ค่าเงินบาทผันผวน นักลงทุนรอดูผลความชัดเจนจากการเลือกตั้ง
ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพ รายงานว่า ภาวะการเคลื่อนไหวของตลาดปริวรรตเงินตราระหว่างวันที่ 25-29 มีนาคม 2562 ค่าเงินบาทเปิดตลาดในวันจันทร์ (25/3) ที่ระดับ 31.64/66 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ แข็งค่าจากระดับปิดตลาดในวันศุกร์ (22/3) ที่ระดับ 31.70/72 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ โดยในคืนวันศุกร์ (22/3) ไอเอชเอส มาร์กิตเปิดเผยดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) รวมภาคการผลิต และภาคบริการเบื้องต้นของสหรัฐ ปรับตัวลงสู่ระดับ 54.3 ในเดือนมีนาคม ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 6 เดือน เนื่องจากได้รับผลกระทบจากการชะลอตัวของคำสั่งซื้อใหม่ และการจ้างงานในช่วงวันอังคาร (26/3) ค่าเงินบาทเปิดตลาด 31.55/57 แข็งค่าขึ้นจากระดับปิดตลาดในวันจันทร์ หลังอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลระยะยาวสูงกว่าอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐระยะสั้น (Inverted Yield Curve) ส่งสัญญาณการเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยในสหรัฐ อย่างไรก็ตาม นางเจเน็ต เยลเลน อดีตประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) กล่าวว่า เส้นอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐแบบลาดลง ไม่ได้เป็นสัญญาณบ่งชี้ถึงภาวะเศรษฐกิจถดถอย แต่อาจเป็นสัญญาณว่า ณ จุดหนึ่งเฟดอาจจำเป็นต้องปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง ในวันพุธ (27/3) กระทรวงพาณิชย์สหรัฐเปิดเผยว่า สหรับขาดดุลการค้าลดลงร้อยละ 14.6 ซึ่งเป็นการลดลงมากที่สุดนับตั้งแต่เดือนมีนาคมปีที่แล้ว (2561) มาอยู่ที่ 5.11 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งต่ำกว่าระดับที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจะมียอดขาดดุลที่ 5.7 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ เนื่องจากปริมาณการค้ากับจีนที่ลดลง ซึ่งเป็นผลจากการตั้งกำแพงภาษีนำเข้าของสหรัฐ และมาตรการตอบโต้จากจีน โดยยอดส่งออกถั่วเหลืองของสหรัฐ ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากการที่จีนซื้อถั่วเหลืองจากสหรัฐ เพิ่มขึ้นตามที่ได้สัญญาไว้ นอกจากนี้ในวันศุกร์ (29/3) คณะผู้แทนการค้าสหรัฐซึ่งนำโดยนายโรเบิร์ต ไลท์ไฮเซอร์ ผู้แทนการค้าสหรัฐ และนายสตีเวน มนูชิน รมว.คลังสหรัฐ ได้มีการเจรจากับนายหลิว เหอ รองนายกรัฐมนตรีจีนที่กรุงปักกิ่ง โดยนายสตีเวน มนูชิน เปิดเผยผ่านทางทวิตเตอร์ว่า ตนและนายโรเบิร์ต ไลท์ไฮเซอร์ ได้เจรจาการค้ากับจีนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยการเจรจาครั้งนี้เป็นไปอย่างสร้างสรรค์ จากนั้นนายหลิว เหอ และคณะจะเดินทางไปยังกรุงวอชิงตันในสัปดาห์แรกของเดือนเมษายนเพื่อหารือกับคณะเจรจาการค้าของสหรัฐ ซึ่งทั้งสองฝ่ายมีเป้าหมายที่จะบรรลุข้อตกลงทางการค้าภายในสิ้นเดือนเมษายน
สำหรับปัจจัยในประเทศ ในวันศุกร์ (29/3) ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้มีการเปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยในเดือนกุมภาพันธ์ 2562 ขยายตัวต่อเนื่องจากเดือนก่อน จากอุปสงค์ในประเทศขยายตัวตามการบริโภคภาคเอกชนที่ขยายตัวต่อเนื่องทุกหมวดการใช้จ่าย และการใช้จ่ายภาครัฐที่ขยายตัวจากรายจ่ายประจำ และได้เปิดเผยมูลค่าการส่งออกในกุมภาพันธ์ ลดลง 1.7% จากช่วงเดียวกันปีก่อน ขณะที่มูลค่าการนำเข้าหดตัว 7.3% ส่งผลให้มียอดเกินดุลการค้า 3.46 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และดุลบัญชีเดินสะพัดเดือนกุมภาพันธ์ 2562 เกินดุล 6.51 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ นอกจากนี้แล้ว ความเสี่ยงด้านการเมืองเป็นเรื่องสำคัญที่กดดันให้เงินบาทผันผวนในช่วงสัปดาห์นี้ โดยระหว่างสัปดาห์ค่าเงินบาทเคลื่อนไหวในกรอบระหว่าง 31.51-31.94 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ก่อนปิดตลาดในวันศุกร์ (29/3) ที่ระดับ 31.73/75 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ
สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินยูโรนั้น เปิดตลาดในวันจันทร์ (25/3) ที่ระดับ 1.1293/94 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร อ่อนค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (22/3) ที่ระดับ 1.1302/06 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร ค่าเงินยูโรยังคงได้รับแรงกดดันจากภาวะเศรษฐกิจถดถอยในกลุ่มยูโรโซน และกำหนดการที่อังกฤษจะแยกตัวจากสหภาพยุโรป (Brexit) ในช่วงต้นสัปดารห์ นายเดวิด ลิปตัน รองผู้อำนวยการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เตือนว่า เศรษฐกิจยูโรโซนกำลังเผชิญกับความเสี่ยงมากขึ้นจากหลายปัจจัย ซึ่งรวมถึงการปกป้องทางการค้า และการที่สหราชอาณาจักรถอนตัวออกจากสหภาพยุโรป นอกจากนี้ เศรษฐกิจของอิตาลี ซึ่งมีขนาดใหญ่เป็นอันดับสามในยูโรโซนยังมีความเปราะบางอย่างชัดเจน โดยผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของอิตาลีหดตัว 0.2% ในไตรมาสที่ 4 ของปี 2561 หลังจากที่ปรับตัวลดลง 0.1% ในไตรมาสก่อนหน้า ส่งผลให้อิตาลีประสบกับภาวะเศรษฐกิจถดถอยเป็นครั้งที่สามในรอบสิบปี และมีความเป็นไปได้ที่เศรษฐกิจอิตาลีจะหดตัวลงอีกในไตรมาสนี้ ในขณะที่ประธานธนาคารกลางยุโรป นายมาริโอ ดรากี ได้ส่งสัญาณว่าธนาคารกลางยุโรปเริ่มมีความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบเชิงลบของอัตราดอกเบี้ยติดลบ โดยอัตราดอกเบี้ยติดลบเป็นการเพิ่มรายจ่ายให้แก่ธนาคารพาณิชย์และลดระดับอัตราผลตอบแทนจากเงินกู้และการถือสินทรัพย์ปลอดภัย และยังเพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดสภาวะฟองสบู่ในตลาดอสังหาริมทรัพย์ของยุโรปซึ่งมีความอ่อนไหวต่อการเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ยสูง ดังนั้น ธนาคารกลางยุโพรปพร้อมที่จะขยายระยะเวลาการในการคงอัตราดอกเบี้ยออกไปหากพิจารณาแล้วเห็นว่ามีความจำเป็น จนกว่าเศรษฐกิจจะมีความแข็งแกร่งพอ ในขณะที่ตลาดยังคงจับตารัฐสภาอังกฤษที่เตรียมลงมติข้อตกลง Brexit ซึ่งนางเทเรซา เมย์ นายกรัฐมนตรีอังกฤษได้ทำไว้กับสหภาพยุโรป (EU) โดยการลงมติจะมีขึ้นในวันเสาร์ (30/3) หากรัฐสภาอังกฤษลงมติอนุมัติข้อตกลง Brexit EU ก็ตกลงที่จะขยายเวลาการบังคับใช้มาตรา 50 ออกไปจนถึงวันที่ 22 พฤษภาคม แต่หากข้อตกลง Brexit ไม่ผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภาอังกฤษ EU ก็จะขยายเวลาการบังคับใช้มาตรา 50 ออกไปเป็นวันที่ 12 เมษายนเท่านั้น ระหว่างสัปดาห์ค่าเงินยูโรมีการเคลื่อนไหวในกรอบระหว่าง 1.1210-1.1328 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร และปิดตลาดในวันศุกร์ (29/3) ที่ระดับ 1.1211/15 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร
สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินเยน เปิดตลาดในวันจันทร์ (25/3) ที่ระดับ 109.76/78 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ แข็งค่าเล็กน้อยจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (22/3) ที่ระดับ 110.47/51 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ ค่าเงินเยนได้รับแรงหนุนในฐานะสกุลเงินปลอดภัย ก่อนจะกลับมาอ่อนค่าในระดับสัปดาห์หลังนักลงทุนคลายความกังวลจากภาวะเศรษฐกิจโลกที่ถดถอย โดยในวันศุกร์ (29/3) กระทรวงเศรษฐกิจ การค้า และอุตสาหกรรมของญี่ปุ่นได้มีการเปิดเผยรายงานเบื้องต้นว่า การผลิตภาคอุตสาหกรรมเดือนกุมภาพันธ์ปรับตัวขึ้น 1.4% เมื่อเทียบเป็นรายเดือน ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าการผลิตภาคอุตสาหกรรมของญี่ปุ่นฟื้นตัวขึ้นหลังจากที่หดตัวลง 3.4% ในเดือนมกราคม ในขณะที่กระทรวงกิจการภายในประเทศและการสื่อสารของญี่ปุ่นได้เปิดเผยอัตราว่างงานในเดือนกุมภาพันธ์อยู่ที่ระดับ 2.3% ลดลงจากระดับ 2.5% ในเดือนมกราคม ทั้งนี้ในระหว่างสัปดาห์ค่าเงินเยน
เคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 109.72-110.87 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดในวันศุกร์ (29/3) ที่ระดับ 110.73/75 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ