Skip to content

“ธนาธร” เดือด หลังแจงคณะไต่สวน กกต. 4 ชั่วโมง ปมถือหุ้นสื่อ เชื่อ มีเหตุจูงใจทางการเมือง

30 เม.ย. 2562 | 20:10น.
“ธนาธร” เดือด หลังแจงคณะไต่สวน กกต. 4 ชั่วโมง ปมถือหุ้นสื่อ เชื่อ มีเหตุจูงใจทางการเมือง
“ธนาธร” เดือด หลังแจงคณะไต่สวน กกต. 4 ชั่วโมง ปมถือหุ้นสื่อ เชื่อ มีเหตุจูงใจทางการเมือง ลั่น ความอดทนมีจำกัด ขู่ จะฟ้องกลับ

เมื่อ‪เวลา 17.30 น.‬ วันที่ 30 เมษายน นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ และนายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรค กล่าวภายหลังเข้าชี้แจงแก้ข้อกล่าวหากรณีถือหุ้นบริษัทวี-ลัคมีเดีย จำกัด อาจเข้าลักษณะขาดคุณสมบัติในการลงสมัคร ส.ส. นานกว่า 4 ชั่วโมงต่อคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนของสำนักงานกกต.

ทั้งนี้ นายธนาธร กล่าวว่า บรรยากาศการชี้แจงส่วนใหญ่ตึงเครียด บางช่วงผ่อนคลาย หลังจากที่ได้ชี้แจงมีความรู้สึกว่า คดีนี้มีมูลเหตุจูงใจทางการเมืองมากเพราะแม้แต่คำถามพื้นฐานง่าย ๆ ที่ถามกับคณะกรรมการฯ ว่าเราผิดตรงไหน เพราะได้ทำเอกสารชี้แจงไปแล้ว มีตรงไหนที่กกต. ไม่เชื่อหรือเห็นว่าพวกเรากระทำผิด คำถามง่ายๆ แค่นี้ แต่คณะกรรมการฯไม่สามารถตอบหรือชี้แจงกับเราได้ ทำให้ในการชี้แจงไม่ใช่เป็นการถามเรื่องเหตุการณ์ แต่เถียงกันเรื่องหลักการ ว่าตนผิดตรงไหนเอกสารตรงไหนผิด หรือหลักฐานชิ้นใดทำให้ไม่น่าเชื่อว่าการโอนหุ้นครบถ้วนสมบูรณ์ตามกฎหมายตั้งแต่วันที่ ‪8 มกราคม‬ 2562 ซึ่งคณะกรรมการฯ ไม่สามารถตอบคำถามเหล่านี้ได้เลย ทำให้ ตนเชื่อว่าคดีนี้มีมูลเหตุจูงใจทางการเมือง

“เรื่องที่ทำให้ผมอารมณ์เสียมาก คือ1 ปีของการทำพรรคอนาคตใหม่ ผมและแกนนำพรรคโดนไปแล้ว 16 คดี สองสัปดาห์ที่ผ่านมา คสช.ใช้อำนาจตาม ม.44 ช่วยกลุ่มทุนโทรคมนาคมเอื้อประโยชน์ให้หลายหมื่นล้าน และมีคำสั่งผ่าน พ.ร.บ.ท้องถิ่น ที่จะดึงอำนาจจากท้องถิ่นกลับมาส่วนกลาง แทนที่ผมจะเอาเวลาไปปกป้องผลประโยชน์ของประชาชน ไปศึกษาเรื่องเหล่านี้แล้วมารณรงค์ให้ประชาชนทราบข้อดีข้อเสีย แต่กลับต้องเอาเวลามาแก้คดีนี้ แทนที่ผมและผู้สมัครจะเอาเวลาไปเตรียมตัวเรื่องบทบาทหน้าที่ของการเป็น ส.ส.คุณภาพ นื่เป็นสิ่งที่ทำให้ผมรู้สึกเสียใจ ว่าการเอาตัวบทกฎหมาย ไม่มีข้อเท็จจริง มาทำลายกันทางการเมือง ถ้าเป็นอย่างนี้ต่อไปก็ต้องบอกว่า ผมมีรายชื่อว่าที่ส.ส.พรรคอื่น ไม่น้อยกว่า 30 คนที่มีคดีหุ้นเหมือนกัน ถ้าจะทำกันอย่างนี้ก็จะเอาเรื่องนี้มาฟ้องบ้าง และฟ้องกลับบ้าง หลายกรณีที่นายศรีสุวรรณ (จรรยา นายกองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย) เอาเรื่องเท็จมาฟ้อง ซึ่งผิดกฎหมาย จนถึงวันนี้เรายังไม่ฟ้องกลับ และมีหลักฐานว่ามีสื่อมวลชนหลายสำนักเอาข้อความที่เป็นเท็จมาเผยแพร่ทำให้เกิดความเสียหายกับผมและพรรค ก็ต้องบอกว่าความอดทนคนมีจำกัด ถ้าจะเดินหน้ากันต่อไปอย่างนี้เรื่อยๆ ที่ผ่านมาเราไม่อยากจะเดินไปถึงจุดนั้นอดทน อดกลั้นต่อสู้แนวทางสันติ แต่ช่องว่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน กลับเส้นของความอดทนมันใกล้กันเต็มที ช่องว่างนี้กำลังจะหมดไป ถ้าดำเนินการอย่างนี้เรื่อยๆ ถึงวันหนึ่งคงต้องใช้วิธีกฎหมายโต้กลับบ้าง และถึงเวลานั้นก็จะไม่มีใครมีเวลาไปบริหารประเทศ ทั้งประเทศไทยผู้มีอำนาจก็จะต้องใช้เวลามาแก้ตัว“ นายธนาธร กล่าว

นายธนาธร กล่าวต่อว่า ขอสงวนสิทธิในการที่จะปกป้องชื่อเสียงของตนเอง ถ้าใครพิจารณาคดีความของตนแล้วทำให้เกิดความเสื่อมเสียก็จะใช้สิทธิดำเนินการทางกฎหมายตอบโต้ แต่ตนเป็นคนใจเย็น จะรอจนคสช.หมดอำนาจ เพราะมาตรา 157 มีอายุความ 15 ปีคสช.อยู่ในช่วงขาลงไม่ทางครองอำนาจต่อไปเรื่อย ๆ ก็จะรอให้คสช.หมดอำนาจแล้วดำเนินดคีกับคนที่ตัดสินตนโดยไม่ใช้หลักฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับ ซึ่งจะรอให้ถึงวันนั้นแล้วฟ้องกลับ

นายปิยบุตร กล่าวว่า วันนี้อยู่ในขั้นตอนการไต่สวน มีพ.ต.ท.ปรีชา นาเมืองรักษ์ เป็นประธาน เมื่อสอบสวนเสร็จก็จะเสนอกกต.พิจารณาวินิจฉัยต่อไป วันนี้ยื่นหลักฐานไปทั้งหมด 26 รายการคำชี้แจงครบถ้วนทั้งหมด ข้อกล่าวหามีแค่ 3-4 บรรทัด จึงไม่ได้ชี้แจงมากเท่าไรแต่พูดคุยตั้งคำถามถึงการทำงานของกกต. ว่าทำไมจึงมติแจ้งข้อกล่าวหาโดยที่นายธนาธรยังไมได้ชี้แจง โดยนายปรีชา เล่าให้ฟังว่า กกต.มีข้อสงสัยว่า ตรวจสอบจากบอจ.5 แล้วมีชื่อนายธนาธรอยู่ จึงสงสัยว่าเป็นผู้ถือหุ้น ตนจึงถามกลับไปว่า ตรวจสอบวันไหน ลงวันที่เท่าไร พอตรวจสอบแล้วรู้ทันทีเลยหรือว่านายธนาธรถือหุ้น และทำไมกกต.ไม่ไปเปิดกฎหมายแพ่งพาณิชย์ มาตรา 1129 วรรคสอง วรรคสามที่มีแนวคำพิพากษาศาลฎีกา และแนวคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ และถ้ายังสงสัยถือหุ้นจริงหรือทำไมไม่เรียกนายธนาธรไปสอบถาม แต่กลับมีมติแจ้งข้อกล่าวหาทันที ซึ่งผิดหลักการกฎหมาย การแจ้งข้อกล่าวหาจะทำลอย ๆ ไม่ได้ ต้องมีองค์ประกอบความผิดและข้อเท็จจริงชัดเจน ไม่ใช่ผู้ร้องกล่าวหาอะไรมา กรรมการฯต้องดูว่ามีหลักฐานหรือไม่ ถ้าไม่มีก็ต้องตกไป แต่นี่กลายเป็นว่าให้ผู้ถูกร้องมานั่งตอบเหมือนเอานายธนาธรมาดำน้ำ ลุยไฟ ถ้าผ่านไปได้ถึงจะเป็นบริสุทธิ์ ดังนั้นนายธนาธรในฐานะผู้เสียหายเราจะขอสงวนสิทธิในการดำเนินการตามกฎหมายต่อกกต.ต่อไป ทั้งประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 และพ.ร.ป.ว่าด้วยกกต. ที่กำหนดโทษไว้ว่าถ้ากกต.ใช้อำนาจมิชอบด้วยกฎหมายมีโทษอาญา จำคุก โทษปรับและเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งด้วย ต้องขอสงวนสิทธิไว้เพราะมีปัญหาจริงๆ กับการตั้งข้อกล่าวหา”

“นี่ยังไม่รวมส่งเอกสารหนึ่งฉบับไปที่บ้านนางสมพร จึงรุ่งเรืองกิจ มารดานายธนาธร ในฐานะผู้รับโอนหุ้น วันที่ 22 เม.ย.ถึงบ้าน‪เวลา 13.45น.‬ แต่ในหนังสือกลับให้มาชี้แจงในเวลา 10.30 ของวันเดียวกันซึ่งเป็นไปไม่ได้ที่จะมาชี้แจง แล้ววันที่ 23 เมษายน เช้ากกต.ก็มีมติแจ้งข้อกล่าวหาทันที หมายความว่า การแจ้งกล่าวหาพิจารณาเพียงคำร้องซึ่งก็มีแค่ 3-4 บรรทัด แล้วถ้าตรวจจาก แบบบอจ.5 โดยตีขลุมว่ามีชื่อก็แสดงว่ายังถือหุ้น ท่านวินิจฉัยผิด ถ้าจงใจวินิจฉัยผิดนั่นแสดงว่าใช้อำนาจโดยไม่ชอบ ถ้าอยากวินิจฉัยถูกหรือไม่รู้กฎหมายทำไมไม่เรียกไปถามกลับลงมติทันที เรื่องนี้เรื่องใหญ่ และถ้าสมมุติถ้าเรื่องนี้บานปลายมีการสั่งแขวนชื่อนายธนาธร หรือให้ใบส้ม ซึ่งไม่มีอำนาจอยู่แล้ว ถ้าจะเอากันถึงขนาดนั้นก็แสดงว่าการตั้งข้อกล่าวหาโดยใช้ดุลยพินิจไม่ชอบ ส่งผลเสียหายร้ายแรงกกต.ทั้ง 7 คนจะรับผิดชอบไหวหรือไม่ อย่ากลัวแรงกดดัน ความยุติธรรมและกฎหมายจะคุ้มครองท่านเอง แต่กกต.ต้องอยู่อีกนาน คสช.เดี๋ยวก็ไป ”

ทั้งนี้นายปิยบุตร ยังกล่าวด้วยว่า หลังจากนี้ไปโพสต์สิ่งที่ได้มาชี้แจงพร้อมแสดงหลักฐานทั้งหมดลงในเพจของพรรคอนาคตใหม่ต่อไป