เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ยูอาร์ซี เปิดเกมรุกครึ่งปีหลัง ส่ง ‘ชิกกี้’ ปั้นยอดขาย 100 ล้าน
Biz Movement ยูอาร์ซี เปิดเกมรุกครึ่งปีหลัง ส่ง ‘ชิกกี้’ ปั้นยอดขาย 100 ล้าน
กทม. เปิด Traffy Fondue แจ้งสถานประกอบการไม่ปลอดภัย ผนึกตำรวจลุยตรวจ 1,000 ร้านทั่วกรุง
News กทม. เปิด Traffy Fondue แจ้งสถานประกอบการไม่ปลอดภัย ผนึกตำรวจลุยตรวจ 1,000 ร้านทั่วกรุง
อ้วยอันโอสถ จับมือ ZUS Coffee เปลี่ยนภาพจำยาดม สู่ไอเท็มคนรุ่นใหม่
Biz Movement อ้วยอันโอสถ จับมือ ZUS Coffee เปลี่ยนภาพจำยาดม สู่ไอเท็มคนรุ่นใหม่
บางจากส่งมอบ SAF ผลิตในไทยครั้งแรกให้การบินไทย เปิดเที่ยวกรุงเทพฯ–สิงคโปร์
Business บางจากส่งมอบ SAF ผลิตในไทยครั้งแรกให้การบินไทย เปิดเที่ยวกรุงเทพฯ–สิงคโปร์
มช. จับมือ อว.-MTEC เปิด 2 นวัตกรรมเด่น “ชุดตรวจไผ่โบรอน AI – เลี้ยงปลาระบบ RAS” หนุนเชิงพาณิชย์
SD มช. จับมือ อว.-MTEC เปิด 2 นวัตกรรมเด่น “ชุดตรวจไผ่โบรอน AI – เลี้ยงปลาระบบ RAS” หนุนเชิงพาณิชย์
กรุงไทย-แอกซ่า ปั้นแคมเปญรับสังคมสูงวัย สร้างการรับรู้ Age Inclusion
Biz Movement กรุงไทย-แอกซ่า ปั้นแคมเปญรับสังคมสูงวัย สร้างการรับรู้ Age Inclusion
TrueID เปิดตัว ‘ตาตั้ง’ มินิแอปละครแนวตั้ง ลูกค้าทรู-ดีแทคจ่ายแค่ 39 บาทต่อเดือน
Tech TrueID เปิดตัว ‘ตาตั้ง’ มินิแอปละครแนวตั้ง ลูกค้าทรู-ดีแทคจ่ายแค่ 39 บาทต่อเดือน
สหรัฐคว่ำ Data Center ระดับไฮเปอร์สเกล
World สหรัฐคว่ำ Data Center ระดับไฮเปอร์สเกล
ตลาดหลักทรัพย์ฯ ชี้หุ้นไทยมีโอกาสไปต่อ ต้องสร้าง Action ดึงดูดฟันด์โฟลว์ต่างชาติต่อเนื่อง
Finance ตลาดหลักทรัพย์ฯ ชี้หุ้นไทยมีโอกาสไปต่อ ต้องสร้าง Action ดึงดูดฟันด์โฟลว์ต่างชาติต่อเนื่อง
‘อนุทิน’ ยกคณะบินคุย ’ผู้นำจีน’ เปิดโต๊ะดีลตัวต่อตัว 6 บริษัทยักษ์ใหญ่แดนมังกร
Politics ‘อนุทิน’ ยกคณะบินคุย ’ผู้นำจีน’ เปิดโต๊ะดีลตัวต่อตัว 6 บริษัทยักษ์ใหญ่แดนมังกร
ดูทั้งหมด

คุณและโทษ ปรับเงินเดือน-เลื่อนตำแหน่ง-

12 ต.ค. 2561 | 07:00น.

คอลัมน์ HR Corner

โดย ธำรงศักดิ์ คงคาสวัสดิ์ http://tamrongsakk.blogspot.com

มีกิจกรรมที่เกี่ยวกับเรื่องการปรับขึ้นเงินเดือนสำหรับองค์กรต่าง ๆ อยู่ 2 เรื่อง

เรื่องที่หนึ่ง คือ การขึ้นเงินเดือนประจำปีพนักงาน ซึ่งมักจะทำกันปีละครั้ง โดยการประเมินจากผลการปฏิบัติงาน แล้วบริษัทจะพิจารณาขึ้นเงินเดือนไปตามผลงานของพนักงานแต่ละคน ซึ่งปกติจะมีเปอร์เซ็นต์การขึ้นเงินเดือนเฉลี่ยกันอยู่ที่ 5 เปอร์เซ็นต์ต่อปี (เราขึ้นเงินเดือนกันปีละประมาณ 5 เปอร์เซ็นต์กันมาเกิน 10 ปีแล้วล่ะครับ ปีหน้าผมก็คาดว่าเปอร์เซ็นต์การขึ้นเงินเดือนก็คงอยู่เท่านี้แหละ)

ผมเคยเขียนเรื่อง “การขึ้นเงินเดือนประจำปีไม่ใช่ความก้าวหน้า” ไว้แล้ว (ใครสนใจก็ไปเสิร์ชหาคำนี้ในกูเกิลอ่านดูนะครับ จะได้เข้าใจสัจธรรมเรื่องนี้ได้ดีขึ้น)เรื่องที่สอง คือ การปรับเงินเดือนขึ้นเมื่อพนักงานได้รับการเลื่อนตำแหน่งให้สูงขึ้น มีความรับผิดชอบที่สูงขึ้น ซึ่งค่าเฉลี่ยในตลาดส่วนใหญ่จะอยู่ที่ 10 เปอร์เซ็นต์ แต่ไม่เกิน midpoint ของกระบอกถัดไป (ในกรณีที่บริษัทนั้น ๆ มีโครงสร้างเงินเดือน)

เมื่อมองจากวัตถุประสงค์ของการปรับเงินเดือนทั้ง 2 กรณีแล้ว จะเห็นว่ามีบริบทที่แตกต่างกันนะครับ

การขึ้นเงินเดือนประจำปีจะดูจากผลการปฏิบัติงานของพนักงานว่า ปีที่ผ่านมาทำงานได้ดี หรือไม่อย่างไร ถ้าที่ไหนมีระบบตัวชี้วัดผลงาน หรือ KPI (หรือเดี๋ยวนี้บางที่จะเรียก BSC-balanced scorecard หรือจะเรียก OKR-objectives & key result ผมถือว่าเป็นกลุ่มเดียวกันนะครับ เพราะทุกอย่างก็มาจาก MBO-management by objectives ของคุณปู่ปีเตอร์ดรักเกอร์ แหละครับ) หรือประเมินผลงานแบบจิตสัมผัส (rating scale) ก็จะดูว่าพนักงานคนนั้น ๆ มีผลการทำงานเป็นอย่างไร เข้าตาหัวหน้ามากน้อยแค่ไหน แล้วก็ขึ้นเงินเดือนกันไป แต่พนักงานยังคงทำงานเหมือนเดิมและอยู่ในตำแหน่งเดิม

ส่วนการปรับเงินเดือนเมื่อเลื่อนตำแหน่ง แม้ว่าจำเป็นจะต้องดูผลการประเมินประกอบด้วยก็ตาม แต่จะมีความแตกต่างจากการได้รับการปรับขึ้นเงินเดือนประจำปี คือ ตัวพนักงานจะต้องมีความรับผิดชอบเพิ่มสูงมากขึ้น ตามตำแหน่งที่ขยับเลื่อนขึ้นไป และถือว่าเป็นความก้าวหน้าในหน้าที่การงานของพนักงานคนนั้น

ท่านลองคิดดูสิครับว่า ถ้าเราได้รับการขึ้นเงินเดือนประจำปี กับการได้รับการปรับเงินเดือนเมื่อเลื่อนตำแหน่งให้สูงขึ้นนั้น อย่างไหนจะทำให้เรารู้สึกภาคภูมิใจมากกว่ากัน ?

เมื่อเข้าใจเรื่องที่ผมพูดมาข้างต้นแล้ว เราลองกลับมาดูว่าปัจจุบันในองค์กรของท่านมีการปฏิบัติเกี่ยวกับการขึ้นเงินเดือนประจำปี และการปรับเงินเดือนเมื่อเลื่อนตำแหน่งกันยังไงกันบ้าง

จะพบวิธีปฏิบัติอย่างนี้ครับ

1.บางบริษัทนำการขึ้นเงินเดือนประจำปีกับการปรับเงินเดือนเมื่อเลื่อนตำแหน่งมาไว้รวมเป็นก้อนเดียวกัน และจัดให้การขึ้นเงินเดือนประจำปี และการพิจารณาเลื่อนตำแหน่งอยู่ในเวลาเดียวกัน เช่น พิจารณารวมกันในเดือนธันวาคมของทุกปี

เวลาจะชี้แจงกับพนักงานว่าได้รับการขึ้นเงินเดือนกี่เปอร์เซ็นต์ และปรับเงินเดือนเมื่อเลื่อนตำแหน่งกี่เปอร์เซ็นต์ ก็จะชี้แจงไม่ได้ เช่น สมมุติปีนี้บริษัทมีงบประมาณขึ้นเงินเดือนประจำปีเฉลี่ย 5 เปอร์เซ็นต์ และบริษัทมีหลักเกณฑ์การปรับเงินเดือนเมื่อเลื่อนตำแหน่ง 10 เปอร์เซ็นต์

แต่พอมาทำให้อยู่ในช่วงเวลาเดียวกัน จะทำให้พนักงานที่ได้รับการเลื่อนตำแหน่งได้เปอร์เซ็นต์การปรับเงินเดือนรวมทั้งสองอย่างเท่ากับ 10 เปอร์เซ็นต์

พอพนักงานถามหัวหน้าว่าพอจะแยกให้ดูได้ไหมว่า เขาได้รับการขึ้นเงินเดือนประจำปีกี่เปอร์เซ็นต์ และได้รับการปรับเงินเดือนเนื่องจากเลื่อนตำแหน่งกี่เปอร์เซ็นต์ ผู้บริหารจะบอกว่า…มันก็รวม ๆ กันอยู่ในก้อนนั้นแหละ

ลองคิดแบบ “ใจเขา-ใจเรา”ดูสิครับ ว่าพนักงานที่ได้รับการเลื่อนตำแหน่งจะรู้สึกอย่างไร

2.บางบริษัทจะแยกการขึ้นเงินเดือนประจำปีออกจากการเลื่อนตำแหน่ง เช่น ขึ้นเงินเดือนประจำปีมีผลทุกเดือนมกราคม ส่วนการเลื่อนตำแหน่งและปรับเงินเดือนให้กับพนักงานที่ได้รับการเลื่อนตำแหน่งจะมีผลเดือนกรกฎาคมของทุกปี

ถ้าถามผมว่าเห็นด้วยกับข้อ 1 หรือข้อ 2 ก็ขอตอบจากประสบการณ์ ดังนี้ครับ

1.ถ้าจะรวมการขึ้นเงินเดือนประจำปีไว้กับการเลื่อนตำแหน่งให้อยู่ในเดือนเดียวกัน ก็ควรจะแยกงบประมาณทั้ง 2 ตัวนี้ออกจากกันให้ชัดเจน เช่น พนักงานมีผลการปฏิบัติงานเกรด B ได้รับการขึ้นเงินเดือน 8 เปอร์เซ็นต์ และได้รับการเลื่อนตำแหน่งได้รับการปรับเงินเดือนเนื่องจากเลื่อนตำแหน่ง 10 เปอร์เซ็นต์ รวมเป็น 18 เปอร์เซ็นต์ อย่างนี้จะทำให้สามารถชี้แจงพนักงานได้ชัดว่า พนักงานได้รับ rewards ในเรื่องไหนเท่าไหร่ (กี่เปอร์เซ็นต์)

2.ควรแยกการขึ้นเงินเดือนประจำปีออกจากการพิจารณาเลื่อนตำแหน่ง โดยทำตามแนวทางข้อ 2 ข้างต้น เพราะจะไม่ทำให้ผู้บริหารนำเอาเรื่อง 2 เรื่องที่บริบทต่างกันมาไว้ในคราวเดียวกัน และจะทำให้พนักงานเกิดความรู้สึกที่ดีว่าได้รับการยอมรับ และไว้วางใจจากฝ่ายบริหารให้ดำรงตำแหน่งที่สูงขึ้น

แตกต่างจากการขึ้นเงินเดือนประจำปี ซึ่งมีการพิจารณากันไปตามผลการปฏิบัติงานตามปกติ ไม่ได้เป็นเรื่องของการให้การยอมรับ และไว้วางใจให้พนักงานดำรงตำแหน่งสูงขึ้นแต่อย่างใด

ตรงนี้ก็ได้แต่เพียงเป็นการแชร์ไอเดียจากประสบการณ์ของผมเท่านั้น ส่วน HR หรือผู้บริหารองค์กรใดจะเห็นด้วยหรือไม่ อย่างไร ก็คงแล้วแต่การตัดสินใจของผู้บริหารในองค์กรนั้น ๆ

ผมเลยขอตบท้ายด้วยคำสอนของอดีตนายเก่าผมท่านหนึ่งที่ผมเคารพนับถือว่า….ก่อนให้ คิดให้ดี ให้แล้วต้องเป็นบุญคุณ ถ้าให้แล้ว ผู้รับไม่รู้สึกว่าเป็นบุญคุณ ก็อย่าให้ ไม่งั้นการให้นั้นจะสูญเปล่า

อย่าเสียน้อย เสียยาก…เสียมาก เสียง่าย เลยครับ

รับข่าวสาร ผ่านแฟนเพจเฟซบุ๊ก ประชาชาติธุรกิจออนไลน์ อย่าลืมกดติดตาม
และกดปุ่ม See first (เห็นโพสต์ก่อน)
www.facebook.com/PrachachatOnline
ทวิตเตอร์ @prachachat

ติดตามอ่านข่าวสารจากประชาชาติออนไลน์ ทันสมัย-ทันใจ
ดาวน์โหลดผ่านแอปพลิเคชั่น >> Prachachat << ได้แล้ววันนี้
ทั้งระบบ ios และ android

อ่านประชาชาติธุรกิจ ทั้งฉบับผ่าน e-Newspaper
ได้ที่แอปพลิเคชั่น Ookbee เลือก “ประชาชาติ”