เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ราคาทองวันนี้ (5 ต.ค. 69) พุ่งขึ้น 300 บาท ทองรูปพรรณ 67,050 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (5 ต.ค. 69) พุ่งขึ้น 300 บาท ทองรูปพรรณ 67,050 บาท
สุชาติ เชื่อช่วง IMF-World Bank 2026 คนไทยจะให้ความร่วมมือ-ไม่มีชุมนุม
Politics สุชาติ เชื่อช่วง IMF-World Bank 2026 คนไทยจะให้ความร่วมมือ-ไม่มีชุมนุม
ตลาดหลักทรัพย์ฯ คาด Fund Flow ต่างชาติไหลออกชั่วคราว
Finance ตลาดหลักทรัพย์ฯ คาด Fund Flow ต่างชาติไหลออกชั่วคราว
สุชาติ เผย ‘เนวิน’ แนะให้สามัคคี-ทำงานเพื่อชาติบ้านเมือง
Politics สุชาติ เผย ‘เนวิน’ แนะให้สามัคคี-ทำงานเพื่อชาติบ้านเมือง
The Times ชี้ UK ตามรอย EU เก็บภาษีอีวีจีน
World The Times ชี้ UK ตามรอย EU เก็บภาษีอีวีจีน
อนุทิน รับหนังสือ ‘พีมูฟ’ ประชิดทำเนียบ ยันไม่ตัดสิทธิสุขภาพ-ที่ดินทำกิน
Politics อนุทิน รับหนังสือ ‘พีมูฟ’ ประชิดทำเนียบ ยันไม่ตัดสิทธิสุขภาพ-ที่ดินทำกิน
สทนช.เตือน 5-7 ต.ค. เฝ้าระวังน้ำหลาก-ล้นตลิ่งหลายพื้นที่ กทม.-ปริมณฑลเสี่ยงด้วย
Economic สทนช.เตือน 5-7 ต.ค. เฝ้าระวังน้ำหลาก-ล้นตลิ่งหลายพื้นที่ กทม.-ปริมณฑลเสี่ยงด้วย
ยางไทยเร่งเกม ‘AI-นวัตกรรม’ สกัดโรคใบร่วง-เพิ่มมูลค่าปลายน้ำ
Economic ยางไทยเร่งเกม ‘AI-นวัตกรรม’ สกัดโรคใบร่วง-เพิ่มมูลค่าปลายน้ำ
ไทยวางเกมยางพารารอบใหม่ ผนึกมาเลย์คุมซัพพลายเชน-ดันมาตรฐาน รับกฎการค้าโลก
Economic ไทยวางเกมยางพารารอบใหม่ ผนึกมาเลย์คุมซัพพลายเชน-ดันมาตรฐาน รับกฎการค้าโลก
จันทบุรี เดินหน้าฟื้นฟู-เยียวยาผู้ประสบอุทกภัย4 อำเภอ 19 ตำบล
เศรษฐกิจภูมิภาค จันทบุรี เดินหน้าฟื้นฟู-เยียวยาผู้ประสบอุทกภัย4 อำเภอ 19 ตำบล
ดูทั้งหมด

UN เตือนไทยวิกฤตประชากร เร่งรับมือสังคม “แก่ก่อนรวย”

02 ส.ค. 2562 | 12:11น.
ความชราภาพเป็นเรื่องยากลำบากของชีวิตไม่ว่าจะสถานการณ์ใด และจะยิ่งยากขึ้นถ้าชราและยากจน ซึ่งนั่นเป็นความท้าทายที่ประเทศไทยกำลังเผชิญ

“บลูมเบิร์ก” รายงานโดยอ้างข้อมูลขององค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ที่ตีพิมพ์เมื่อเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา แสดงให้เห็นถึงอัตราการเกิดใหม่ของไทยที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง และเป็นประเทศกำลังพัฒนาประเทศแรกในโลกที่กำลังเผชิญการขาดแคลนเด็กเกิดใหม่ เพราะอัตราการเกิดของไทยแทบจะต่ำที่สุดในโลกคือเฉลี่ยอยู่ที่ 1.5 คนต่อผู้หญิง 1 คน ซึ่งต่ำกว่าประเทศรายได้สูงอย่าง “สวิตเซอร์แลนด์ และฟินแลนด์” ที่มีอัตราการเกิดอยู่ที่ 1.5 คน และ 1.6 คนตามลำดับ

ขณะที่อัตราการเกิดเฉลี่ยที่เหมาะสมเพื่อรักษาเสถียรภาพและการเติบโตของประชากรคือ 2.1 คน

ประเทศไทย “แก่ก่อนรวย”

จากรายงานของยูเอ็นชี้ให้เห็นว่า ในปี 2030 หรืออีก 10 ปีข้างหน้า ประเทศไทยจะมีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปมากถึง 25% หรือ 1 ใน 4 ของประชากรทั้งหมด ที่น่าตกใจคือ ส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่ม “คนยากจน” ขณะเดียวกัน กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ระบุด้วยว่า แรงงานที่กำลังจะหดตัวนี้คาดว่าจะกระทบต่ออัตราการเติบโตของเศรษฐกิจถึง 100% ในทุก ๆ ปีในช่วง 2 ทศวรรษข้างหน้านี้

สำหรับประเทศที่ร่ำรวยในโลก การเพิ่มจำนวนของผู้สูงอายุมักเกิดจากการที่มีอัตราการเกิดต่ำ ในขณะที่ประชากรจะมีรายได้สูงขึ้น ยกเว้นกรณีของ “จีน” ซึ่งรัฐบาลเคยมีนโยบายลูกคนเดียว เป็นความพยายามควบคุมจำนวนประชากรก่อนที่จะยกเลิกไปในปี 2015 แต่สำหรับสถานการณ์ใน “ไทย” คนจำนวนมากกำลังจะก้าวเข้าสู่วัยชราก่อนที่จะร่ำรวย

“ฉัว ฮัก บิน” ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์ ฝ่ายเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของเมย์แบงก์ กิมเอ็ง รีเสิร์ช (Maybank Kim Eng Research) ประเทศสิงคโปร์ ระบุว่า “นี่เป็นปัญหาและความท้าทายสำหรับไทย เพราะเป็นประเทศที่ยังติดอยู่ในสังคมรายได้ปานกลางมานาน ทำให้ไทยเป็นประเทศตลาดเกิดใหม่ที่ต้องเผชิญหน้ากับปัญหาทางด้านประชากรศาสตร์ เช่นเดียวกับประเทศที่มีเศรษฐกิจก้าวหน้า”

ในอดีตนักเศรษฐศาสตร์และนักนโยบายภาครัฐมองว่า การมีประชากรมากเกินไปเป็นปัญหาสำคัญประชากรศาสตร์ระดับโลก แต่ปัจจุบันอัตราการเกิดที่ลดลงกำลังเป็นปัญหาบั่นทอนเศรษฐกิจทั่วโลก เนื่องจากในช่วง 50 ปีที่ผ่านมา อัตราการเกิดของทุกประเทศทั่วโลกลดลง ผลจากประชากรพื้นที่ชนบทมีการเคลื่อนย้ายเข้าสู่เขตเมืองมากขึ้น ขณะที่ประชากรผู้หญิงสามารถเข้าถึงระบบการศึกษามากขึ้น รวมไปถึงสามารถคุมกำเนิดได้ดีขึ้น แม้ว่าการมีเด็กเกิดใหม่น้อยลงจะเป็นผลดีสำหรับหลายครอบครัวและสิ่งแวดล้อม แต่กลับมีผลเสียทางเศรษฐกิจ เนื่องจากมีผู้บริโภค แรงงาน และผู้เสียภาษีจำนวนลดลง รวมทั้งมีผู้ที่จะดูแลผู้สูงอายุลดลงไปด้วย

ประชากรไทยจะหายไป 1 ใน 3

รายงานระบุว่า นับตั้งแต่ปี 2000 เป็นต้นมา ประเทศไทยกลายเป็นสังคมเมืองรวดเร็วกว่าประเทศอื่น ๆ ในโลกนอกเหนือจากจีน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ไทยมีอัตราการเกิดลดลงในปัจจุบัน โดยการผลักดันให้ครอบครัวมีขนาดเล็กลง เริ่มตั้งแต่ทศวรรษ 1970 ภายใต้โครงการต่อต้านความยากจน นำโดย “มีชัย วีระไวทยะ” ซึ่งมีบทบาทในการเคลื่อนไหวรณรงค์เรื่องการคุมกำเนิดจนได้รับฉายาว่า Mr.Condom

เพียงสองทศวรรษอัตราเฉลี่ยการมีลูกของผู้หญิงไทยลดลงจาก 6.6 คน เหลือเพียง 2.2 คน และในปัจจุบันผู้หญิงไทย 1 คนมีลูกเฉลี่ย 1.5 คนเท่านั้น ซึ่งถือได้ว่าเป็นอัตราการเกิดที่ต่ำมากที่สุดเมื่อเทียบกับจีนที่มีอัตราการเกิดเฉลี่ยอยู่ที่ 1.7 คน ขณะที่อัตราการเกิดที่ถือว่าสร้างความมั่นคงทางประชากรควรอยู่ที่ระดับ 2.1 คน

รายงานของยูเอ็นประเมินด้วยว่า ปัญหาการขาดแคลนเด็กเกิดใหม่ที่เกิดขึ้นในไทยจะส่งผลให้ประชากรไทยราว 70 ล้านคนในปัจจุบัน ลดลงถึง 34.1% หรือราว 1 ใน 3 ในปลายศตวรรษที่ 21

ปัญหาใหญ่แรงงานขาดแคลน

“ชริปาด ตุลจาปูรการ์” (Shripad Tuljapurkar) นักประชากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ระบุว่า ประเทศไทยมีเวลาเหลือไม่มากที่จะแก้ไขปัญหาดังกล่าว ดังนั้น ต้องรีบหาแนวทางในการเพิ่มจำนวนแรงงานให้มากขึ้น ไม่เช่นนั้นปัญหาเรื่องแรงงานหดตัวอาจจะรุนแรงมากขึ้น อีกทั้งยังไม่สามารถทดแทนจำนวนแรงงานได้ด้วยกลุ่มวัยเกษียณที่คาดว่าจะพุ่งขึ้นในช่วงกลางปี 2030

ปัญหาอีกประการ คือ หลังการรัฐประหาร 2 ครั้งในไทยนับตั้งแต่ปี 2006 แผนในการรับมือกับสังคมผู้สูงอายุแทบจะไม่เคยถูกนำมาใช้หรือกล่าวถึง ขณะที่หลังการเลือกตั้งเมื่อเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา รัฐบาลใหม่ที่ประกอบไปด้วยพรรคการเมืองถึง 19 พรรค ก็ดูจะไม่สามารถผลักดันอะไรได้อย่างจริงจัง

หนึ่งในวิธีการแก้ปัญหาที่น่าจะมีประสิทธิภาพก็คือ การที่ไทยเปิดกว้างต่อการอพยพแรงงานมากขึ้นเพื่อลดปัญหาขาดแคลนแรงงาน ซึ่งอาจแตกต่างกับประเทศที่กำลังประสบปัญหาในเรื่องสังคมผู้สูงอายุ อย่างในเกาหลีใต้และญี่ปุ่นที่มีการควบคุมการใช้แรงงานต่างชาติค่อนข้างมาก สำหรับประเทศไทยปัจจุบันมีแรงงานชาวต่างชาติประมาณ 10% ของแรงงานทั้งหมด ซึ่งส่วนใหญ่ทำงานอยู่ในบริษัทขนาดใหญ่

ตัวอย่างเช่น “ภาคภูมิ ศรีชำนิ” กรรมการผู้จัดการ “ซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น” บริษัทขนาดใหญ่ในกรุงเทพฯ ซึ่งมีแรงงานต่างชาติราว 30% จากทั้งหมด 10,000 คน ระบุว่า

“แรงงานต่างชาติมีจำนวนมากพอที่จะเติมเต็มช่องว่างของปัญหาเหล่านี้ได้”

ประชากรวัยทำงานลดฮวบ

ประเทศไทยกำลังเผชิญอัตราการเติบโตของประชากรต่อปีลดลงทุก ๆ ทศวรรษ นับแต่ทศวรรษ 1990 โดยมีประชากรช่วงอายุเฉลี่ย 35 ปี ลดลงจาก 5.3% เหลือ 4.3% ในปัจจุบัน และไตรมาสแรกปีนี้อัตราการเติบโตลดลง 2.8% ชะลอตัวลงมากที่สุดในรอบ 4 ปี

ด้วยอัตราเงินเฟ้อของไทยต่ำกว่า 1% อัตราดอกเบี้ยต่ำกว่า 2% การบริโภคที่ต่ำความต้องการสินค้าและบริการที่ลดลงจากประชากรสูงอายุ ทำให้ขณะนี้ระบบเศรษฐกิจของไทยบางส่วนเริ่มคล้ายคลึงกับสังคมผู้สูงอายุของญี่ปุ่น มากกว่าประเทศกำลังพัฒนาอื่น ๆ ที่ใกล้เคียง อย่างเช่น อินโดนีเซีย หรือฟิลิปปินส์

ขณะที่รายได้ต่อหัวของประชากรไทยเพียง 6,362 ดอลลาร์สหรัฐ ถือว่าเป็นเรื่องยากลำบากมากในการใช้จ่ายสำหรับค่ารักษาพยาบาล เมื่อเทียบกับประเทศที่ร่ำรวยอย่าง “สวิตเซอร์แลนด์” ซึ่งมีรายได้ต่อหัวอยู่ที่ 78,816 ดอลลาร์สหรัฐ และฟินแลนด์ที่มีรายได้ต่อหัวอยู่ที่ 48,580 ดอลลาร์สหรัฐ และพบว่าค่ารักษาพยาบาลในไทยเฉลี่ยเพิ่มขึ้นราว 12% ทุกปีในรอบ 12 ปีที่ผ่านมา ถือว่า “สูงที่สุด” ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อ้างตามข้อมูลของสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ)

ถึงแม้ว่าประเทศไทยจะมีกองทุนบำนาญชราภาพ แต่ความมั่นคงของกองทุนดังกล่าวกลับรั้งท้ายในบรรดา 54 ประเทศตามการสำรวจของ “อลิอันซ์ ซี.พี.” บริษัทประกันภัยระดับโลก ซึ่ง“สมชัย จิตสุชน” หนึ่งในคณะกรรมการของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ระบุว่า กองทุนบำนาญอาจจะหมดลงภายใน 15 ปี หากไม่มีการปฏิรูปภาษีครั้งใหญ่ “เราจำเป็นต้องหารายได้เพิ่มขึ้น”

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ยูเอ็น (UN) สังคมสูงวัย