เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ตร.สอบ ‘สุภาพร พิมพงษ์’ ปมหุ้น TRUE ยันแค่เคยซื้อกองทุน 10 ปีก่อน
Finance ตร.สอบ ‘สุภาพร พิมพงษ์’ ปมหุ้น TRUE ยันแค่เคยซื้อกองทุน 10 ปีก่อน
รฟม. รื้อสะพานลอยเสร็จแล้ว เร่งเสริมความแข็งแรงดิน ลดน้ำรั่วซึมเข้าอุโมงค์สายสีม่วง
Real Estate รฟม. รื้อสะพานลอยเสร็จแล้ว เร่งเสริมความแข็งแรงดิน ลดน้ำรั่วซึมเข้าอุโมงค์สายสีม่วง
ธุรกิจการบินหวนดัมพ์ราคาตั๋ว ‘บินไทย’ มุ่งความคุ้มค่าหนีสงครามราคา
Economic ธุรกิจการบินหวนดัมพ์ราคาตั๋ว ‘บินไทย’ มุ่งความคุ้มค่าหนีสงครามราคา
กรมท้องถิ่น ถอนตัวชิงเค้กเงินกู้ – มท.ยังเดินหน้า ชงแผนใช้รถอีวี – ตั้งสถานีชาร์จทั่วประเทศ
Politics กรมท้องถิ่น ถอนตัวชิงเค้กเงินกู้ – มท.ยังเดินหน้า ชงแผนใช้รถอีวี – ตั้งสถานีชาร์จทั่วประเทศ
ป่าเด็งโมเดล เพชรบุรี ไม่ทิ้ง-ไม่ฝังกลบแก้วิกฤตขยะ 2 ตัน/วัน
SD ป่าเด็งโมเดล เพชรบุรี ไม่ทิ้ง-ไม่ฝังกลบแก้วิกฤตขยะ 2 ตัน/วัน
‘เนเน่ รอยัล’ America’s Got Talent มือกีตาร์ไทยดังไกลอเมริกา
Biz Movement ‘เนเน่ รอยัล’ America’s Got Talent มือกีตาร์ไทยดังไกลอเมริกา
AWC ทุ่ม 2 พันล้าน ผุดเคเบิ้ลคาร์รักษ์โลก ข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา สู่ MONA Bangkok ปั้นแลนด์มาร์กท่องเที่ยวระดับโลก
Business AWC ทุ่ม 2 พันล้าน ผุดเคเบิ้ลคาร์รักษ์โลก ข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา สู่ MONA Bangkok ปั้นแลนด์มาร์กท่องเที่ยวระดับโลก
‘ชัชชาติ’ สปีด 100 วันแรก ลุยปราบโกง-บิ๊กโปรเจ็กต์-หั่นค่ารถไฟฟ้า
Real Estate ‘ชัชชาติ’ สปีด 100 วันแรก ลุยปราบโกง-บิ๊กโปรเจ็กต์-หั่นค่ารถไฟฟ้า
ผู้ว่าฯ แบงก์ชาติ ชี้โอกาสจะเห็นดอกเบี้ยต่ำกว่า 1% ยากขึ้น แม้เงินเฟ้อไม่สูงอย่างที่คาดไว้เดิม
Finance ผู้ว่าฯ แบงก์ชาติ ชี้โอกาสจะเห็นดอกเบี้ยต่ำกว่า 1% ยากขึ้น แม้เงินเฟ้อไม่สูงอย่างที่คาดไว้เดิม
รถไฟฟ้าสีม่วง“เตาปูน-ราษฎร์บูรณะ” คืบหน้า 75.90% เปิดปี’73 เชื่อมการเดินทาง 3 จังหวัด
Economic รถไฟฟ้าสีม่วง“เตาปูน-ราษฎร์บูรณะ” คืบหน้า 75.90% เปิดปี’73 เชื่อมการเดินทาง 3 จังหวัด
ดูทั้งหมด

7 ปี สู่ “เรียลบิสซิเนส” BUILK วันที่ฝันไกลกว่าสตาร์ตอัพ-

04 ก.ย. 2560 | 07:00น.

สัมภาษณ์

7 ปีก่อน “ไผท ผดุงถิ่น” ผู้ก่อตั้ง และกรรมการผู้จัดการ บริษัท บิลค์ เอเชีย จำกัด เจ้าของ builk.com ซอฟต์แวร์ฟรีเพื่อธุรกิจก่อสร้าง คิดแค่ว่าจะหาโมเดลธุรกิจใหม่อะไรที่จะสามารถต่อยอดความรู้และความเชี่ยวชาญในธุรกิจรับเหมาก่อสร้างที่สืบทอดมาจากครอบครัว

เรียนรู้จากการลองผิด ล้มเหลว เริ่มใหม่ ปรับแก้ และพยายามมาเรื่อย จนถึงวันนี้ “เขา” บอกว่าขับเคลื่อนธุรกิจมาถึงสเตจท้าย ๆ ของการป็นสตาร์ตอัพแล้ว

Q : เป็นสตาร์ตอัพยุคบุกเบิก

ผมพยายามเฟดตัวเองออกจากความเป็นสตาร์ตอัพ ช่วงแรกเราถูกเรียกว่าเป็นสตาร์ตอัพ ทำงานแบบสตาร์ตอัพ แต่ถึงจุด ๆ หนึ่ง เราต้องเปลี่ยนผ่าน เรารู้วิธีการทำเงิน ทำงาน วิธีการต่าง ๆ ทำกำไรแล้ว

ช่วงที่ผมเต็มใจเรียกตัวเองว่าสตาร์ตอัพ เป็นช่วงที่กำลังสับสนในชีวิตอยู่เยอะ ๆ กำลังทำอะไรอยู่ ทำอะไรให้ใครก็ยังไม่รู้ หาเงินยังไง คือช่วงที่ไม่รู้ ลองผิดลองถูก

วันนี้ BUILK เกิดมา 7 ปีแล้ว (ตั้งแต่ปี 2010) เราผ่านช่วงแบบนั้นมาหลายครั้งแล้ว เราคิดว่าทำแบบนี้แหละยอดผู้ใช้จะเติบโต ก็เกิดบ้างไม่เกิดบ้าง จนถึงจุดหนึ่งเรารู้แล้วว่าเราทำอะไร

เราทำโปรแกรมฟรีให้ผู้รับเหมาก่อสร้าง แล้วก็วิเคราะห์ข้อมูลทำเดต้าเบส และขยับมาขายวัสดุก่อสร้าง อันนั้นแปลว่า เรารู้แล้วว่าเราทำอะไร รู้ว่าเซ็กเมนต์ที่เราทำคือกลุ่มไหน ผมไม่ได้ขายวัสดุก่อสร้างให้เจ้าของบ้าน แต่ขายให้ผู้รับเหมาก่อสร้าง และเอสเอ็มอีเท่านั้น และรู้วิธีหาเงิน อันนี้ชัดเจน

ทั้งยอดขาย ทั้งผลประกอบการก็ไม่ได้เป็นแบบสตาร์ตอัพที่เบิร์นเงินไปเรื่อย ๆ มาถึงจุดที่ว่า นี่คือธุรกิจที่มีความแข็งแรงระดับหนึ่งแล้ว ถึงเวลาที่จะเรียกตนเองว่า Real Business ฝรั่งเขาใช้คำว่า Growing Stage สตาร์ตอัพบ้าง สตาร์ตอัพ คือ Very S ช่วงที่กำลังหลงทาง

และที่ต่างจากเอสเอ็มอีมีสองอย่าง คือ วิธีคิดของคนทำเอสเอ็มอีมาจาก “โอกาส” เช่น เห็นว่าคนแถวนี้มีที่กินกาแฟไม่พอ ก็เลยเปิดร้านกาแฟขึ้นมา แต่วิธีคิดแบบสตาร์ตอัพคือ เอสเอ็มอีโตมาก่อน ผมมาทีหลังจะทำยังไงให้ตามเขาทัน ถ้าคิดเป็นร้านกาแฟร้านเดียวตามไม่ทันแน่ แต่ถ้าลองผิดถูก อาจเจอวิธีการใหม่ ๆ หาวิธีโตได้อย่างรวดเร็ว นี่คือสตาร์ตอัพ ถึงจุดหนึ่งธุรกิจก็โต สตาร์ตอัพมีพนักงานเป็นพันก็ได้นะ ยอดขายเป็นพันล้านก็เป็นได้ ไม่ใช่ต้องขาดทุนเท่านั้นถึงเป็นสตาร์ตอัพ แปลว่าเกณฑ์ในการเรียกสตาร์ตอัพไม่ใช่แบบเดิม ๆ ไม่ใช่วิธีคิดแบบเดิม ๆ แต่ใช้เทคโนโลยี ใช้วิธีคิดแบบวิทยาศาสตร์

ถ้าคุณโตได้เดือนละ 20% คุณเป็นสตาร์ตอัพได้ เพราะธุรกิจเอสเอ็มอี ไม่มีทางโตได้ทุกเดือน ๆ ละ 20%

Q : อีกกี่ปีจะเป็นเรียลบิสซิเนส

วันนี้วงการสตาร์ตอัพไทย เราผ่านกันมาพอสมควรแล้ว เวฟแรก ๆ เกิดขึ้นในปี 2012 ถือว่าเป็นยุคบุกเบิก มีเรา มีอุ๊คบี วันนี้เริ่มพิสูจน์ให้เห็นว่า พวกเราเทิร์นเป็นเรียลบิสซิเนสได้แล้ว น้อง ๆ รุ่นใหม่ก็กำลังเข้าสู่ตรงนี้เหมือนกันที่จะเติบโตไป

ผมเองถือว่าผมเข้าสู่เรียลบิสซิเนสแล้ว และมีโจทย์ใหม่ ๆ ที่ท้าทายบริษัทเยอะมาก

เรียลบิสซิเนส แปลว่า ผลประกอบการกำลังจะรีเฟล็กซ์ความเป็นจริงของธุรกิจ ไม่ใช่แค่ยอดดาวน์โหลด หรือยอดคนใช้แบบที่สตาร์ตอัพพูดกัน ทุกคนเริ่มถามแล้วว่าธุรกิจคุณ 7 ปี เริ่มอยู่ได้จริงหรือเปล่า BUILK เริ่มปี 2010 ได้นักลงทุนรอบแรกปี 2013 แล้วอีกรอบตอนปี 2016

นักลงทุนที่เข้ามาในปี 2013 เป็นบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ เอ็มเอไอ เราไม่ได้เดินสายไปหานักลงทุน ตอนได้ไปอยู่ในซิลิกอนวัลเล่ย์ก็ไม่ได้รับเงินลงทุนอะไร เป็นการไปเรียนรู้วิชา

การเลือกนักลงทุน เราเลือกพาร์ตเนอร์ที่อยู่ในวงการนี้อยู่แล้ว คือ บมจ. มิลคอนสตรีล (MILL) คือตัวอย่างของวิธีเติบโตของสตาร์ตอัพไทย ให้เราโตไปเองไม่มีความน่าเชื่อถือ บริษัทไทยนี่ละช่วยสตาร์ตอัพได้ ถือเป็นการเข้ามาลงทุนในซีรีส์เอ และกำลังจะมีซีรีส์บี ใน 1-2 เดือน ข้างหน้า

อยากเล่าให้น้อง ๆ สตาร์ตอัพไทยเห็นว่า ธุรกิจมันมีวิวัฒนาการ และเราไม่จำเป็นต้องตามฝรั่ง ไปเอาโมเดลจากเมืองนอกมาทำ เพื่อเป็นอูเบอร์สำหรับเรื่องนั้นเรื่องนี้

ผมเชื่อว่าปัญหาของคนไทยที่สตาร์ตอัพไทยแก้ หรือปัญหาในเซาท์อีสต์เอเชียเป็นปัญหาเฉพาะที่เอาโมเดลคนอื่นมาอาจไม่เวิร์กก็ได้ แต่ต้องใช้ความอดทนค่อนข้างสูง และไม่ใช่เกมสั้น

 

Q : กูรูสตาร์ตอัพบางรายบอกว่าไม่ต้องคิดใหม่ไปหาสิ่งที่คนคิดอยู่แล้วมา

คนพูดแบบนี้เยอะ แต่ผมว่ามันมีหลายทาง ผมเชื่อว่ามีวิธีการทำแบบที่ไม่ต้องไปลอกใครก็ได้ และมีโอกาสเติบโตได้เหมือนกัน

ผมมองว่า ส่วนหนึ่งคือ PASSION วันที่เราลองผิดลองถูกยังไม่รู้อะไรเลย สิ่งที่ทำให้เรามีแรงทำต่อไปเรื่อย ๆ คืออะไรสักอย่างที่เรียกว่า PASSION ก็ได้ แล้วมันเป็นการเรียนรู้ตลอดทาง

ผมทำ 10 อย่าง ผิด 8 อย่าง ไอ้ 2 อย่างที่ถูกไม่ได้มีตำราไหนเขียนไว้ แต่ผมรู้ว่า เอาสองอย่างนี้มาทำต่อจะสำเร็จ

สตาร์ตอัพควรมีเรื่องราวของตัวเอง เหมือนเงาเสียงของตัวเอง ถามว่าเราจะเป็นเงาเสียงของสตาร์ตอัพฝรั่งอีกแล้วหรือ รอวันดีคืนดีเขาเข้ามาในเซาท์อีสต์เอเชีย คำถามคือ ถ้าโชคดีเขาซื้อเรา โชคไม่ดีเขาไม่ซื้อเรา จะทำยังไงต่อ คนที่ตั้งท่าเบิร์นเงินมารอขาย รอวันตายอย่างเดียว

ผมว่าวันนี้ไม่มีสูตรสำเร็จ แต่ยังไงก็แล้วแต่ เกมคือ คุณต้องเป็นเรียลบิสซิเนส ผมเชื่อเรื่องการเป็นเรียลบิสซิเนส ผมไม่เชื่อเรื่องการปั่นแวลูเอชั่นแล้วรอขาย มันไม่ยั่งยืน และเสี่ยง

การได้นักลงทุนผมไม่เคยแถลงข่าว เพราะคิดว่ายังไม่ใช่ความสำเร็จ

ตอนเราได้นักลงทุนมา สิ่งที่เราคิดคือ เครียดกว่าเดิม แต่ก่อนเงินเรา วันนี้มีคนเอาเงินมาให้ 40-50 ล้านบาท เขาก็คาดหวังกับสิ่งที่เราทำ จากเคยคุยกันเองเป็นสตาร์ตอัพทำเองกับเพื่อนได้ วันนี้มีบอร์ด ใครไม่รู้มาคอยดู แปลว่าการได้เงินลงทุนไม่ใช่ความสำเร็จ แต่คือเส้นทางหนึ่ง ทางเลือกหนึ่งที่เราจะต้องไป

ถ้าพ่อผมรวย ผมคงไม่เอาเงินใคร ถ้าผมมีเงินร้อยล้าน ผมทำเองแล้ว

การได้นักลงทุนมาคือวิธีการ ได้กระสุนมาเพิ่ม เพื่อให้วิ่งได้เร็วขึ้น แต่ถ้ากระสุนหนักก็กดดันนะ ถ้ายิงไม่ออกหรือระเบิดตายตรงนี้ก็มีเหมือนกัน

การได้เงินมาไม่ใช่ความสำเร็จ แต่คือวิธีการไปสู่ความสำเร็จ จะสำเร็จไม่สำเร็จอีกเรื่อง ที่อเมริกาคนที่ได้เงินไปแล้ว ไปต่อไม่ได้ก็เยอะแยะ

วันนี้ประเทศไทย อยู่ในช่วงตื่นสตาร์ตอัพ ทุกคนแถลงข่าวกันหมดเวลาได้เงินลงทุน แต่หนังชีวิตจริง ๆ อยู่หลังจากนี้มากกว่า

Q : วงการสตาร์ตอัพวันนี้

สมัยก่อนผมไม่มีที่ยืน ปรึกษาใครก็ไม่ได้ นักลงทุนไม่เข้าใจ ไม่มีลมใต้ปีกมาซัพพอร์ตสตาร์ตอัพ ปี 2012 ผมต้องออกไปพิทช์ที่เวียดนาม ไปหาเวทีสตาร์ตอัพที่นั่น เพราะเมืองไทยยังไม่มี

ผมทะเล่อทะล่าไปประกวด และได้เป็นตัวแทนเวียดนามไปชิงชนะเลิศที่สิงคโปร์ ปี 2012 คนแห่ไปฟังกันที่เวียดนาม และมันก็มีบทเรียน เวียดนามคือกระบวนการเรียนรู้ มีล้ม มีเกิด มีโกง

วันนี้ประเทศไทยเพิ่งมาบูม ตามหลังเวียดนาม 3-4 ปี

ความเข้าใจเรื่องสตาร์ตอัพกำลังดีขึ้น เราอยากเห็นสตาร์ตอัพเป็นเหมือนเอสเอ็มอี ถ้าคนไทยในอีกสิบปีข้างหน้าเข้าใจว่าธุรกิจสตาร์ตอัพจริง ๆ คืออะไร เราจะอยู่กับสตาร์ตอัพไปได้อย่างต่อเนื่อง

ประเทศไทยเป็นประเทศสร้างกระแส พอมีใครพูดอะไรแล้วเป็นกระแสได้ก็จะเป็นไปเรื่อย ๆ กระแสสตาร์อัพเกิดจากธุรกิจโทรคมนาคมก่อน แล้วก็มาแบงก์เมื่อ 2 ปีที่แล้ว ตอนนี้มาอสังหาฯ และทุกองค์กรใหญ่

บอกว่าซัพพอร์ตสตาร์ตอัพหมด ซึ่งเป็นเรื่องน่าสนใจ ที่คนซัพพอร์ตสตาร์ตอัพมาจากบริษัททั้งนั้น

คำถามคือ การสนับสนุนแบบนี้ เป็นแค่กระแสหรือเปล่า

Q : เขาก็หาทางรอดของตนเอง

คอร์เปอเรตที่มาทำงานร่วมกับสตาร์ตอัพส่วนใหญ่จะบอกว่า ฉันทำกับเธอแล้ว เธอห้ามไปทำกับคนอื่น หรือคู่แข่งเพื่อปกป้องผลประโยชน์ ถ้าเป็นแบบนี้จะไม่เกิด

อย่างมิลคอนมาลงทุนในบริษัทเรา เงื่อนไขแรก ผมบอกเลยว่า เราไม่ใช่ช่องทางขายของเขาเจ้าเดียวนะ ถ้าทำแบบนี้จะไม่โต หรือมีบริษัทอสังหาฯมาลงทุนด้วยแล้วบอกว่า ต้องขายของเขาเท่านั้น ผมว่าแบบนี้จะไม่โต ไม่เกิด ถ้าอยากเห็นสตาร์ตอัพเกิด ต้องเป็นกลาง เป็นนักลงทุน แล้วใช้สรรพกำลังใช้เน็ตเวิร์กที่มีช่วยให้สตาร์ตอัพเกิด แล้วมันจะเกิด

ที่อเมริกามีคำถามคือว่า Corperate Venture Capital เกิดจริงหรือเปล่า ในเอเชียอาจจะเกิดได้ เพราะคนที่ลงมาเล่นคือเถ้าแก่ คือเจ้าของธุรกิจ เป็นแฟมิลี่บิสซิเนสมาเอง เป็นเจ้าของธุรกิจมาโค้ชให้กับ Digital Enterpererner คือไม่ใช่แค่เงิน แต่ได้สปิริตของมิลเลียนแนร์ รุ่นก่อน ๆ ในนี้ด้วย

Q : กระแสเด็กไทยแห่เป็นสตาร์ตอัพ

ผมเคยชวนคนอื่นมาเป็นสตาร์ตอัพเยอะแล้ว ผมรู้สึกผิดนะ ยุคแรก ๆ ที่ระดมทุนได้เราเองก็รู้สึกเจ๋ง ไปพิตช์ต่างประเทศ ผมเคยเป็นคนหนึ่งที่เย้ว ๆ บอกว่ามาเป็นสตาร์ตอัพกันเถอะ มาเปลี่ยนโลกกัน

แต่วันนี้ ผมรู้สึกว่า ผมควรต้องบอกความจริงให้เขาเห็นมากที่สุดว่า มันยากยังไง ต้องเตรียมตัวยังไง เจ็บนะ และไม่แนะนำเลยให้เด็กจบใหม่มาเป็นสตาร์ตอัพ

เด็กไทยกับเด็กฝรั่งคนละสตอรี่กัน เด็กฝรั่งทำงานตั้งแต่อายุเท่าไร เขาเรียนรู้โลกมาเอง เด็กไทยพ่อแม่รับส่งถึงปริญญาตรี ไม่รู้ด้วยว่าธุรกิจเป็นไง

ฉะนั้นจะเอาภาพเดียวกับเด็กเมืองนอกอายุ 17 ดรอปเรียนมาทำสตาร์ตอัพแล้วบอกเด็กไทยมาทำสตาร์ตอัพตั้งแต่มหา’ลัยกันเถอะ ผมว่าไม่ใช่ ควรผ่านอีกกระบวนการมาก่อน ไปทำงานในสตาร์ตอัพก็ได้ ทำสัก 2-3 ปี เก็บประสบการณ์ ทักษะในเรื่องธุรกิจมันเยอะ ถ้าคุณไปทำงานในสตาร์ตอัพ จะได้อะไรเยอะมาก มันเหมือนย่นระยะเวลา 5-10 ปีมาแน่น ๆ ใน 1-2 ปีแรก และถ้าคุณไม่เกี่ยงงาน ผมเชื่อว่าไม่เกิน 25 คุณจะมีความพร้อมที่จะเป็นสตาร์ตอัพเยอะมาก และก็ไม่แก่เกินที่จะล้ม มีแรงที่จะเสี่ยง มีความรู้ด้วย และวุฒิภาวะมา

ถ้าไปคิดว่าสตาร์ตอัพเป็นเรื่องของเด็ก อายุน้อยร้อยล้าน คำพูดแบบนี้นำไปสู่ความเข้าใจผิด ๆ จะยิ่งแข่งอายุน้อยกันไปเรื่อย คนสำเร็จก็มี คนไม่สำเร็จก็เยอะมาก เด็กที่ออกมาไม่สำเร็จก็จะมีแผล ทำร้ายทรัพยากรมนุษย์ของไทยถ้าชวนมาแล้วเขาต้องมาเจ็บในสิ่งที่ไม่ควรเจ็บ

กิจกรรมของสมาคมหรือของประเทศควรเป็นกระบวนการที่จะต้องสกรีนว่า เขาอยากเป็นสตาร์ตอัพหรือไม่ ถ้าไม่เหมาะก็ไปเป็นมืออาชีพ ไปทำงานราชการ ไปทำรีเสิร์ชก็ได้ แต่ถ้าชอบเจ็บปวดเยอะ ๆ ลองผิดลองถูกได้ ก็มาเป็นสตาร์ตอัพ บางคนบอกว่า สตาร์ตอัพคือลูกคนรวยที่ยอมเจ็บได้

Q : สตาร์ตอัพไทยขาดอะไร

ภาษานิดหน่อย แต่ดีขึ้นเยอะแล้ว ผมว่าสตาร์ตอัพไทย เราเกิดในประเทศที่ตลาดไม่ได้ใหญ่ แม้จะมีคน 60 ล้านคน มีคนใช้อินเทอร์เน็ต 40 ล้าน ก็ไม่ใหญ่ และมีข้อจำกัด

ผมเองเวลจะเอาธุรกิจผมไปต่างประเทศ เราไม่ใช่แบบเด็กสิงคโปร์ ไม่ได้เกิดมาอินเตอร์ตั้งแต่เด็ก เรามีข้อจำกัดเรื่องภาษา เรื่องวิธีคิดที่เป็นอินเตอร์เนชั่นแนลบิสซิเนส ทำให้หลายสตาร์ตอัพไทยทะลุทะลวงกรอบขวานทองไปนอกประเทศไม่ได้

วิธีคิดของเรา คือเราไปจำจากตำราเมืองนอก ไปฟังคอร์สเมืองนอกมา ไปอ่านหนังสือมา ผมมองว่าหนังสือพวกนั้น เขาพูดในกรณีที่ตลาดเป็นตลาดโลกตั้งแต่วันแรก ยูสเซอร์ทุกคนพูดภาษาอังกฤษ แปลว่าโอกาสของเราจะช้ากว่าเขา 50 เท่า เราจะเรียนรู้อะไรได้ช้ากว่า ผมเลยคิดว่า วิธีของเราไม่ใช่ลอกฝรั่งมาหมด เราต้องเข้าใจคอนเท็กซ์ของความเป็นตลาดเล็ก ๆ ถ้าคนไทยทำลายกำแพงขวานทองออกไปได้ อย่างน้อยเราคืออาเซียนซิติเซ็น ที่มี 5-600 ล้านคน ซึ่งเป็นที่ที่เราควรจะไป ผมตื่นเต้นเรื่องนี้ ยิ่งอยู่ในวงการก่อสร้าง ผมจะรู้สึกกับประเทศนี้ที่จีดีพีโต 3% ได้ยังไงในเมื่อธุรกิจผมต้องโตปีละ 5 เท่า ผมตื่นเต้นกับ CLMV ไปมีออฟฟิศที่พม่า เขมร เพราะเพื่อนรอบข้าง โตปีละเท่าไร เราเลยต้องผลักตนเองออกไปนอกประเทศให้ได้

ผมว่ารุ่นพี่ ๆ ต้องแสดงให้น้อง ๆ เห็นว่า สตาร์ตอัพไทยต้องเป็นริจินอลบิสซิเนส ไม่ใช่แค่โลคอลบิสซิเนส

Q : BUILK ทำในสิ่งที่ตนเองมีความรู้อยู่เดิม

บังเอิญว่าเราอยู่ในธุรกิจนี้ เป็นผู้รับเหมามาก่อน สิ่งที่ต้องทำคือ ทรานฟอร์มตนเองบนความเข้าใจบนโอกาสที่เคยมีเข้าสู่ยุคดิจิทัลให้ได้ ผมก็เป็นตัวอย่างจากคนในวงการก่อสร้างมาทำเรื่องดิจิทัล ไม่ได้โดนดิสรัป

แต่ผมเจ๊งเอง ผมโง่เอง ผมทำธุรกิจไม่เก่งหรอกครับ แต่เรียนผิดเรียนถูกมา

ถามว่า วงการก่อสร้างถ้าคิดชั้นเดียว ก็บอกว่าไปทำอีคอมเมิร์ซสิ ทำอาลีบาบาขายวัสดุก่อสร้างก็จบ ก็เป็นสตาร์ตอัพแล้ว แต่สิ่งที่เราเริ่มทำ เราไม่ได้เริ่มแบบนั้น เราไม่ได้เริ่มจากการคิดว่า จะขายอะไรแล้วรวย

เราเริ่มจากการที่เป็นผู้รับเหมาก่อสร้างแล้วมีปัญหา 4-5 ปีแรก ไม่มีใครเข้าใจว่า เราทำอะไร เรากำลังแก้ปัญหาฐานรากของอุตสาหกรรม แก้ปัญหาเอสเอ็มอี พอฐานรากแข็งแรง ก็ขึ้นมาเป็นเสาเป็นคาน เป็นบิสซิเนส

ผมเปรียบเทียบอย่างนี้ว่า เป็นงานก่อสร้าง ข้างล่างของอิสดัสตรีมีปัญหาหลัก ๆ คือความเสี่ยงกับความไร้ประสิทธิภาพ

ผมทำก่อสร้างมา ผมไม่เคยรู้เลยว่ากำไรขาดทุนเท่าไร ผมโดนโกง ผมจ่ายเงินร้านวัสดุช้า เพราะเจ้าของงานจ่ายผมช้า เป็นทอด ๆ อย่างนี้ นี่คือปัญหาสะสมในวงการนี้มา 40-50 ปี

ตั้งแต่รุ่นพ่อ ผมเห็นมาแต่เด็ก ก็คิดว่าทำไมไม่แก้ปัญหานี้ล่ะ ถ้าผู้รับเหมาห่วย ทำไมเราต้องทน ผู้รับเหมาดีก็มี อะไรที่ทำให้ผู้รับเหมาดีก็ไปหาโซลูชั่นมาแก้ให้ผู้รับเหมาห่วยเป็นผู้รับเหมาดี จากนั้นมันก็ค่อย ๆ ต่อยอดมา ผมไม่ได้เห็นภาพ BUILK วันนี้ ตั้งแต่วันแรกที่ทำนะ

วันแรกคิดโง่ ๆ เลย เอาโปรแกรมฟรี ไปเดี๋ยวคิดค่าโฆษณา ในแผนธุรกิจที่เราพิตช์มาก็โม้ว่าจะรวยไม่รู้ไหนต่อไหนแล้ว แต่มันไม่จริง ไม่มีใครมาลงโฆษณาหรอก ต้องไปหาคุณค่าอย่างอื่นมาเติมเข้าไปอีก ถ้าคิดแค่โฆษณา คิดสั้นมาก จนมารู้ว่า คุณค่าของมัน ไม่ใช่การทำให้คนมาลงโฆษณา

Q : รู้ได้ยังไงว่าควรทำอะไรต่อ

ตอนนั้นไปเวียดนามก็เห็นโลก ที่เปลี่ยนจริงคือตอนเป็นตัวแทนเวียดนามมาชิงชนะเลิศที่สิงคโปร์ เมนเทอร์ต่าง ๆ บอกว่า ห้ามพูดแบบนี้นะ แอดเวอร์ไทซิ่งเขาเลิกพูดกันไปตั้งนานแล้วไม่รู้เลยเหรอ

ผมก็ครับพี่ ผมเพิ่งมาจากป่า เขาก็บอกว่ามีอะไรที่ดีกว่า ปี 2010 เขาก็ช่วยคิดกันมา มันมีบิ๊กเดต้า มีนั่นนี่ เราก็โม้ไป ในการพิตช์ คือการขายฝัน คือผมขายฝันได้ มีคนคิดว่าพอเป็นไปได้ ก็ค่อย ๆ ประกอบฝันไป กลับมาจากซิลิคอนวัลเลย์ก็เริ่มรู้ขึ้นมาเรื่อย ๆ แรก ๆ โดนด่า ที่บอกว่า เราเอาโปรแกรมฟรีไปให้คนใช้แล้วเก็บค่าบริการเป็นแอดเวอร์ไทซิ่งกับบิ๊กเดต้า เขาก็บอกโง่จัง ทำไมไม่เก็บค่าบริการซอฟต์แวร์ล่ะ ฝรั่งบอกผมว่า โปรแกรมอย่างผมควรเก็บตังค์อย่างน้อยคนละ 50 เหรียญต่อคน เพราะคุณช่วยเขาจริง ๆ ผมเชื่อว่านี่คือเซาท์อีสเอเชียที่ฝรั่งไม่เข้าใจ คนไม่จ่ายเงิน

ถ้าผมอยากเปลี่ยนวงการนี้ ผมต้องทำเหมือนไลน์ เหมือนเฟซบุ๊ก คือให้ใช้ฟรีไปก่อน ก็อดทนทำมาสักพักถึงจุดหนึ่งก็คิดว่า มีทางหารายได้ พอมีสัก 5 พันบริษัทมาใช้โปรแกรมเรา ก็เริ่มทดสอบด้วยอีคอมเมิร์ซ โดยเอาของมาขายเองก่อนในปี 2015 ก็เก็บเงินได้บ้าง ไม่ได้บ้าง คือเปิดหน้าร้านเป็นเวอร์ช่วลขึ้นมา ซื้อเหล็กผ่านผมได้ ผมจะไปดิวราคาเหล็กมาให้ ตอนปี 2015 มียอดขายสักสิบล้าน

จริง ๆ เขาสงสาร เขาใช้โปรแกรมเราฟรีแล้ว ก็คงคิดว่าช่วย ๆ มันซื้อหน่อย แต่เราก็ทำราคาสูสีคนอื่นนะ

ปี 2016 พอเราเริ่มขายได้นิดหน่อยก็ไปคุยกับมิลคอน ไปขอเหล็กเขามาขาย เขาไปขอมา เขาเลยมาถือหุ้นเรา 30% ปีนั้นก็มาทำเรื่องเพจเจ๊จู เพราะพบว่าให้ขายเองก๊อก ๆ แก๊ก ๆ ก็ขายได้ไม่กี่สิบล้าน เราต้องการคนอื่นมาช่วยขายได้ เพราะเราไม่ได้เป็นคนขายของมาก่อน เราอยากเอาคนขายของมาอยู่บนนี้ บนแพลตฟอร์มเราจึงทำบิสซิเนสโมเดลใหม่ ขยับมาเป็นมาร์เก็ตเพลส

ฝรั่งเรียกเราว่า เวิร์กโฟลว์อินทิเกรเต็ด มาร์เก็ตเพลส คือเป็นมาร์เก็ตเพลสที่วางเวิร์กโฟลด์ไว้ให้แล้ว โดยการทำโปรแกรมฟรี แปลว่า ชีวิตของผู้รับเหมาก่อสร้าง ตั้งแต่ 8 โมงเช้า-5 โมงเย็น เวิร์กโฟลด์อยู่บนนี้ แล้วก็จิ้มอีก 2-3 คลิก สั่งของได้ เช็กราคาวัสดุได้ เปลี่ยนเกมการสั่งซื้อไปหมด

Q : วงการผู้รับเหมาเข้าใจ

ใช้เวลานานมาก สิ่งที่ผมทำคือ ผมเป็นบริษัทสตาร์ตอัพที่ไม่ได้ลงเฟซบุ๊กแอด หรือกูเกิลอะไรแบบคนอื่น แต่ลงพื้นที่จัดกิจกรรม

ปีที่แล้วเราจัดกิจกรรมไป 70 ครั้ง แปลว่าทุกสัปดาห์มี 1.4 อีเวนต์ ไปมุกดาหาร ไปจังหวัดโน้นนี่ ไปเจอกลุ่มผู้รับเหมา ไปสอนเขาฟรี ๆ เพราะเราต้องเทิร์นพฤติกรรมเขาจากออฟไลน์ไปออนไลน์ให้ได้

คนทำสตาร์ตอัพ มีสูตรสำเร็จอยู่ 2 ขั้นตอน ขั้นที่หนึ่ง เราไปเปลี่ยนนิสัยเดิมของคนให้ได้ก่อน คือคนมีสันดาน มีพฤติกรรมอยู่แล้ว ยากมาก แต่ก่อนเราเรียกแท็กซี่บนถนน ดมควันรถ เมื่อแกร็บกับอูเบอร์มาเปลี่ยนนิสัยเรา

สเต็ปสอง คือเปลี่ยนได้แล้วจะรักษาไว้ให้นานที่สุดอย่างไร เพราะจะมีคู่แข่งมาเปลี่ยนนิสัยเสมอ

ภาพที่ผมเห็นที่ผมสอนน้อง ๆ เสมอคือ ชีวิตลูกค้าเรา 24 ชั่วโมงเท่านั้น แปลว่า 8 ชม. นอน 8 ชม.ทำงาน 8 ชม.ไลฟ์สไตล์ ซึ่งแบ่งได้เป็น 2 ชั่วโมงเฟซบุ๊ก 2 ชั่วโมงไลน์ 15 นาทีเป็นวงใน ผมเห็นภาพว่าพายนี้ถูกแบ่งไป คนไหนที่แบ่งพายของชีวิตคนได้ คนนั้นคือธุรกิจ คนไหนทำแอปมาแล้วแบ่งพายไม่ได้ ไม่มีทางเป็นธุรกิจเลย มันก็แย่งกันบนพายนี้

สิ่งที่ Builk ทำ เราไปแข่ง 8 ชม.ที่ผู้รับเหมาก่อสร้างทำงานอยู่ เวอร์ติคัลเดียวเลย แทนที่แต่ก่อนเขาทำงานบนเอ็กเซล บนกระดาษปากกา ผมเอาเวลานั้นเปลี่ยนพฤติกรรมเขามาอยู่บนโปรแกรมของเรา ชีวิตผู้รับเหมาเป็นหมื่นรายอยู่กับเรา นี่คือธุรกิจผม

ยูสเซอร์เราอายุต่ำกว่า 45 เป็นส่วนใหญ่ วันนี้เรามีผู้ใช้งาน 6% ของอินดัสตรี อีก 90% ยังไม่ได้ใช้เลย หมื่นกว่ารายเป็นคนลงทะเบียน แต่แอคทีฟจริงๆ ปีที่แล้วมีคนใช้ Builk ทำงานก่อสร้างมูลค่า 3 หมื่นล้านบาท ปีนี้จะมาหกหมื่นล้าน แต่ทั้งอุตสาหกรรมประเทศไทยบอกว่า มีหนึ่งล้านล้าน พวกเราเป็นเอสเอ็มี ไม่ได้รับงานใหญ่ แต่เราจะมีหกหมื่นล้านจากหนึ่งล้านล้าน

งานสร้างตึก สร้างบ้าน ผู้รับเหมาที่สร้างบ้านจะใช้บิลด์ควบคุมหมด

Q : คอนซูเมอร์ใช้ได้ไหม

ไม่ได้ ผมไม่คิดว่าผมต้องทำทุกสิ่งให้คนทุกคน ผมไม่อยากเป็น Everything for Everyone แต่ขอเป็น Something for Someone ผมทำสิ่งนี้เพื่อผู้รับเหมาก่อสร้างเท่านั้น

ปีนี้หกหมื่น ปีที่แล้วสามหมื่น สามหมื่นล้านนี่เท่ากับสเตคอน แต่ผมรวมหมด ๆ ที่เป็นเอสเอ็มอีทั้งหลาย เป็นหมื่นรายเท่ากับสเตคอน 1 บริษัท

ปีนี้เป้าเราอยากจะเท่าซีเค คือหกหมื่นล้านบาท ปีหน้าผมควรจะเท่า ITD

รายได้เรา 95% มาจากขายวัสดุก่อสร้างให้คนพวกนี้ คือมีหกหมื่นล้านอยู่ในผม ปีนี้ผมขายของให้พวกนี้ได้ 400 ล้านบาท แต่ส่วนใหญ่เขาไม่ซื้อกับผม เขาก็มีร้านของเขา ถ้าเราทำราคาได้ดี เขาก็จิ้มสองคลิกมา อะไรแบบนี้ เราก็ไปกินแชร์บางส่วน เพื่อทำให้อินดัสตรีนี้ประสิทธิภาพดีขึ้น

จาก 400 ล้านปีหน้าปีนี้ ปีหน้าอยากได้สัก 1,500 ล้านบาท โต 2-3 เท่า

ผมเชื่อว่าถ้าคุณคิดนวัตกรรมอะไรสักอย่างแล้วบอกว่า เป็นของบนหิ้ง ไม่มีทางเปลี่ยนโลกได้

ผมชอบคนที่บอกว่า ทำรถไฟฟ้าคันละแปดล้านให้เหลือแปดแสน ถ้าแอนดรอยด์ยังแพงอยู่ เราไม่มีทางเปลี่ยนให้คนงานก่อสร้างผมใช้แอนดรอยด์ได้เลย เราก็อยากจะทำอย่างนั้น ถ้าอยากจะเปลี่ยนกราวนด์ของอินดัสตรีไปชาร์จตังค์ ไม่เปลี่ยนหรอก ผมไม่ได้คิดสั้น ๆ ผมอยากตายไปแล้วได้อนุสาวรีย์

มีคนบอกว่าบิลด์เปลี่ยนวงการก่อสร้าง คือเล่นใหญ่ เป็นเกมยาว ผมไม่ได้ทำสตาร์ตอัพแบบรอขาย

สิ่งที่อยากสตาร์ตอัพเห็น คือมันไม่ได้มีเอ็กซิตเดียวไม่ได้คิดแบบเดียวเสมอไป คนที่เอ็กซิตได้ผมยินดีด้วย แต่คนไม่เอ็กซิตอาจเข้าตลาดได้ หรือเป็นบิ๊กบิสซิเนสพาธุรกิจไทยไปไหนได้

การเปิดรับพาร์ตเนอร์ก็เพื่อจะหาคนที่จะมาเปลี่ยนวงการนี้ไปด้วยกัน สเต็ปต่อไปเราอยากเข้าตลาดหลักทรัพย์ ผมถึงรวมสองบริษัทเข้าด้วยกัน แต่ก่อนผมมีบริษัทหนึ่งทำซอฟต์แวร์ และก็มีบิลด์ ก็นำมารวมกันเป็นบริษัทชื่อ บิลด์วันกรุ๊ป จะเอาบริษัทนี้เข้าตลาดในปี 2019

สาเหตุให้ต้องเข้าตลาด เพราะต้องการกระสุนไปชนกับยักษ์ ผมเลือกรวมเอสเอ็มอีพันล้านไปชนกับบิ๊ก เพราะอยากให้เขาเก็บแบรนด์ไว้ให้ลูกหลาน ผมไม่ต้องการไปทาสีร้านเจ๊เป็นสีเหลือง สีส้ม ผมเอาอินฟราสตรักเจอร์ เอาซอฟต์แวร์ไปให้เจ๊ใช้ฟรี แลกกับเจ๊สั่งเหล็กสั่งปูนผ่านผมปีละห้าล้านบาท คือไปเป็นเปลี่ยนเกม

ความถนัดเรา คือ บิสซิเนสโมเดล อินโนเวชั่น ผมคือแอร์บีเอ็นบีสำหรับร้านวัสดุ ผมไม่ต้องลงทุนโกดังเอง ใช้โกดังเจ๊ไปส่ง เป็นกลยุทธ์เราใน 1-2 ปี และเริ่มเห็นระยะยาวเราจะเป็นอะไร เราไม่ต้องการเป็นคนขายวัสดุก่อสร้าง แต่ต้องการเป็นมาร์เก็ตเพลส

จิ๊กซอว์ของเรามี 4 ตัว ถ้าเราอยากดิสรับวงการอีคอมเมิร์ซต้องมีองค์ประกอบ 4 อย่าง 1. คือทราฟฟิก เราทำโปรแกรมมา 7 ปี คือทราฟฟิก และ 2.มีของมาขาย อีคอมเมิร์ซคือจำนวนสินค้าต้องเยอะ เราต้องมีพาร์ตเนอร์เต็มไปหมด ผมมีเอสเคยูอยู่ 2 แสน ผมขายอะไรก็ได้ 3. ต้องมีโลจิสติกเน็ตเวิร์กเอง ผมมีเจ๊จูเป็นโลจิสติกด้วยคอยส่งของใกล้ ๆ และสุดท้าย 4.มีคนเก็บเงิน ผมไม่ได้ใช้เปย์เมนต์เกตเวย์เหมือนชาวบ้านเขา เราพาร์ตเนอร์กับเคแบงก์ มีเปย์เมนต์เกตเวย์ พยายามทำเครดิตสกอริ่ง และปีนี้ทำงานกับแบงก์อื่น ๆ ด้วย

ครบสี่ข้อ เราถึงบอกว่าเรารู้ว่า เราทำอะไรอยู่ ทำให้ใคร ถึงเรียกตัวเองว่าเป็นเรียลบิสซิเนสได้สักที