เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
เช็กสเป็กจอพับ ‘รุ่นแรก’ ของ Apple ‘iPhone Duo’ เริ่มต้น 79,900 บาท
Tech เช็กสเป็กจอพับ ‘รุ่นแรก’ ของ Apple ‘iPhone Duo’ เริ่มต้น 79,900 บาท
เศรษฐาชวนเจ ชนาธิปชิมกาแฟน่านโลละ 2 หมื่น เผยห่วงเกษตรกรน้ำท่วมพัดโอกาสและเงินไปด้วย
Biz Movement เศรษฐาชวนเจ ชนาธิปชิมกาแฟน่านโลละ 2 หมื่น เผยห่วงเกษตรกรน้ำท่วมพัดโอกาสและเงินไปด้วย
พ่อน้องเนเน่โพสต์ขอบคุณ ‘ศุภชัย เจียรวนนท์’ สนับสนุนอุปกรณ์การเรียน
Biz Movement พ่อน้องเนเน่โพสต์ขอบคุณ ‘ศุภชัย เจียรวนนท์’ สนับสนุนอุปกรณ์การเรียน
ชง 5 มาตรการคุมเข้ม ‘อุเทนถวาย-ปทุมวัน’ งดสอน 90 วัน-เร่งหาพื้นที่ใหม่
การศึกษา ชง 5 มาตรการคุมเข้ม ‘อุเทนถวาย-ปทุมวัน’ งดสอน 90 วัน-เร่งหาพื้นที่ใหม่
“ธนัชวิชญ์” กางสูตร 3 ระยะรับมือน้ำมันแพง กระทุ้งรัฐดัน Ecosystem แบตเตอรี่-ปั๊มชาร์จ EV Bus
Interview “ธนัชวิชญ์” กางสูตร 3 ระยะรับมือน้ำมันแพง กระทุ้งรัฐดัน Ecosystem แบตเตอรี่-ปั๊มชาร์จ EV Bus
โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง พระบรมราชินี ดำรงตำแหน่ง สภานายิกาสภากาชาดไทย
ข่าวในพระราชสำนัก โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง พระบรมราชินี ดำรงตำแหน่ง สภานายิกาสภากาชาดไทย
ในหลวง พระราชินี เสด็จฯทอดพระเนตรบัลเลต์ เรื่อง “โรมิโอ แอนด์ จูเลียต”
ข่าวในพระราชสำนัก ในหลวง พระราชินี เสด็จฯทอดพระเนตรบัลเลต์ เรื่อง “โรมิโอ แอนด์ จูเลียต”
‘เดอลีฟ’ ยกระดับสมุนไพรไทยสู่สากล ลุยตลาดเวียดนาม-อาเซียน ดัน ‘อิงฟ้า’ ปีที่ 2 เจาะนวัตกรรมผิว
Biz Movement ‘เดอลีฟ’ ยกระดับสมุนไพรไทยสู่สากล ลุยตลาดเวียดนาม-อาเซียน ดัน ‘อิงฟ้า’ ปีที่ 2 เจาะนวัตกรรมผิว
นายกฯ ปฏิบัติภารกิจผู้แทนพระองค์ ร่วมพระราชพิธีพระบรมศพกษัตริย์ฮารัลด์ ที่ 5 แห่งนอร์เวย์
Politics นายกฯ ปฏิบัติภารกิจผู้แทนพระองค์ ร่วมพระราชพิธีพระบรมศพกษัตริย์ฮารัลด์ ที่ 5 แห่งนอร์เวย์
“ถูกโกงออนไลน์” พุ่งใน 7 เดือนแรก มพบ.จี้รัฐล้อมคอกแพลตฟอร์ม-แก้หนี้เปราะบาง
News “ถูกโกงออนไลน์” พุ่งใน 7 เดือนแรก มพบ.จี้รัฐล้อมคอกแพลตฟอร์ม-แก้หนี้เปราะบาง
ดูทั้งหมด

SCB EIC วิเคราะห์ IMF ปรับลด GDP โลกปี 2019-2020 ชี้เศรษฐกิจชะลอลงและความเสี่ยงเพิ่มขึ้น

23 ม.ค. 2562 | 12:44น.

กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) แถลงการณ์ปรับลดคาดการณ์การเติบโตเศรษฐกิจโลกในปี 2019 และ 2020 ลดลงอยู่ที่ 3.5% และ 3.6% ตามลำดับ จากประมาณการเดิมตามรายงานแนวโน้มเศรษฐกิจโลก (World Economic Outlook) ณ เดือนตุลาคม ปี 2018 ที่ระดับ 3.7% ทั้งสองปี เนื่องมาจากการเติบโตของหลายกลุ่มประเทศที่มีแนวโน้มชะลอตัวลงเร็วกว่าที่คาด ประกอบกับความเสี่ยงต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกส่งผลลบต่อเนื่อง โดยเฉพาะผลกระทบจากสงครามการค้าและแนวโน้มการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน การตึงตัวขึ้นของภาวะการเงินโลก และปัจจัยทางด้านภูมิรัฐศาสตร์โดยเฉพาะความวุ่นวายทางการเมืองในหลายภูมิภาค

IMF ปรับลด GDP ของเศรษฐกิจโลกจากแนวโน้มการชะลอตัวทางเศรษฐกิจที่เร็วกว่าคาด ผลกระทบของสงครามการค้า ภาวะการเงินโลกที่ตึงตัวและความเสี่ยงจากเสถียรภาพทางการเมืองมีแนวโน้มส่งผลลบต่อเนื่อง การเติบโตของเศรษฐกิจโลกในภาพรวมถูกปรับลงสอดคล้องกับการลดลงของระดับดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิต (manufacturing PMI) ของเศรษฐกิจโลกและของเศรษฐกิจหลัก ที่มีแนวโน้มชะลอลงต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงไตรมาส 4 ปี 2018 (รูปที่ 1) ซึ่งดัชนีย่อยในส่วนของภาคการส่งออกบ่งชี้ทิศทางการชะลอตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจและทิศทางการค้าโลกที่มีแนวโน้มชะลอลงค่อนข้างเร็วกว่าคาด ซึ่งเมื่อเทียบกับประมาณการในเดือนตุลาคม ปี 2018 (รูปที่ 2) การเติบโตทางเศรษฐกิจในภูมิภาคหลักปี 2019 ถูกปรับลดลงสอดคล้องกัน โดยกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว (DM) คาดว่าจะขยายตัวราว 2.0% ลดลงจากการประมาณการรอบก่อนหน้า 0.1% โดยเฉพาะยูโรโซนที่ถูกปรับลดลงมากราว 0.3% ทำให้คาดว่าจะขยายตัวราว 1.6% ซึ่งสาเหตุหลักมาจากปัจจัยภายในภูมิภาคโดยเฉพาะเยอรมนี จากมาตรฐานค่ามลพิษรถยนต์ฉบับใหม่ และฝรั่งเศสได้รับผลกระทบจากการชุมนุมและประท้วงจากความไม่พอใจนโยบายของภาครัฐ ในอีกด้าน ญี่ปุ่นถูกปรับประมาณการสูงขึ้น 0.2% ในปี 2019 และ 2020 ทำให้คาดว่าจะขยายตัวราว 1.1% และ 0.5% ตามลำดับ สะท้อนผลเชิงบวกจากแนวโน้มการเร่งการใช้จ่ายของภาคครัวเรือนและการเตรียมมาตรการของรัฐบาลญี่ปุ่น เพื่อรองรับผลกระทบของการขึ้นภาษีการบริโภคในเดือนตุลาคม 2019 สำหรับกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่และประเทศกำลังพัฒนา (EM) ในปี 2019 คาดว่าจะขยายตัวราว 4.5% ลดลงจากการประมาณการรอบก่อนหน้า 0.2% จากการชะลอตัวของปริมาณการค้าโลกและผลของมาตรการกีดกันการค้าของสหรัฐฯ รวมทั้งแนวโน้มดอกเบี้ยขาขึ้น นอกจากนี้ ปัญหาความวุ่นวายทางการเมืองในหลายพื้นที่เศรษฐกิจหลักทั้งในสหรัฐฯ และยูโรโซนอาจมีแนวโน้มยืดเยื้อ จะยังคงเป็นความเสี่ยงต่อภาพรวมการเติบโตของเศรษฐกิจโลกในปี 2019 และ 2020

IMF ปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจในปี 2019 ของกลุ่มประเทศ DM นำโดยยูโรโซน และกลุ่มประเทศ EM สะท้อนความเสี่ยงทางการเมืองและผลลบของมาตรการกีดกันการค้า IMF ปรับลดการเติบโตของเศรษฐกิจยูโรโซนในปี 2019 อยู่ที่ 1.6% (จากเดิม 1.9%) เนื่องจากแนวโน้มการชะลอตัวที่มากกว่าที่คาด ของภาคอุตสาหกรรมการผลิตในยูโรโซนและปัญหาการเมืองภายใน โดยเฉพาะในประเทศเศรษฐกิจหลัก ได้แก่ 1) เยอรมัน ที่อุตสาหกรรมยานยนต์ชะลอลงจากมาตรฐานค่ามลพิษรถยนต์ฉบับใหม่ ซึ่งส่งผลให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีของผู้ผลิตรถยนต์ลดลง ทำให้ภาคการผลิตและบริโภคชะลอตัว รวมถึงภาคการส่งออกที่เริ่มชะลอลงตามภาวะเศรษฐกิจโลก 2) อิตาลี ซึ่งแม้ว่าวิกฤตร่างงบประมาณและแผนนโยบายการคลังล่าสุดจะได้ข้อสรุปในทางประนีประนอมกับสหภาพยุโรป แต่ภาวะทางการเงินและอัตราดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาลอิตาลีได้ปรับสูงขึ้นมากตั้งแต่ช่วงเดือนตุลาคม 2018 สะท้อนต้นทุนการระดมทุนที่สูงขึ้น ในช่วงที่เศรษฐกิจภายในที่เริ่มชะลอตัวลงพร้อมกัน และ 3) ฝรั่งเศส ที่ประสบผลลบต่อเนื่องจากการประท้วงของกลุ่มเสื้อกั๊กเหลืองที่ไม่พอใจการดำเนินนโยบายของรัฐบาลตั้งแต่ช่วงไตรมาส 4 ปี 2018 นอกจากนี้ บทสรุปของความสัมพันธ์ระหว่างสหภาพยุโรปและสหราชอาณาจักรยังมีความไม่แน่นอน และกรณีในการเกิด no-deal Brexit ซึ่งจะกระทบต่อภาวะการค้าและการลงทุนในภูมิภาคยังเป็นความเสี่ยงที่เกิดขึ้นได้ ด้านเศรษฐกิจกลุ่มประเทศ EM ในภาพรวมถูกปรับลดประมาณการการเติบโตอยู่ที่ 4.5% (จากเดิม 4.7%) โดยกลุ่มประเทศที่ถูกปรับลดการเติบโตสูง ได้แก่ ตุรกีและอาร์เจนตินาที่ประสบวิกฤตเศรษฐกิจและค่าเงินตั้งแต่ช่วงไตรมาส 3 ปี 2018 ทำให้อัตราดอกเบี้ยนโยบายถูกปรับขึ้นมากเพื่อยับยั้งเงินทุนไหลออก แต่ในขณะเดียวกันก็เริ่มส่งผลบั่นทอนเศรษฐกิจภายในประเทศ รวมถึงหลายประเทศในแถบลาตินอเมริกาและตะวันออกกลางที่ยังมีปัญหาความวุ่นวายทางการเมืองภายใน รวมถึงอานิสงค์ของราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่ช่วยส่งเสริมน้อยลง โดยเฉพาะราคาน้ำมันเฉลี่ยที่ลดลงเมื่อเทียบกับประมาณการของ IMF ณ เดือนตุลาคม ปี 2018

IMF คงประมาณการเศรษฐกิจจีนและเศรษฐกิจกลุ่มประเทศ EM เอเชีย ชี้มีปัจจัยพื้นฐานดี แต่ความเสี่ยงต่อภาคการส่งออกยังสูง IMF คงตัวเลขการเติบโตเศรษฐกิจจีนในปี 2019 ที่ 6.2% (ปรับลงตั้งแต่ประมาณการรอบเดือนตุลาคม ปี 2018) จากผลการเจรจาสงครามการค้าสหรัฐฯ และจีนที่เริ่มมีแนวโน้มดีขึ้นตั้งแต่ช่วงต้นปี 2019 ทำให้ความเสี่ยงต่อภาคการส่งออกจีนลดลงในระยะสั้น แต่การชะลอตัวของเศรษฐกิจจีนภายในยังถูกสะท้อนออกมาในตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญ เช่น การบริโภค การลงทุน และการขยายตัวของสินเชื่อ ในขณะที่การส่งออกเริ่มชะลอตัวชัดเจนในไตรมาส 4 ปี 2018 อย่างไรก็ดี ทางการจีนยังคงมีเครื่องมือกระตุ้นเศรษฐกิจทั้งนโยบายการเงิน อาทิ การปรับลดสัดส่วนการกันสำรองของธนาคารพาณิชย์ (RRR) และนโยบายการคลัง เช่น การปรับปรุงนโยบายภาษีเพื่อสนับสนุนการบริโภคและสนับสนุนสินเชื่อธุรกิจ SME เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ จึงทำให้ความเสี่ยงที่จีนจะประสบปัญหาเศรษฐกิจชะลอตัวรุนแรง (hard landing) ยังคงต่ำ ด้านเศรษฐกิจกลุ่มประเทศ EM เอเชีย ที่มีความเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจจีนสูง ในภาพรวมยังคงประมาณการเท่าเดิมที่ 6.3% เนื่องจากเศรษฐกิจอินเดียถูกปรับตัวเลขการเติบโตขึ้นเล็กน้อยที่ 7.5% (จากเดิม 7.4%) ในขณะที่เศรษฐกิจกลุ่ม ASEAN-5 (มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และไทย) เติบโตในอัตราที่ชะลอลงเล็กน้อยที่ 5.1% ในปี 2019 (จากเดิม 5.2%) จากภาคการส่งออกที่ชะลอตัวลงตามเศรษฐกิจจีน และปัจจัยลบจากสงครามการค้าที่ยังมีความไม่แน่นอน ส่งผลให้ภาคการส่งออกของเศรษฐกิจจีนและกลุ่มประเทศ EM เอเชียยังมีความเสี่ยงหากผลการเจรจาข้อตกลงทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีนไม่ประสบผลสำเร็จ และสหรัฐฯ เดินหน้าขึ้นภาษีนำเข้าจีนหรือใช้มาตรการกีดกันทางการค้าอื่นๆ เพิ่มเติม

มุมมองของอีไอซีต่อเศรษฐกิจไทยสอดคล้องกับประมาณการใหม่ของ IMF โดยเฉพาะภาคการส่งออกที่ชะลอลงและยังคงมีความเสี่ยง โดย IMF ปรับประมาณการ การเติบโตทางเศรษฐกิจของ ASEAN-5 ลงจากประมาณการครั้งก่อน ซึ่งเป็นไปในทิศทางเดียวกันกับคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจไทยที่อีไอซีประเมินไว้ที่ระดับ 3.8% ในปี 2019 ชะลอลงจากปี 2018 ที่ 4.2% และคาดการณ์อัตราการขยายตัวของมูลค่าการส่งออกไทยในรูปดอลลาร์สหรัฐฯ ปี 2019 ซึ่งขยายตัวที่ 3.4% ชะลอลงจากปี 2018 ที่ 6.7% สะท้อนว่าเศรษฐกิจไทยและหลายประเทศในกลุ่มอาเซียนยังคงเผชิญความเสี่ยงจากปริมาณการค้าโลกมีแนวโน้มขยายตัวลดลงในปี 2019 จากการชะลอตัวของเศรษฐกิจกลุ่มประเทศ DM และผลกระทบจากสงครามการค้า อย่างไรก็ตามเศรษฐกิจไทยจะยังคงได้รับแรงสนับสนุนจากอุปสงค์ภายใน จากการใช้จ่ายทั้งการลงทุนในประเทศที่คาดว่าจะขยายตัวเร่งขึ้นทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ขณะที่การบริโภคภาคครัวเรือนมีแนวโน้มเติบโตตามการฟื้นตัวของรายได้และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ

อีไอซีมองความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจโลกในปี 2019 สูงขึ้นสอดคล้องกับการปรับประมาณการใหม่ของ IMF ซึ่งประกอบด้วยความเสี่ยงสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ 1) สงครามการค้า ที่ยังต้องจับตาผลการเจรจาข้อตกลงการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีนภายในเดือนมีนาคม 2019 รวมถึงความเสี่ยงที่สหรัฐฯ อาจเก็บภาษีนำเข้าหมวดยานยนต์และชิ้นส่วน ภายหลังการประกาศผลการสืบสวน (ตามมาตรา 232 ของกฎหมายการค้าสหรัฐฯ) ในเดือนกุมภาพันธ์นี้ 2) ภาวะการเงินโลกที่ตึงตัวขึ้นต่อเนื่อง นำโดยการขึ้นดอกเบี้ยของ Fed ซึ่งทำให้ต้นทุนการระดมเงินทุนเพิ่มขึ้น และสภาพคล่องที่เคยล้นเหลือทยอยลดลงต่อเนื่องจากแนวโน้มการดำเนินโยบายการเงินที่เข้าสู่ภาวะปกติของธนาคารกลางหลักหลายประเทศและ 3) ปัญหาการเมืองและภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างประเทศทั่วโลก ซึ่งประเด็นสำคัญ ได้แก่ บทสรุปข้อตกลง Brexit ของสหราชอาณาจักรก่อนวันที่ 29 มีนาคม การเลือกตั้งสภายุโรปในเดือนพฤษภาคมที่อาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพทางการเมืองของยุโรป และประเด็นเพดานหนี้สาธารณะของสหรัฐฯ (US debt ceiling) ซึ่งอาจส่งผลต่อความสามารถในการชำระหนี้สาธารณะและส่งผลต่อการจัดอันดับความน่าเชื่อถือของสหรัฐฯ และมีเส้นตายการปรับขึ้นเพดานหนี้สาธารณะสหรัฐฯ ในช่วงเดือนสิงหาคม 2019 ซึ่งยังคงสร้างความเสี่ยงต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจและความผันผวนในตลาดการเงินโลกในปี 2019 ได้อย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ดี แม้เศรษฐกิจโลกจะมีแนวโน้มเติบโตในอัตราที่ชะลอลงและความผันผวนจากปัจจัยภายนอกประเทศยังคงมีสูง แต่เสถียรภาพภาคต่างประเทศของไทยยังคงแข็งแกร่ง ทำให้คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะสามารถต้านทานผลกระทบจากภายนอกและสามารถเติบโตจากปัจจัยสนับสนุนภายในได้ ทั้งนี้ อีไอซีมองเงินบาทเทียบดอลลาร์สหรัฐฯ ณ สิ้นปี 2019 จะทรงตัวอยู่ในกรอบ 31.5-32.5 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ