดหลายปีที่ผ่านมาผู้ค้าปลีกออฟไลน์ต้องสูญเสียลูกค้าให้กับออนไลน์อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่มแฟชั่นและอิเล็กทรอนิกส์ ทำให้ทุกรายต้องเร่งปรับตัว ไม่ว่าจะเป็นการจัดอีเวนต์ จัดพื้นที่ให้ถ่ายรูปลงอินสตาแกรม หรือเพิ่มไลน์สินค้าใหม่ ๆ ที่หาไม่ได้บนออนไลน์เพื่อดึงลูกค้ากลับมา
รายที่โดดเด่นจะเป็น “เมซีส์” หนึ่งในเชนค้าปลีกรายใหญ่ของสหรัฐ ได้ทดลองกลยุทธ์ใหม่หลายรูปแบบ อาทิ เปิดพื้นที่พ็อปอัพมาร์เก็ต ผนึกยักษ์โซเชียลเน็ตเวิร์ก “เฟซบุ๊ก” ดึงร้านออนไลน์และเพจต่าง ๆ มาร่วมออกร้าน รวมถึงนำเทคโนโลยีเวอร์ชวลเรียลิตี้ (VR) มาช่วยขายเฟอร์นิเจอร์ หรือติดตั้งกระจกอัจฉริยะให้ลูกค้าใช้ทดลองเครื่องสำอาง
โดยสำนักข่าวซีเอ็นบีซี รายงานว่า “เมซีส์” ร่วมมือกับ “เฟซบุ๊ก” เพื่อดึงร้านค้าขนาดกลาง-ขนาดเล็ก และ
อีคอมเมิร์ซแบรนด์รวม 150 แบรนด์ ในแคทิกอรี่ แฟชั่น บิวตี้ เอ็นเตอร์เทนเมนต์ ของตกแต่งบ้าน ฯลฯ มาออกร้านขายสินค้าในรูปแบบพ็อปอัพมาร์เก็ต “The Market @ Macy’s” ตลอดช่วงไตรมาสสุดท้าย พร้อมขยายจำนวนสาขาที่จัดกิจกรรมอีก 2 แห่ง รวมเป็น 12 สาขา ในคีย์โลเกชั่นของสหรัฐ อาทิ นิวยอร์ก, ลอส
แองเจลีส และแอตแลนตา หวังเพิ่มความหลากหลายของสินค้าโดยไม่ต้องเพิ่มสต๊อกระยะยาว พร้อมทั้งจับลูกค้าทั้งออนไน์และออฟไลน์ในคราวเดียว
“มาร์ก มาสโตนาดิ” รองประธานกรรมการบริหารฝ่ายพัฒนาธุรกิจของเมซีส์ อธิบายว่า การดึงร้านค้า
ออนไลน์มาร่วมในครั้งนี้เป็นการยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว เพราะร้านค้าเหล่านี้จะสามารถสร้างเครดิตและการรับรู้จากการวางสินค้าในห้าง ส่วนบริษัทเองได้ต่อยอดกิจกรรม The Market @ Macy’s ประสบความสำเร็จมาก เนื่องจากโมเดลดังกล่าวมีความคล่องตัว สามารถปรับเปลี่ยนตามฟีดแบ็กของลูกค้าได้ตลอด โดยตั้งแต่เดือนนี้จะขยายพื้นที่ของ The Market @ Macy’s เป็น 2 เท่าให้รับกับดีมานด์อีกด้วย
นอกจากดึงร้านค้าออนไลน์ร่วมแล้ว “เมซีส์” ติดตั้งแว่นวีอาร์ (VR) เพื่อให้ลูกค้าได้เห็นเฟอร์นิเจอร์แบบเสมือนจริง รวมถึงพัฒนาแอปให้ลูกค้าสามารถทดลองวางเฟอร์นิเจอร์ในบ้านของตนเองได้ นอกจากจะเพิ่มยอดใช้จ่ายต่อบิลในสาขาที่ติดตั้งได้กว่า 60% แล้ว ยังช่วยให้แต่ละสาขาไม่จำเป็นต้องเก็บสต๊อกสินค้าครบทุกสี รวมถึงลดเคสคืนสินค้าจากความไม่พอใจลง โดยจะติดตั้งครบ 70 สาขาในเดือน พ.ย.นี้
รวมถึงใช้กลยุทธ์เดียวกันกับแผนกความงาม โดยทดลองติดตั้งกระจกอัจฉริยะให้ลูกค้าสามารถทดลองลิปสติกและอายแชโดว์ได้มากเท่าที่ต้องการ พร้อมจัดเทรนนิ่ง “บิวตี้เพลย์กราวนด์” ให้พนักงานแผนกความงามเน้นอัพเดตเทรนด์สินค้าและเทรนด์แต่งหน้าล่าสุด ผ่านทางสมาร์ทโฟนและแท็บเลต ขณะเดียวกันก็ประกาศจ้างพนักงานชั่วคราวถึง 8 หมื่นตำแหน่งในช่วงเทศกาลช็อปปิ้งปลายปี
ทั้งนี้ค้าปลีกสหรัฐต่างคาดหวังกับช่วงโค้งท้ายเอาไว้มากเป็นพิเศษ เนื่องจากมีปัจจัยบวกหลายด้าน อาทิ การลดหย่อนภาษี อัตราว่างงานต่ำเป็นประวัติการณ์ ความเชื่อมั่นผู้บริโภคสูงขึ้น โดยค้าปลีกเกือบทุกรายต่างขยับคาดการณ์รายได้ปีนี้ให้สูงขึ้น และเตรียมลอนช์กลยุทธ์ของตนเองสำหรับช่วงไฮซีซั่น เช่น วอลมาร์ต จัดอีเวนต์นำเสนอและลดราคาของเล่นหวังดึงดูดกลุ่มครอบครัว ส่วนเจซีส์ เพนนี และนอร์ดสตรอม ยังอุบแผนการของตนเอาไว้อยู่
ค้าปลีกออฟไลน์ของสหรัฐจะสามารถสกัดการไหลออกของลูกค้าไปยังออนไลน์ได้หรือไม่ โดยเฉพาะเมื่อบริษัทวิจัยคาดว่าสัดส่วนยอดขายบนอีคอมเมิร์ซปลายปีนี้จะขยับเป็น 16% เพิ่มจาก 14% เมื่อช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว
รับข่าวสาร ผ่านแฟนเพจเฟซบุ๊ก ประชาชาติธุรกิจออนไลน์ อย่าลืมกดติดตาม
และกดปุ่ม See first (เห็นโพสต์ก่อน)
www.facebook.com/PrachachatOnline
ทวิตเตอร์ @prachachat
ติดตามอ่านข่าวสารจากประชาชาติออนไลน์ ทันสมัย-ทันใจ
ดาวน์โหลดผ่านแอปพลิเคชั่น >> Prachachat << ได้แล้ววันนี้
ทั้งระบบ ios และ android
อ่านประชาชาติธุรกิจ ทั้งฉบับผ่าน e-Newspaper
ได้ที่แอปพลิเคชั่น Ookbee เลือก “ประชาชาติ”
