นายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า สถานการณ์ค่าเงินบาทที่แข็งค่าช่วงที่ผ่านมา ธปท.ได้มีการติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยมีความกังวลใจและไม่สบายใจเวลาที่เห็นการเปลี่ยนแปลงของค่าเงินอย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ดี ไม่พบว่าตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบันจะมีการเก็งกำไรที่ผิดปกติ หรือมีธุรกรรมที่ผิดปกติ หรือมีความเคลื่อนไหวที่ผิดปกติแต่อย่างใด
ทั้งนี้ยืนยันว่า หากพบว่ามีความเคลื่อนไหวที่ผิดปกติ ธปท.ก็จะเข้าไปดูแลเหมือนที่ผ่านๆ มาทันที
“แต่ในภาวะที่อยู่ในบรรยากาศของสงครามการค้าอยู่ เราก็ต้องระมัดระวังไม่ให้ประเทศอื่นมาหาว่าเราเป็นประเทศที่บิดเบือนค่าเงิน เพื่อผลประโยชน์ทางด้านของการค้า ซึ่งจะทำมาซึ่งมาตรการกีดกันทางการค้าด้านอื่น ๆได้ อันนี้ก็เป็นประเด็นอ่อนไหวที่เราต้องระมัดระวัง” นายวิรไทกล่าว
นายวิรไทกล่าวอีกว่า กรณีมีการตั้งข้อสังเกตว่า ค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นเร็ว เพราะการปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายเมื่อช่วงกลางเดือน ธ.ค.2561 ทำให้มีเงินไหลมาพักในประเทศไทยมากนั้น ข้อเท็จจริงในช่วง 1 เดือนเศษที่ผ่านมา ไม่ได้เป็นเช่นนั้นนั้น ซึ่งต่างจากปีก่อนๆ ที่ในช่วงต้นปีมักจะมีเงินทุนเคลื่อนย้ายเข้ามาลงทุน (พอร์ตโฟลิโออินโฟลว์) ค่อนข้างมาก แต่ช่วงนี้เป็น “Real Money” จริงๆ คือเป็นเงินจากการเข้ามาลงทุนตรง การท่องเที่ยว และการขายสินค้า
“ปัจจัยที่ทำให้ค่าเงินบาทแข็งค่าเร็ว ตั้งแต่ช่วงเดือน ม.ค.ต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน อันแรกก็เป็นเรื่องการเกินดุลบัญชีเดินสะพัด ที่เรายังเกินดุลค่อนข้างสูง ปีที่แล้วทั้งปีน่าจะจบประมาณ 3.7 หมื่นล้าน USD ลดลงจากปี 2560 แต่ก็ยังอยู่ระดับสูงมาก” นายวิรไทกล่าว
ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยนโยบายที่แม้จะปรับขึ้นมาอยู่ที่ 1.75% ต่อปี ก็ถือว่ายังต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐที่อยู่ที่ 2.50% และยิ่งต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้านค่อนข้างมาก อาทิ อินโดนีเซียที่อยู่ที่ราว 6% ฟิลิปปินส์อยู่ที่ 6% เวียดนามอยู่ที่ 6.25% มาเลเซียอยู่ประมาณ 3.25%
ผู้ว่าฯ แบงก์ชาติ กล่าวด้วยว่า ค่าเงินบาท ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา อยู่ระดับกลาง ๆเมื่อเทียบกับค่าเงินของประเทศเกิดใหม่ ( EM) โดยมีเงินหลายสกุลของ EM ที่แข็งค่าเร็วกว่าค่าเงินบาท อาทิ รูเบิลของรัสเซีย เงินของประเทศในแถบอเมริกาใต้
“ส่วนภูมิภาคเอเชีย สกุลเงินรูเปี๊ยะของอินโดนีเซีย กับค่าเงินบาทก็เคลื่อนไหวในระดับที่ใกล้เคียงกัน” นายวิรไทกล่าว
นอกจาดนี้ ค่าเงินบาทของไทยถือว่าผันผวนต่ำกว่าสกุลเงินอื่น ๆของหลายประเทศ ทั้งระดับภูมิภาคและ EM ซึ่งต้องมาช่วยกันตั้งคำถามและคิดด้วยว่า ทำไมประเทศอื่นจึงสามารถรองรับหรือทนทานความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนได้ดีกว่าธุรกิจในประเทศไทย หรือระบบเศรษฐกิจไทยโดยรวม ซึ่งเป็นโจทย์ที่ทุกฝ่ายต้องช่วยกัน
“สำหรับภาคธุรกิจการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนต้องทำต่อเนื่อง ซึ่งจากข้อมูลของเรา ผู้นำเข้าค่อนข้างมีวินัย ส่วนผู้ส่งออกจะแห่กันมาทำช่วงที่ค่าเงินบาทแข็ง ทำให้ยิ่งกดดันค่าเงินบาทให้เคลื่อนไหวเร็วยิ่งขึ้นไปอีก” นายวิรไทกล่าว