โรงกลั่นขานรับแก้ฝุ่น PM 2.5 ลงทุนน้ำมัน EURO 5 ตั้งเงื่อนไขขอสิทธิประโยชน์บีโอไอเพิ่ม พ่วงยกเว้นภาษีเงินได้ พร้อมเสนอแผนลงทุนในสัปดาห์หน้า ปลัดพลังงานยอมรับส่งผลราคาดีเซลเพิ่มลิตรละ 10-20 สตางค์ “บีโอไอ” เปิดทางเจรจา
กรณีการเกิด “มลพิษฝุ่น” ขนาด 2.5 ไมครอน หรือ PM 2.5 แพร่กระจายอยู่ในอากาศของกรุงเทพฯและปริมณฑลอยู่ในขณะนี้ ส่งผลให้หน่วยงานภาครัฐเกิดการตื่นตัวในการแก้ไขปัญหา โดยหนึ่งในแนวทางที่มีการหารือในสัปดาห์ที่ผ่านมานี้ก็คือ การปรับมาตรฐานน้ำมันเชื้อเพลิงใหม่ และการเพิ่มการใช้น้ำมันดีเซล B20 หลังจากมีการหารือระหว่างกรมธุรกิจพลังงาน และโรงกลั่นน้ำมันในประเทศ 6 แห่ง ประกอบไปด้วย บมจ.ไทยออยล์, บมจ.พีทีที โกลบอล เคมิคอล, บมจ.สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง, บมจ.บางจาก คอร์ปอเรชั่น, บมจ.ไออาร์พีซี และ บมจ.เอสโซ่ (ประเทศไทย)
โรงกลั่นขอเพิ่มสิทธิ BOI
ผู้สื่อข่าว “ประชาชาติธุรกิจ” ภายหลังการหารือจบสิ้นลงว่า ได้มีการพูดกันถึงปัญหาฝุ่นขนาด PM 2.5 ว่า มีสาเหตุหลักมาจากการเผาไหม้ไม่สมบูรณ์ของน้ำมันเชื้อเพลิงในรถที่ใช้เครื่องยนต์ดีเซล โดยแผนระยะสั้น ทางกรมธุรกิจพลังงานได้เสนอให้ “เพิ่ม” การใช้น้ำมันดีเซลเกรดพิเศษ B20 แทนน้ำมันดีเซลทั่วไป โดยมีเป้าหมายเพิ่มขึ้นจาก 5.2 ล้านลิตร ในปัจจุบัน เป็น 10 ล้านลิตร และจะเริ่มนำร่องใช้ในส่วน บริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.) และองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) ก่อนในวันที่ 7 กุมภาพันธ์นี้ (ปัจจุบันมีรถเมล์ ขสมก. และรถเอกชนร่วมบริการ รวมทั้งสิ้น 13,436 คัน แยกเป็นรถ ขสมก. จำนวน 2,816 คัน รถเอกชนร่วมบริการ 10,620 คัน)
ส่วนมาตรการระยะยาว กรมธุรกิจพลังงานได้ขอ “ความร่วมมือ” ให้โรงกลั่นน้ำมันภายในประเทศจัดทำแผนปรับปรุงมาตรฐานคุณภาพน้ำมัน EURO 4 (ค่ากำมะถันไม่เกิน 50 ppm) เป็นมาตรฐาน EURO 5 (ค่ากำมะถันไม่เกิน 10 ppm) ซึ่งจะช่วยให้การระบายฝุ่นที่เกิดจากเผาไหม้เครื่องยนต์สะอาดมากขึ้น ปรากฏทางกลุ่มโรงกลั่นน้ำมัน “ให้ความสนใจที่จะเข้าร่วม” แต่มีเงื่อนไขขอรับการส่งเสริมการลงทุน จากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) มากกว่าที่ให้อยู่ในปัจจุบัน เนื่องจากโรงกลั่นน้ำมันต้องลงทุนในการปรับปรุงกระบวนการผลิตน้ำมันใหม่ คิดเป็นมูลค่าเบื้องต้นประมาณ 35,000 ล้านบาท
ทั้งนี้ การขอรับส่งเสริมการลงทุนในกิจการโรงกลั่นน้ำมันปัจจุบันอยู่ในหมวด 6.3 (เคมีภัณฑ์ พลาสติก และกระดาษ) โดยจะได้รับสิทธิประโยชน์ตามประเภทกิจการ (activity-base incentives) ในกลุ่ม B1 “ยกเว้น” อากรขาเข้าสำหรับเครื่องจักร “ยกเว้น” อากรขาเข้าสำหรับวัตถุดิบหรือวัสดุจำเป็นสำหรับส่วนที่ผลิตเพื่อการส่งออกเป็นระยะเวลา 3 ปี และสิทธิประโยชน์ที่มิใช่ภาษีอากร เนื่องจากกิจการโรงกลั่นน้ำมันถูก BOI จัดเป็นอุตสาหกรรมสนับสนุนที่ใช้เทคโนโลยีไม่สูง แต่ยังมีความสำคัญต่อ value chain อยู่ ในขณะที่การให้สิทธิประโยชน์ปัจจุบันมุ่งไปที่กิจการที่สร้างความสามารถในการแข่งขันจากการวิจัยและพัฒนา เทคโนโลยีระดับสูง และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
ผู้สื่อข่าว “ประชาชาติธุรกิจ” ได้สอบถามไปยังผู้ประกอบการโรงกลั่นน้ำมันได้รับคำตอบว่า โรงกลั่นน้ำมันต้องใช้เงินลงทุนในการปรับกระบวนการกลั่นน้ำมันเพื่อให้ได้มาตรฐาน EURO 5 ซึ่งจะต้องมีการหารือกับกระทรวงพลังงานต่อไปว่า มาตรฐาน EURO 5 ของไทยจะกำหนดคุณสมบัติอย่างไรบ้าง
ทั้งนี้ปัจจุบัน BOI ให้สิทธิประโยชน์กิจการโรงกลั่นน้ำมันด้วยการ “ยกเว้น” ภาษีวัตถุดิบส่วนที่กลั่นน้ำมันเพื่อการส่งออก ดังนั้นสิทธิประโยชน์ที่กลุ่มโรงกลั่นน้ำมันต้องการก็คือ การยกเว้นภาษีเงินได้ในกลุ่ม A เพื่อทดแทนกับเงินลงทุนที่จะต้องเพิ่มขึ้น
ด้านนายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ รองเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) กล่าวว่า ขณะนี้ BOI ยังไม่มีการหารือกับทางกลุ่มโรงกลั่นน้ำมันที่ต้องการให้ BOI พิจารณาปรับเพิ่มสิทธิประโยชน์ในกรณีที่โรงกลั่นจะลงทุนเพื่อผลิตน้ำมันมาตรฐาน EURO 5 “ปัจจุบันยังไม่มีมาตรการเฉพาะด้านนี้โดยตรง ดังนั้นจึงต้องมาหารือกันว่า จะเป็นการออกมาตรการใหม่หรือปรับสิทธิประโยชน์ที่มีอยู่เพิ่มให้ก็สามารถทำและเป็นไปได้ เนื่องจากเป็นนโยบายในระยะยาวของประเทศที่จะไม่ให้เกิดปัญหาทางด้านมลพิษขึ้น” นายนฤตม์กล่าว
มีรายงานข่าวเข้ามาว่า การปรับปรุงเพื่อให้โรงกลั่นน้ำมันสามารถผลิตน้ำมันมาตรฐาน EURO 5 จะมีความเป็นไปได้ 2 แนวทาง คือ การลงทุนสร้างโรงกลั่นน้ำมันใหม่ก็จะได้รับสิทธิประโยชน์ใหม่ กับการลงทุนเพื่อปรับปรุงเทคโนโลยีในการกลั่นน้ำมันอาจจะเข้าสู่มาตรการปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตได้ แต่มาตรการปรับปรุงนี้ยังไม่ครอบคลุมถึงประเภทกิจการการกลั่นน้ำมัน
ขณะที่ นายกุลิศ สมบัติศิริ ปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า กระทรวงกำลังผลักดันให้โรงกลั่นน้ำมันเร่งศึกษาแผนลงทุนปรับปรุงคุณภาพน้ำมันมาตรฐาน EURO 5 ให้เร็วขึ้น จากเดิมที่ใช้เวลาพัฒนามาตรฐาน EURO 3 เป็น EURO 4 ต้องใช้เวลาถึง 5 ปี โดยต้องวางแผนร่วมกับโรงกลั่นในช่วงเปลี่ยนผ่าน และคาดว่าจะทำให้ต้นทุนราคาน้ำมันเพิ่มขึ้นราว 10-20 สตางค์/ลิตร
บางจากพร้อมลงทุน EURO 5
นายชัยวัฒน์ โควาวิสารัช กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ขณะนี้บริษัทได้มีการจำหน่ายผลิตภัณฑ์น้ำมันพรีเมี่ยมดีเซล และน้ำมัน E20 ซึ่งเป็นน้ำมันที่ได้มาตรฐานในระดับ EURO 5 อยู่แล้ว
“แต่ยังมีสัดส่วนไม่มาก ประมาณ 15-20% ของปริมาณน้ำมันที่จำหน่าย” แต่หลังจากที่หารือกับกระทรวงพลังงาน ทางบริษัทบางจากฯมีแผนศึกษาความเป็นไปได้ในการขยายการลงทุนเพิ่มการผลิตน้ำมัน EURO 5
“เบื้องต้นจะต้องมีการลงทุนเครื่องจักรและอุปกรณ์เพิ่ม อย่างไรก็ตาม จำเป็นต้องมีการศึกษาแนวทางและประเมินมูลค่าการลงทุนว่า จะต้องใช้งบประมาณเท่าไรและความคุ้มค่าในการลงทุน ตลอดจนผลกระทบต่อต้นทุนการจำหน่ายน้ำมันว่าจะเพิ่มขึ้นเท่าใด จากเดิมที่เคยมีการศึกษาไว้เมื่อหลายปีก่อนว่า น้ำมันมาตรฐาน EURO 5 จะมีต้นทุนทำให้ราคาจำหน่ายสูงกว่าลิตรละ 0.50-1.00 บาท แต่ขณะนี้เทคโนโลยีด้านการผลิตและการกลั่นเปลี่ยนแปลงไปมาก ดังนั้น ต้นทุนและเม็ดเงินลงทุนก็มีแนวโน้มที่จะเปลี่ยนแปลงไปจากผลการศึกษาเดิม เราคาดว่าจะใช้เวลาในการพิจารณาแล้วเสร็จภายในสัปดาห์หน้า เพื่อจะนำเสนอกระทรวงพลังงานต่อไป” นายชัยวัฒน์กล่าว
ต้องชดเชย B20 มากขึ้น
ส่วนการเพิ่มการผลิตและจำหน่ายน้ำมันไบโอดีเซล B20 ตามข้อเสนอของกระทรวงพลังงานนั้น นายศาณินทร์ ตริยานนท์ นายกสมาคมผู้ผลิตไบโอดีเซลไทย กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า การเพิ่มปริมาณการใช้น้ำมันดีเซล B20 จาก 5.2 ล้านลิตร เป็น 10 ล้านลิตร นำร่องโดยรถเมล์ ขสมก. และรถ บขส. “ถือเป็นมาตรการที่เป็นไปได้สูง” และจะส่งผลดีต่อภาคอุตสาหกรรมที่ผลิตไบโอดีเซล จากเดิมที่โครงการสนับสนุนการใช้ B20 ยังไม่แพร่หลาย “เดิม B20 เป็นโครงการสมัครใจสำหรับกลุ่มผู้ใช้รถบรรทุกไม่มีจุดบริการทั่วไป การเพิ่มปริมาณ B20 ต่อไปผู้ค้าน้ำมันจะต้องลงทุนหัวจ่ายในสถานีบริการน้ำมันเพิ่มขึ้น”
ส่วนการซัพพลายน้ำมันปาล์มดิบที่จะใช้เป็นส่วนผสมน้ำมัน B20 ที่จะต้องเพิ่มขึ้นอย่างน้อยจาก 1,000 ตัน เป็น 2,000 ตัน/เดือน ตามเป้าหมายการจำหน่าย B20 ที่ปริมาณ 10 ล้านลิตรนั้น ขณะนี้ยังไม่ส่งผลกระทบต่อซัพพลายน้ำมันปาล์มดิบในตลาด เพราะยังมีสัดส่วนไม่มากนัก ส่วนราคาที่กระทรวงพลังงานให้การ “ชดเชย” ไม่ให้ราคาจำหน่ายดีเซล B20 “ถูกกว่า” น้ำมันดีเซลทั่วไป ลิตรละ 5 บาทนั้น รัฐบาลจะต้องจ่าย “ส่วนต่าง” ราคามากขึ้น จากตอนเริ่มต้นโครงการ B20 ราคาน้ำมันปาล์มดิบอยู่ที่ กก.ละ 2.70 บาท แต่ในปัจจุบันราคาขยับขึ้นมาเป็น กก.ละ 3.30 บาทแล้ว
ต้องแก้ที่จำนวนรถยนต์
การจัดสัมมนา “PM 2.5 ผลร้ายการพัฒนาสวนทางความยั่งยืน” ซึ่งจัดโดยสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ในสัปดาห์ที่ผ่านมา ดร.อดิศร์ อิศรางกูร ณ อยุธยา ที่ปรึกษานโยบายทรัพยากรธรรมชาติและการลดก๊าซเรือนกระจก TDRI ได้เสนอแนะแนวทางไปยังรัฐบาลเพื่อแก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5 ด้วยการ 1) สร้างระบบตรวจระงับการใช้ยานพาหนะที่ปล่อยมลพิษเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด และต้องสร้างระบบการตรวจจับให้เข้มข้นมากยิ่งขึ้น 2) การปรับโครงสร้างภาษีประจําปีรถยนต์ให้สะท้อนประสิทธิภาพการเผาไหม้ของเครื่องยนต์ โดยให้ปรับโครงสร้างภาษีน้ำมัน “ใครก่อมลพิษมาก ต้องจ่ายมาก” 3) ใช้กลไกคณะกรรมการเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (กพย.) เพื่อตรวจสอบกลไกการพัฒนาประเทศ
ด้าน รศ.ดร.จำนง สรพิพัฒน์ กรรมการบริหารสมาคมวิจัยวิทยาการขนส่งเอเชีย กล่าวว่า รัฐบาลจะต้องมุ่งเป้าไปยังต้นตอของปัญหาหลักก็คือ จำนวนรถยนต์ที่มากและเสื่อมสภาพ ต้องมุ่งไปที่สถานประกอบการรถยนต์และรถบรรทุก เช่น อู่รถเมล์ ขสมก. ท่าเรือ สถานีขนส่งเดินรถ ขนส่งสินค้า ให้ตรวจสอบสภาพอย่างจริงจัง ส่วนมาตรการระยะกลางให้เร่งรัดการใช้มาตรฐานน้ำมัน EURO 5 ให้เร็วขึ้นกว่าเดิม (ปี 2566) พร้อมกับปรับการใช้น้ำมันดีเซลปกติ B7 เป็น B20 และระยะยาวให้เน้นไปที่ระบบการขนส่งสาธารณะ
เครื่องยนต์ไปไกลกว่าน้ำมัน
นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ รองประธานและโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยกล่าวว่า ปัญหาฝุ่น PM 2.5 นั้น “รถยนต์รุ่นใหม่ ๆ ไม่ใช่ตัวการ” เนื่องจากเครื่องยนต์ของรถยนต์ทุกยี่ห้อผ่านมาตรฐานไอเสียตามที่กระทรวงการคลังกำหนด แต่ปัญหานี้เกิดจากรถเก่า
“ตอนนี้เครื่องยนต์รถใหม่ของเราผ่านมาตรฐาน EURO 4 และบางค่ายรถที่มีตลาดส่งออกส่วนใหญ่จะผ่าน EURO 5 กันหมดแล้ว เท่ากับมาตรฐานเครื่องยนต์ทุกค่ายพร้อมหมด เพียงแต่มาตรฐานด้านพลังงานยังตามไม่ทัน แต่ภายในปี 2567 กระทรวงอุตสาหกรรมกำหนดไว้ว่า เครื่องยนต์จะต้องเข้าสู่มาตรฐาน EURO 5 ให้หมด”
ไม่พลาดข่าวสารเศรษฐกิจ เจาะลึกทุกประเด็นทั้งภาครัฐ-เอกชน เพิ่มเราเป็นเพื่อนที่ Line ได้เลย พิมพ์ @prachachat หรือ คลิกลิงก์ https://line.me/R/ti/p/@prachachat ![]()
หรือจะสแกน QR Code ในรูป เราพร้อมเสิร์ฟข่าวเศรษฐกิจ-ธุรกิจถึงมือผู้อ่านทันที!
