เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

ดีลกับความตาย

17 ส.ค. 2562 | 12:46น.

คอลัมน์ สามัญสำนึก

โดย เมตตา ทับทิม

 

รถไฟฟ้าสายใหม่พลิกโฉมอะไรได้บ้าง

และเคยถามตัวเองบ้างไหม กลัวตายกันหรือเปล่า 7-8 เดือนมานี้ ไปงานสวดอภิธรรมเพื่อน+คนรู้จัก 20 งาน เยอะเกินไปแล้วนะ ความรู้สึกบอกว่าอย่างนั้น

เกือบทุกงานไปอย่างแขก แต่มีอยู่งานเดียวที่ถูกฝากฝังให้เป็นแม่งาน ถือเป็นเกียรติอย่างสูง

ทางผู้วายชนม์เตรียมตัวสั่งเสียล่วงหน้าไว้ว่าสวด 3 วัน เลือกวัดที่มีสถานีรถไฟฟ้าอยู่หน้าวัด คนมางานเสร็จแล้วเดินสกายวอล์กไปหาข้าวกินสะดวก

ช่วงของการจัดงาน 4 วัน เจ้าภาพต้องมาก่อน-กลับทีหลัง รู้เลยว่าไลฟ์สไตล์คนเมืองกำลังเปลี่ยนเพราะรถไฟฟ้าสายใหม่ปักหมุดหน้าประตูวัด

งานสวด-ประชุมเพลิงกับงานบุญครบ 7 วัน ทำคนละแห่ง แหล่งข่าวหลวงพี่ในวัดระดับแบรนด์เนมเหมือนกัน แจกแจงรายการค่าใช้จ่ายเชิงเปรียบเทียบได้ละเอียดยิบ

มีทั้งฟิกซ์คอสต์อย่างค่าบำรุงศาลา ค่าแรงพนักงาน ภารโรง ช่างไฟ พิธีกร รายละเอียดใช้จ่ายจัดเตรียมพิธีการทางสงฆ์

ส่วนพิธีการทางโลกการบริหารจัดการหน้างานเป็นเรื่องจำเป็น แม้จะวางแผนมาอย่างดีและรัดกุมเข้มงวดแค่ไหนก็ตาม

นั่นหมายความว่า คอสต์ผันแปรมีให้ควักกระเป๋าอยู่ตลอดยกตัวอย่าง วัดดังเหมือนกัน แต่ “ทำเล-location” มีกับไม่มีรถไฟฟ้าจอดหน้าประตู น้ำแข็งกระสอบไซซ์เดียวกัน ราคา 70 บาท กับ 300 บาทต่างกัน 4 เท่า

หลักการเดียวกับราคาคอนโดมิเนียมเป๊ะ ทำเล 0 ก้าวจากรถไฟฟ้า ยุคนี้ต้องมี 100,000 บาท/ตารางเมตรขึ้นไป ถ้าอยู่ใจกลางเมืองมากเท่าไหร่ ราคาก็ยิ่งดีด เริ่มต้นกันที่ 2-3 แสนบาท/ตารางเมตร

ส่วนราคาต่ำแสน/ตารางเมตร ถ้าอยู่ในแนวรถไฟฟ้าก็ยังสามารถเห็นได้ แต่ “ทำเล” ต้องห่างจากสถานีตั้งแต่ 300-800 เมตร หรืออาจมุดเข้าไปอยู่ในซอยไปเลย

ถ้าทำเลกระเถิบห่างจากสถานีรถไฟฟ้า เจ้าของโครงการเขาคงใช้วิธีพลิกแพลงสารพัด เพื่อดึงดูดการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคให้มากที่สุด

มีตั้งแต่ทำเป็นห้องชุดฟูลลี่เฟอร์นิช หมายความว่า ไม่ได้ขายห้องเปล่า แต่ขายเป็นห้องตกแต่งเฟอร์นิเจอร์พร้อมอยู่

ถ้าผู้ประกอบการแข่งขันกันมาก ๆ จนเกิดภาวะโอเวอร์ซัพพลายอ่อน ๆ ก็หนีไม่พ้นจะต้องดัมพ์แคมเปญโปรโมชั่น ลด-แลก-แจก-แถมไม่อั้น

ธุรกิจคนเป็น ถ้าผลิตสินค้าโอเวอร์ซัพพลายขึ้นมาเมื่อไหร่ จะเข้าสูตรกลไกธุรกิจทันที อำนาจต่อรองจะย้ายฝั่งมาอยู่ในมือผู้บริโภค พูดสั้น ๆ ต่อราคาได้ ต่อราคาแหลก (ส่วนจะลดให้หรือเปล่าเป็นอีกเรื่อง)

แตกต่างกับธุรกิจความตาย หมายถึงการจัดงานศพ มีคำพูดจากปากผู้เกี่ยวข้องทั้งพระและฆราวาสว่า สินค้าและบริการเขาห้ามต่อ (ราคา) เพราะอะไรไม่รู้ รู้แต่มันไม่ดี

ยกตัวอย่างแค่ “น้ำแข็ง” รายการเดียว ซื้อผ่านวัดราคาก็ไม่เท่ากัน

ทั้ง ๆ ที่แค่หยิบมือถือขึ้นมาเสิร์ชหาข้อมูล มีธุรกิจขายเครื่องทำน้ำแข็งหลอด เขาโฆษณาว่าถูกกว่าซื้อ 600% เหลือกิโลกรัมละ 0.6 บาท

ในความหมายคือ ถ้าเราซื้อน้ำแข็งยกกระสอบ (20-25 กก.) ตกกิโลกรัมละ 2 บาท แต่ถ้าซื้อย่อย ๆ จะตก 6-7 บาท

เพราะฉะนั้น ถ้าซื้อเครื่องทำน้ำแข็งไปผลิตน้ำแข็งหลอดขาย กำลังการผลิตวันละ 200-300 กิโลกรัม ขายราคาเท่าตลาดจะทำกำไรได้ 600%

น้ำแข็งกระสอบใช้งานปกติ กิโลละ 2 บาท แต่ถ้าใช้ในงานอวมงคล “ห้ามต่อราคา”

การต่อราคาเป็นเรื่องผิด บาป แต่การบวกราคาเพิ่ม 1 เท่า 4 เท่า ไม่ผิด ไม่บาป

รายการอื่น ๆ ที่หนักหนาสาหัสกว่านี้ ขอละไว้ในฐานที่เข้าใจ

กรมการค้าภายใน หรือ คน. คุมราคาสินค้าและบริการมาเยอะแยะ ปัจจุบันกำลังรบกับค่ายาในโรงพยาบาล

คิดเล่น ๆ ว่า คน.น่าจะทำโฟกัสกรุ๊ป กับญาติผู้เสียชีวิต กิจกรรมงานศพทั้งหลายทั้งปวง ตั้งแต่ต้นจนจบ ค่าใช้จ่ายภาพรวมมีการเอารัดเอาเปรียบผู้บริโภคหรือเปล่า

ความตายอาจไม่น่ากลัว แต่ดีลกับธุรกิจและบริการความตาย ช่างน่ากลัวจริง ๆ