เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
สุริยะ คาดไม่เกิน 30 วัน ส่งออกกุ้งไทย ไปมาเลเซียได้
Politics สุริยะ คาดไม่เกิน 30 วัน ส่งออกกุ้งไทย ไปมาเลเซียได้
ตลาดหลักทรัพย์ฯ เพิ่มเกณฑ์กำกับดูแล บจ. เข้มเปิดเผยข้อมูล ขึ้นเครื่องหมาย C มีผลตั้งแต่ 1 ก.ค. 69
Finance ตลาดหลักทรัพย์ฯ เพิ่มเกณฑ์กำกับดูแล บจ. เข้มเปิดเผยข้อมูล ขึ้นเครื่องหมาย C มีผลตั้งแต่ 1 ก.ค. 69
DPU ชู 3 งานวิจัยนวัตกรรมเกาะเกร็ด ดึงนักศึกษาลงพื้นที่ยกระดับ GI–ท่องเที่ยว
Uncategorized DPU ชู 3 งานวิจัยนวัตกรรมเกาะเกร็ด ดึงนักศึกษาลงพื้นที่ยกระดับ GI–ท่องเที่ยว
เริ่มมีผลแล้ว! ค่าธรรมเนียมธนาคารมาตรฐานใหม่ 19 รายการ ทยอยบังคับใช้ถึง ต.ค. 2569
Finance เริ่มมีผลแล้ว! ค่าธรรมเนียมธนาคารมาตรฐานใหม่ 19 รายการ ทยอยบังคับใช้ถึง ต.ค. 2569
ป.ป.ส.กาง 3 พิรุธ ‘แอร์สาว’ – นักกฎหมายแง้มช่องสู้คดีแต่ยาก
News ป.ป.ส.กาง 3 พิรุธ ‘แอร์สาว’ – นักกฎหมายแง้มช่องสู้คดีแต่ยาก
หุ้นไทยปิดวันนี้ (1 ก.ค.) ที่ 1,588.23 จุด ลดลง 3.01 จุด (-0.19%) เช้าแตะระดับ 1,600 จุด บ่ายถูกขายทำกำไร
Finance หุ้นไทยปิดวันนี้ (1 ก.ค.) ที่ 1,588.23 จุด ลดลง 3.01 จุด (-0.19%) เช้าแตะระดับ 1,600 จุด บ่ายถูกขายทำกำไร
‘สีหศักดิ์’ ขอสภาฯ อย่าหั่นงบ กต. แจงต้องใช้เพื่อพัฒนาประเทศ
Politics ‘สีหศักดิ์’ ขอสภาฯ อย่าหั่นงบ กต. แจงต้องใช้เพื่อพัฒนาประเทศ
พิพัฒน์ ลั่น ‘คมนาคม’ ลุยป้องกันน้ำท่วม ประกาศ “ยุคผมไม่รับส่วย”
Politics พิพัฒน์ ลั่น ‘คมนาคม’ ลุยป้องกันน้ำท่วม ประกาศ “ยุคผมไม่รับส่วย”
‘เทอร์โมมิเตอร์’ คือ ดัชนีชี้วัดเศรษฐกิจตัวใหม่ ภายในปี 2029 ของชาวยุโรป
Economic ‘เทอร์โมมิเตอร์’ คือ ดัชนีชี้วัดเศรษฐกิจตัวใหม่ ภายในปี 2029 ของชาวยุโรป
บีโอไอ อนุมัติ “เอเอที” ลงทุน 7,400 ล้านบาท ผลิตมาสด้า B-SUV MHEV ใน ปี 2570 
Automotive บีโอไอ อนุมัติ “เอเอที” ลงทุน 7,400 ล้านบาท ผลิตมาสด้า B-SUV MHEV ใน ปี 2570 
ดูทั้งหมด

สกว.สร้างงานวิจัยเชิงพื้นที่ ปูพรมสู่พัฒนาจังหวัดอย่างยั่งยืน-

05 ธ.ค. 2561 | 07:00น.

เพื่อสร้างระบบงานวิจัยที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการและเป้าหมายของพื้นที่ให้ได้มากที่สุด หน่วยบูรณาการวิจัยและความร่วมมือเพื่อพัฒนาเชิงพื้นที่ สํานักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) จึงทำ “โครงการนวัตกรรมการจัดการงานวิจัยเชิงพื้นที่” โดย สกว.มีการให้ทุนกับมหาวิทยาลัยโดยตรง เพื่อให้มหาวิทยาลัยในพื้นที่ หรือจังหวัดนั้น ๆ สร้างชุดโครงการวิจัยที่มาจากโจทย์ของคนในพื้นที่จริง ๆ

“ดร.กิตติ สัจจาวัฒนา” ผู้อำนวยการหน่วยบูรณาการวิจัยและความร่วมมือเพื่อการพัฒนาเชิงพื้นที่ สกว. ให้รายละเอียดว่า โครงการนี้เป็นการให้ทุนแบบ matching fund คือ ทุนวิจัยมาจาก สกว. และมหาวิทยาลัยฝ่ายละครึ่ง ซึ่งกำหนดให้ผู้บริหารมหาวิทยาลัยเป็นหัวหน้าโครงการ แล้ว สกว.จะนำเครื่องมือต่าง ๆ ไปช่วยพัฒนาระบบจัดการงานวิจัย รวมถึงจัดระบบพี่เลี้ยงเข้าไปสนับสนุน และให้คำแนะนำกับมหาวิทยาลัยตลอดโครงการ

สำหรับปีแรกของการดำเนินงาน (ปีงบประมาณ 2560/2561) มีมหาวิทยาลัยของรัฐและเอกชนเข้าร่วมโครงการ 24 แห่ง งบประมาณการร่วมทุนอยู่ที่ 105 ล้านบาท ทุกมหาวิทยาลัยได้ทำโครงการวิจัยย่อยรวมทั้งหมด 325 โครงการ และเกิดการพัฒนานักวิจัยที่ทำงานพัฒนาพื้นที่ 1,005 คน โดยได้สร้างนักวิจัยรุ่นใหม่ที่ผ่านการพัฒนาระบบคิดและทดลองการทำงานเชิงพื้นที่ 529 คน และนักจัดการงานวิจัยที่จะเป็นกำลังสำคัญของมหาวิทยาลัยและพื้นที่ 142 คน

“เราเน้นทำโครงการกับมหาวิทยาลัยขนาดกลางและขนาดเล็ก โดยเฉพาะมหาวิทยาลัยที่อยู่ในท้องถิ่น ซึ่งเรามีระบบการติดตามผลชัดเจน แต่ละมหาวิทยาลัยต้องเจอกับ สกว.อย่างน้อย 4 ครั้ง ต่อการจัดการทุน 1 รอบ บวกกับการมีระบบพี่เลี้ยงที่เข้ามาช่วยกระตุ้นการทำงาน ทำให้โครงการวิจัยส่วนใหญ่มีความก้าวหน้าและแล้วเสร็จภายใน 1 ปี”

“ดร.กิตติ” ประเมินภาพรวมโครงการว่า ประสบความสำเร็จเกิน 80% แต่ปัญหาที่เจอ คือ นักวิจัยยังคุ้นชินกับการทำงานวิจัยแบบเดิม แต่เมื่อพวกเขาปรับรูปแบบการทำงานวิจัยใหม่ ได้เจอกับโจทย์จริงจากพื้นที่ ก็ทำให้ทัศนคติการทำงานเปลี่ยนไป และมีการบูรณาการการทำงานวิจัยมากขึ้น

“แผนการดำเนินงานของปีหน้า เราจะทำมาตรฐานการจัดการงานวิจัย เพื่อให้มีระบบการจัดการงานวิจัยที่ดีให้กับมหาวิทยาลัย และทำ benchmarking ของประเทศ เพื่อควบคุมคุณภาพงานวิจัย ซึ่งหากมีระบบบริหารจัดการที่ดี จะทำให้เราเกิดความมั่นใจ และอาจให้งบฯทั้งก้อนให้มหาวิทยาลัยไปดูแลเอง นอกจากนั้นจะเพิ่มจำนวนพี่เลี้ยงให้มากขึ้น เพื่อสามารถเข้าถึงโครงการวิจัยในแต่ละพื้นที่ได้ครอบคลุมกว่าเดิม”

ทั้งนี้ หนึ่งในมหาวิทยาลัยที่เข้าร่วมโครงการนวัตกรรมการจัดการงานวิจัยเชิงพื้นที่ คือ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย (มทร.ศรีวิชัย) โดย “ผศ.ดร.อภิรักษ์ สงรักษ์” ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนา มทร.ศรีวิชัย กล่าวว่า สิ่งที่ได้จากโครงการนี้ คือ วิธีการขึ้นโจทย์จากพื้นที่ และสามารถสร้างผลกระทบได้จริง ซึ่งต้องมีโจทย์ก่อนแล้วนำนักวิจัยมาทีหลัง และการมีกรอบเวลาการทำงานที่ชัดเจน มีพี่เลี้ยงจาก สกว. ทำให้ทุกโครงการสามารถทำวิจัยเสร็จภายใน 1 ปี

โดย มทร.ศรีวิชัย ได้ทำโครงการนวัตกรรมการจัดการงานวิจัยเชิงพื้นที่ทั้ง 3 แคมปัส คือ จังหวัดสงขลา, นครศรีธรรมราช และตรัง ซึ่งสำหรับงานวิจัยใน จ.สงขลา ได้เข้าไปร่วมพัฒนาเมืองเก่าสงขลาสู่เมืองมรดกโลก ขณะที่ จ.นครศรีธรรมราช จะเป็นงานวิจัยเกี่ยวกับการพัฒนาการท่องเที่ยวชุมชน การพัฒนากลุ่มอาชีพ และผลิตภัณฑ์ชุมชน

ส่วน จ.ตรัง มีงานวิจัย 11 เรื่อง ใน 5 ประเด็น คือ 1.การพัฒนาของการจัดการทรัพยากรแบบมีส่วนร่วมจากชุมชน 2.การยกระดับนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ของชุมชน 3.การศึกษารูปแบบของการท่องเที่ยวเชิงชุมชน 4.การส่งเสริมอาชีพ และ 5.การยกระดับผลิตภัณฑ์ของชุมชนให้มีคุณภาพ

ทุกงานวิจัยที่เกิดขึ้นใน จ.ตรัง เกี่ยวข้องกับชุมชนลุ่มน้ำปะเหลียน เพราะพื้นที่นี้เป็นแหล่งทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งที่สำคัญที่หล่อเลี้ยงชีวิตของผู้คน ทั้งด้านอาชีพ การท่องเที่ยว และวิถีชีวิต

สำหรับหัวข้องานวิจัยที่เกิดขึ้น เช่น การพัฒนาคุณภาพผลิตภัณฑ์ประมงพื้นบ้าน เพื่อยกระดับมาตรฐานอาหาร, การพัฒนาศักยภาพแหล่งท่องเที่ยว รวมถึงการพัฒนาตู้อบแสงอาทิตย์สำหรับอบแห้งใบจากจากชุมชนลุ่มน้ำปะเหลียน ที่สามารถแก้โจทย์ของชุมชนได้อย่างตรงจุด

เพราะชุมชนแห่งนี้มีการผลิต “ติหมา” สำหรับจำหน่ายทั้งในไทยและต่างประเทศ โดยติหมาเป็นภูมิปัญญาจักสานของคนภาคใต้ ที่นำส่วนยอดของใบจากอ่อนมาตากแดดให้แห้ง แล้วนำมาสานในรูปแบบที่สวยงาม สามารถใช้แทนแก้วน้ำ และกระบวยตักน้ำได้ ซึ่งมีออร์เดอร์การสั่งติหมามากขึ้น แต่ไลน์การผลิตกลับมียอดเท่าเดิม

“สุจินต์ ไข่ริน” ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนจักสานก้านจากบ้านนายอดทอง จ.ตรัง เล่าว่า จากสภาพภูมิอากาศของภาคใต้ที่มีฝนตกชุก ทำให้ไม่สามารถตากใบจากให้แห้งทันกับออร์เดอร์ที่เข้ามา ซึ่ง มทร.ศรีวิชัย รับโจทย์นี้ไปทำวิจัย จนนำไปสู่การสร้างตู้อบแห้งใบจากพลังแสงอาทิตย์ ซึ่งช่วยย่นระยะเวลาการตากใบจาก จาก 1 วันเหลือเพียง 4-5 ชั่วโมง

โดยตู้อบจะผลิตใบจากแห้งได้ 2,000-3,000 ใบ/รอบ หลังจากนั้นนำไปผลิตเป็นติหมาได้ครั้งละ 100-200 ใบ ซึ่งจากการเก็บข้อมูลการวิจัยในช่วงเดือน ก.ค. 2560-เม.ย. 2561 พบว่าตู้อบ 2 เครื่อง สามารถผลิตติหมาได้ 170,000 ใบ หรือเฉลี่ยเดือนละ 20,000 ใบ

“เดิมรายได้ของกลุ่มอยู่ที่ 80,000-90,000 บาทต่อเดือน เมื่อมีเครื่องอบเข้ามา ทำให้เราทำงานได้เยอะขึ้น รายได้จึงเพิ่มเป็น 4 แสนบาทต่อเดือน โดยมีการส่งติหมาไปจำหน่ายในอินโดนีเซีย มาเลเซีย ญี่ปุ่น และจีนอีกด้วย”

ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจึงเป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่า โครงการนวัตกรรมการจัดการงานวิจัยเชิงพื้นที่ สามารถเข้ามาตีโจทย์และปัญหาของพื้นที่ได้ชัดเจน และสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงให้กับชุมชนได้อย่างแท้จริง

รับข่าวสาร ผ่านแฟนเพจเฟซบุ๊ก ประชาชาติธุรกิจออนไลน์ อย่าลืมกดติดตาม และกดปุ่ม See first (เห็นโพสต์ก่อน)
www.facebook.com/PrachachatOnline
ทวิตเตอร์ @prachachat

อ่านประชาชาติธุรกิจ ทั้งฉบับผ่าน e-Newspaper
ได้ที่แอปพลิเคชั่น Ookbee เลือก “ประชาชาติ”

ไม่พลาดข่าวสารเศรษฐกิจ เจาะลึกทุกประเด็นทั้งภาครัฐ-เอกชน เพิ่มเราเป็นเพื่อนที่ Line ได้เลย พิมพ์ @prachachat หรือสแกน QR Code