Skip to content

สแกนตลาดหุ้น ปีหมู (ไม่หมู) โจทย์เพียบ…ผันผวนสูงรายเดือน

25 ธ.ค. 2561 | 11:15น.
สแกนตลาดหุ้น ปีหมู (ไม่หมู) โจทย์เพียบ…ผันผวนสูงรายเดือน

สัมภาษณ์

อีกไม่กี่วันก็จะเข้าสู่ปีใหม่ 2562 แล้ว แต่บรรยากาศตลาดหุ้นไทยส่งท้ายปีกลับซึมเซา ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ฯลงมาต่ำกว่า 1,600 จุด เป็นระยะ ๆ ชีพจรตลาดหุ้นไทยจากนี้ไปจะเป็นอย่างไร มาลองฟังมุมมองของ ดร.ศรพล ตุลยะเสถียร หรือ ดร.แดง รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานวางแผนกลยุทธ์องค์กร ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ให้สัมภาษณ์ “ประชาชาติธุรกิจ” ดังต่อไปนี้

3 ปัจจัยใหญ่กดดันผันผวน

ภาพรวมของตลาดหุ้นไทยปีนี้ ที่ผ่านมาได้รับผลกระทบจากปัจจัยภายนอกค่อนข้างมาก อาทิ สงครามการค้าสหรัฐ-จีน ที่ผันผวนรายเดือน ซึ่งบางเดือนก็มี hope ว่าจะเจรจากันได้ แต่บางเดือนก็ pause อย่างเช่นเดือนนี้ก็กลับมามีความหวัง ดูจากที่สหรัฐประกาศช่วยเหลือ CFO ของบริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี ที่ถูกควบคุมตัว และจีนมาลดภาษีรถยนต์ อย่างไรก็ตาม หากผ่านช่วง 1 เดือนไปก็อาจพลิกกลับไปอีกด้านได้ เรียกว่ามีความผันผวนสูงมาก และทำให้ตลาดหุ้นทั่วโลกผันผวนตาม เช่น เดือนพ.ย.หุ้นปรับตัวลดลงทั่วโลก และต้นเดือนนี้ปรับตัวขึ้นทั่วโลกเช่นกัน

ส่วนปัจจัยที่สอง คือ ดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ที่เห็นเป็นครั้งแรกที่นายเจอโรม พาวเวลล์ ประธานเฟด ออกมาพูดว่าอาจมี “ความยืดหยุ่น” ได้ ประกอบกับประธานาธิบดี “ทรัมป์” ของสหรัฐ ก็ออกมาส่งสัญญาณว่า ยังไม่ควรขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย โดยแนะนำให้ “feel the market” ก็รอดูภาวะตลาดก่อนว่าถึงเวลาที่ควรขึ้นดอกเบี้ยนโยบายจริง ๆ แล้วหรือไม่ (ผลประชุมล่าสุด 19-20 ธ.ค. 61 ของเฟดปรับขึ้นดอกเบี้ย) ประกอบกับธรรมชาติของตลาดหุ้นในเดือน ธ.ค. ของทุกปี วอลุ่ม (มูลค่าการซื้อขายหุ้น) จะน้อย เพราะเป็นช่วงวันหยุดเยอะ

นอกจากนี้ยังมีปัจจัยที่สาม “น้ำมัน” ที่เข้ามากดดันตลาดในช่วงครึ่งปีหลัง ซึ่งนอกจาก supply (ปริมาณผลิต) ที่ล้นตลาดแล้ว ยังมีเศรษฐกิจใหญ่อย่างจีนที่มีสัญญาณชะลอตัว ทำให้มองว่าจีนจะใช้น้ำมันไม่เยอะ ดังนั้น ราคาน้ำมันดิบก็อาจ “ไม่สามารถ” ขยับขึ้นไปสูงกว่านี้ได้ ผลจากราคาน้ำมันดิบที่ลดลง ก็จะกระทบต่อตลาดทุนไทย เพราะเรามีบริษัทกลุ่มน้ำมันสัดส่วนที่ค่อนข้างสูง

ตลาดหุ้นไทยเกาะกลุ่มเพื่อนบ้าน

ส่วนด้านผลตอบแทนของตลาดหุ้นไทยในรอบปีนี้ (ณ 18 ธ.ค. 61) ดร.ศรพล สะท้อนผ่านดัชนี SET ได้ปรับตัวลดลง 9.7% ถือว่าอยู่ในระดับ “กลาง ๆ” เมื่อเทียบกับกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ (emerging market) ที่ผลตอบแทนโดยรวมติดลบถึง 16.5% เพราะถูกฉุดจากตลาดหุ้นจีนที่ผลตอบแทนติดลบ 22.4% ตามด้วยเกาหลี -16.4% ฮ่องกง -13.7% ฟิลิปปินส์ -13.3% สิงคโปร์ -10.5% ไทย แล้วก็มาเลเซีย -9 ไต้หวัน -8.7 และเวียดนาม -5.8 ถือว่าเพอร์ฟอร์แมนซ์ ตลาดหุ้นไทยยัง “เกาะกลุ่ม” และอยู่ในระดับที่ “ดีกว่า” ค่าเฉลี่ยของภูมิภาค

ส่วนประเด็น fund flow (เงินต่างชาติไหลเข้า-ออก) ดร.ศรพลเปิดข้อมูลว่า ปีนี้กลุ่มนักลงทุนต่างชาติขายสุทธิในตลาดหุ้นไทยสูงก็จริง แต่ถ้าดูภาพใหญ่ ต่างชาติกลับมีการซื้อสุทธิในตลาดตราสารหนี้ (bond) สูงเช่นกัน ซึ่งสะท้อนว่าเขายังมีความมั่นใจในเศรษฐกิจไทยอยู่

“เรามองว่ายังไม่ใช่การขายที่เขาจะเอาเงินออกไปทั้งหมด เพียงแต่นำเงินไปพักในตราสารหนี้ เพื่อรอให้ปัจจัยที่ยังไม่ชัดเจนต่าง ๆ ได้คลี่คลาย ดังนั้น ไทยยังถือว่า best perform กว่าประเทศอื่น ๆ ในกลุ่มตลาดเกิดใหม่ เพราะเงินทุนต่างชาติยังไหลออกไม่มาก เมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน เช่น มาเลเซีย และอินโดนีเซีย มีเงินทุนต่างชาติไหลออกทั้งตลาดทุนและตลาดตราสารหนี้”

เงินต่างชาติไหลเข้า “อ่อนแรง”

และหากดูในเดือนนี้ (3-18 ธ.ค. 61) ก็เริ่มเห็นเงินทุนต่างชาติไหลกลับเข้ามา มูลค่าราว 42 ล้านดอลลาร์ แม้จะไม่สูงมาก แต่ถือว่าค่อนข้างดีเมื่อเทียบกับเพื่อนบ้าน เช่น อินโดนีเซียที่ต่างชาติไหลออกราว 239 ล้านดอลลาร์ และไต้หวันออกราว 2,017 ล้านดอลลาร์

“เดือนธันวาคมนี้เป็นเดือนแรกในรอบ 14 เดือนย้อนหลัง ที่ไทยมีเงินทุนต่างชาติไหลกลับเข้ามา แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะไหลกลับเข้ามาแบบเทน้ำเทท่าต่อเนื่อง คือปัจจัยต่าง ๆ เริ่มมีความชัดเจน ระยะเวลาที่จะมีเลือกตั้ง และพื้นฐานเศรษฐกิจไทยยังค่อนข้างดี จึงคาดว่าอนาคตจะเป็นภาพที่ดีขึ้น”

มาดูด้านอัตราผลตอบแทนของเงินปันผล (dividend yield) ในตลาดหุ้นไทย (19 ธ.ค. 61) อยู่ที่ 3.32% ซึ่งอยู่ระดับกลางค่อนไปทางสูง เมื่อเทียบภูมิภาคนี้ ซึ่งไทยเป็นรองเพียงมาเลเซีย 3.52% และสิงคโปร์ 4.49% ส่วนการเติบโตของ EPS (อัตรากำไรสุทธิต่อหุ้น) ของปีนี้ ตลาดหุ้นไทยอยู่ที่ 18% จะรองจากมาเลเซียที่สูงสุด 19% และอินโดนีเซียที่สูง 21%

ปีหมูแต่เล่นหุ้นไม่หมู

ดร.ศรพลมองทิศทางในปีหน้าว่า โครงการที่จะเป็น flagship อนาคตประเทศไทย คือ EEC (โครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก) ซึ่งก็ตัดคาดว่าจะสามารถเริ่มเดินหน้า 5 โครงการย่อยได้ภายใน 2 เดือนแรก ปี”62 หรือก่อนที่จะส่งผ่านโครงการให้รัฐบาลชุดต่อไป ซึ่งที่ผ่านมาได้เริ่มประมูลและได้ผู้ชนะการประมูลแล้วในบางโครงการ เช่น โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน และยังมีโครงการอื่น ๆ เช่น ท่าเรือ สนามบิน ฯลฯ รอประมูลในปีหน้า

“โครงการ EEC เป็นสตอรี่ใหม่ของไทย หลังจากที่มีการลงทุนต่ำมานาน และหลาย ๆ อุตสาหกรรมต้องการที่จะพัฒนาเพื่อตอบรับการแข่งขันแบบใหม่ เช่น อุตสาหกรรมรถยนต์ที่เปลี่ยนไปเป็นรถยนต์ไฮบริดและรถยนต์ไฟฟ้า รวมถึงอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ สิ่งเหล่านี้จะเป็นจุดขายให้ประเทศไทยได้ เนื่องจากนักลงทุนต่างชาติต่างสนใจว่า โครงการต่าง ๆ จะเริ่มได้เมื่อไหร่”

สตอรี่เหล่านี้จะส่งผลต่อเศรษฐกิจไทยในอนาคต และความเชื่อมั่นของตลาดหุ้น จึงมองว่าเงินต่างชาติที่ยังอยู่ในตลาดทุนไทย แต่อาจไหลออกจากประเทศอื่น ๆ เพราะไทยมีสตอรี่ที่น่าสนใจมากกว่าประเทศอื่น

ดร.แดงยอมรับว่า เทรนด์ในปีหน้าก็ผันผวนแน่นอนอยู่แล้ว เพราะปัจจัยที่เกิดในปีนี้ก็ยังอยู่ต่อในปีหน้า ไม่ว่าจะเป็นแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยเฟด เรื่อง Brexit ราคาน้ำมันดิบ และสงครามการค้า แต่ในประเทศเราก็จะมีความชัดเจนขึ้นจากการเลือกตั้ง และรัฐบาลใหม่

“ตลาดหุ้นไทยได้ปรับลดลงมาค่อนข้างมากแล้ว ช่วงนี้ที่เห็นดัชนีปรับลงต่ำกว่า 1,600 จุด ก็เป็นช่วงย่อตัว ซึ่งราคาหุ้นในปัจจุบันเหมาะสมที่จะเข้าซื้อหรือไม่นั้น นักลงทุนอาจต้องพิจารณา ส่วนสายตาต่างชาติเมื่อสแกนในอาเซียน ก็จะมีตลาดหุ้นไทย และตลาดหุ้นเวียดนาม แข็งแกร่งที่สุดในอาเซียน”

 

 

ไม่พลาดข่าวสารเศรษฐกิจ เจาะลึกทุกประเด็นทั้งภาครัฐ-เอกชน เพิ่มเราเป็นเพื่อนที่ Line ได้เลย พิมพ์ @prachachat หรือ คลิกลิงก์ https://line.me/R/ti/p/@prachachat 

หรือจะสแกน QR Code ในรูป เราพร้อมเสิร์ฟข่าวเศรษฐกิจ-ธุรกิจถึงมือผู้อ่านทันที!

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ตลาดหุ้น