เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ยศชนัน เยี่ยมชมมหกรรมหนังสือฯ โค้งสุดท้ายยอดนักอ่านทะลุล้าน
Biz Movement ยศชนัน เยี่ยมชมมหกรรมหนังสือฯ โค้งสุดท้ายยอดนักอ่านทะลุล้าน
ชมพู่ อารยา เผยเบื้องหลัง “กุ๊กกู๋” ที่แม่ซับพอร์ต
Biz Movement ชมพู่ อารยา เผยเบื้องหลัง “กุ๊กกู๋” ที่แม่ซับพอร์ต
ททท.คาดท่องเที่ยวสงขลา 2 เดือนสุดท้ายคึกคัก นักท่องเที่ยวทะลุ 9 แสนคน-ครั้ง สร้างรายได้ 7.5 พันล้าน  
Business ททท.คาดท่องเที่ยวสงขลา 2 เดือนสุดท้ายคึกคัก นักท่องเที่ยวทะลุ 9 แสนคน-ครั้ง สร้างรายได้ 7.5 พันล้าน  
โอบามาจวกทรัมป์ สงครามอิหร่าน เหน็บกลาโหม สนใจแต่แนวกราม-เทสโทสเตอโรน
World โอบามาจวกทรัมป์ สงครามอิหร่าน เหน็บกลาโหม สนใจแต่แนวกราม-เทสโทสเตอโรน
ทรัมป์ยังไม่ฟันธง เกาหลีเหนือ อยู่เบื้องหลังแฮก Binance
World ทรัมป์ยังไม่ฟันธง เกาหลีเหนือ อยู่เบื้องหลังแฮก Binance
CZ Binance ยกย่อง GULF พันธมิตรไทย พร้อมช่วยฝ่าวิกฤตแฮ็ก 6.3 พันล้านดอลลาร์
Tech CZ Binance ยกย่อง GULF พันธมิตรไทย พร้อมช่วยฝ่าวิกฤตแฮ็ก 6.3 พันล้านดอลลาร์
ผู้กองแคท จับมือ วชิราวุธ เดินหน้าวางมาตรฐานนางสาวไทย 2570
Biz Movement ผู้กองแคท จับมือ วชิราวุธ เดินหน้าวางมาตรฐานนางสาวไทย 2570
‘ภาวิช’ ชงร่าง กม.ศึกษาฯ ภาค ปชช.ให้ ‘เพื่อไทย’ ประกบ พ.ร.บ.ฉบับ ศธ.
News ‘ภาวิช’ ชงร่าง กม.ศึกษาฯ ภาค ปชช.ให้ ‘เพื่อไทย’ ประกบ พ.ร.บ.ฉบับ ศธ.
SIRI CAMPUS ออฟฟิศไม่ใช่แค่พื้นที่ทำงาน
Biz Movement SIRI CAMPUS ออฟฟิศไม่ใช่แค่พื้นที่ทำงาน
คุยกับ ‘กระทิง-เรืองโรจน์’ How To รับมือวิกฤตยุค ‘โลกปั่นป่วน’
Business คุยกับ ‘กระทิง-เรืองโรจน์’ How To รับมือวิกฤตยุค ‘โลกปั่นป่วน’
ดูทั้งหมด

ค้าปลีก “อินโด-มาเลย์” กวาดสินค้า “ไร้น้ำมันปาล์ม” ลงเชลฟ์

13 ก.ย. 2562 | 14:18น.

ประเด็นขัดแย้งเรื่องผลกระทบจากการปลูกน้ำมันปาล์มต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งดำเนินมาอย่างยาวนานโดยมีอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันมูลค่า 6 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐเป็นเดิมพัน

เริ่มทวีความดุเดือดยิ่งขึ้น และเริ่มส่งผลกระทบไปยังธุรกิจค้าปลีกในตลาดใหญ่ภูมิภาคอาเซียนทั้งมาเลเซียและอินโดนีเซีย

เมื่อเชนซูเปอร์มาร์เก็ตรายใหญ่ของมาเลเซีย ตัดสินใจเก็บสินค้าที่ติดฉลากว่า

“ไม่มีน้ำมันปาล์มเป็นส่วนประกอบ” ออกจากชั้นวางทุกสาขา หลังจากเมื่อช่วงเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา อินโดนีเซียที่ใช้มาตรการเดียวกันนี้เป็นการตอบโต้กระแสแบนน้ำมันปาล์มที่เริ่มมาแรงอีกครั้งตั้งแต่ช่วงต้นปี

ขณะที่รัฐบาลมาเลเซียเรียกร้องให้ผู้ประกอบการค้าปลีกรายอื่น ๆ ในประเทศดำเนินนโยบายแบบเดียวกันนี้ด้วย

ทั้งนี้ น้ำมันปาล์มเป็นส่วนประกอบในสินค้าหลายชนิด ตั้งแต่อาหาร ขนม ไปจนถึงเครื่องสำอาง โดยอาจมากถึง 50% ของกลุ่มสินค้าที่วางขายในซูเปอร์มาร์เก็ต

สำนักข่าว “แชนเนลนิวส์เอเชีย” รายงานว่า ความขัดแย้งเรื่องน้ำมันปาล์มได้ก้าวไปอีกขั้นหนึ่งแล้ว หลัง “ไมดิน” (Mydin) เชนซูเปอร์มาร์เก็ตอันดับ 1 ของมาเลเซียมีสาขามากกว่า 100 สาขาทั่วประเทศ เริ่มเก็บสินค้าที่มีฉลาก “ไม่มีน้ำมันปาล์มเป็นส่วนประกอบ” (palm-oil-free) ออกจากชั้นวางในทุกสาขาทั่วประเทศตั้งแต่วันพุธที่ผ่านมา เพื่อตอบโต้กระแสแบนน้ำมันปาล์มที่ถูกจุดโดยสหภาพยุโรปเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา หลังจากที่คณะกรรมาธิการยุโรปได้ประกาศถอดน้ำมันปาล์มจากสถานะเชื้อเพลิงหมุนเวียนและเตรียมเลิกใช้น้ำมันปาล์มเป็นเชื้อเพลิงในยานพาหนะภายในปี 2573

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวส่งผลกระทบโดยตรงกับมาเลเซีย ผู้ผลิตและส่งออกน้ำมันปาล์มอันดับ 2 ของโลก จน “มหาธีร์ โมฮัมหมัด” นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ต้องออกมาตอบโต้อย่างดุเดือด พร้อมอ้างว่าอียูพยายามทำสงครามการค้าโจมตีน้ำมันปาล์มเพื่อหนุนอุตสาหกรรมน้ำมันจากเมล็ดเรป (rape seed) ของยุโรปเองมากกว่าประเด็นสิ่งแวดล้อม

ด้าน “อาเมีย อาลี ไมดิน” กรรมการผู้จัดการของไมดิน โมฮัมเหม็ด บริษัทเจ้าของซูเปอร์มาร์เก็ตไมดิน อธิบายว่า นโยบายนี้มุ่งกระตุ้นการรับรู้เรื่องความสำคัญของน้ำมันปาล์มต่อเศรษฐกิจของมาเลเซีย พร้อมตอบโต้ความพยายามสร้าง-หนุนกระแสต่อต้านน้ำมันปาล์มของแบรนด์สินค้า

แม้บริษัทจะไม่เปิดเผยถึงตัวเลขจำนวนสินค้าและจำนวนแบรนด์ที่ถูกนำออกจากชั้นวาง โดยระบุเพียงว่าสินค้ากลุ่มนี้ที่อยู่ในสต๊อกของบริษัทเกือบทั้งหมดเป็นสินค้านำเข้า

นอกจากการเก็บสินค้าแล้ว เชนซูเปอร์มาร์เก็ตไมดินยังเดินหน้าสนับสนุนปาล์มน้ำมันอย่างแข็งขัน อาทิ การแชร์วิดีโอเทศกาล Karnival Sayangi Sawitku ซึ่งเป็นเทศกาลกระตุ้นการใช้งานน้ำมันปาล์มที่จัดโดยรัฐมนตรีเทเรซา ก๊อก บนแอ็กเคานต์อินสตาแกรม

“การชูเรื่องไม่มีน้ำมันปาล์มเป็นส่วนประกอบเป็นจุดขายของสินค้า ก็เหมือนบอกผู้บริโภคว่าน้ำมันปาล์มเป็นสิ่งไม่ดี”

ส่วนรัฐบาลมาเลเซียแสดงท่าทีสนับสนุนนโยบายของยักษ์ซูเปอร์มาร์เก็ตรายนี้ โดย “เทเรซา ก๊อก” รัฐมนตรีกระทรวงอุตสาหกรรมพื้นฐาน กล่าวชื่นชมการตัดสินใจของซูเปอร์มาร์เก็ตไมดิน และหวังว่าผู้ค้าปลีกรายอื่น ๆ ในประเทศจะดำเนินนโยบายแบบเดียวกันนี้ด้วย

ที่ผ่านมารัฐบาลมาเลเซียเดินหน้ามาตรการตอบโต้ในรูปแบบต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นแคมเปญสร้างการรับรู้และกระบวนการล็อบบี้ระดับนานาชาติ รวมถึงพิจารณาออกกฎหมายแบนสินค้าที่ชูจุดขายด้านการไม่ใช้น้ำมันปาล์มและคาดโทษโรงเรียนนานาชาติแห่งหนึ่งฐานพยายามเผยแพร่แนวคิดต่อต้านปาล์มน้ำมัน

ความเคลื่อนไหวนี้ไปในแนวทางเดียวกับในอินโดนีเซียผู้ผลิตน้ำมันปาล์มรายใหญ่อีกราย ซึ่งเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา รัฐบาลได้สั่งให้ผู้ค้าปลีกบางรายเก็บสินค้าอาหารที่มีฉลาก “ไม่มีน้ำมันปาล์มเป็นส่วนประกอบ” ออกจากชั้นวางเช่นกัน

“โอจัก ไซมอน มานูรัง” ผู้อำนวยการฝ่ายกำกับดูแลสินค้าและบริการ กระทรวงการค้า อินโดนีเซีย อธิบายว่า กระทรวงได้เข้าตรวจสอบสินค้าในซูเปอร์มาร์เก็ตหลายแห่งในกรุงจาการ์ตา

หลังสำนักงานควบคุมอาหารและยาประกาศให้ฉลากไม่มีน้ำมันปาล์มเป็นส่วนประกอบนั้นไม่ผ่านเกณฑ์มาตรฐาน และไม่ควรจำหน่ายจนกว่าจะได้รับการแก้ไข จึงต้องเก็บสินค้าที่ติดฉลาก

ดังกล่าวออกจากชั้นวาง ต่อมาสำนักงานควบคุมอาหารและยาได้ออกแถลงการณ์ยืนยันว่า หลังจากนี้จะไม่อนุญาตให้ใช้ฉลากไม่มีน้ำมันปาล์มเป็นส่วนประกอบกับสินค้าใด ๆ ที่วางจำหน่ายในประเทศอีกต่อไป โดยให้เหตุผลว่าน้ำมันปาล์มเป็นส่วนประกอบที่ปลอดภัยและการติดฉลากดังกล่าวทำให้เกิดความไม่เท่าเทียมในการแข่งขัน ขณะที่สมาคมผู้ค้าปลีกของอินโดนีเซียออกมาขานรับนโยบายนี้และพร้อมปฏิบัติตาม

ขณะเดียวกันบรรดานักอนุรักษ์ต่างแสดงจุดยืนไม่เห็นด้วยกับมาตรการนี้ หนึ่งในนั้นคือ มูลนิธิ Environmental Justice เอ็นจีโอด้านสิ่งแวดล้อม โดย “สตีฟ เทรนด์” กรรมการบริหารของมูลนิธิให้ความเห็นว่า มาตรการแบนสินค้าที่ไม่ใช้น้ำมันปาล์มเป็นการถอยหลังลงคลอง พร้อมเสนอให้เชนซูเปอร์มาร์เก็ตหันโฟกัสเรื่องการตรวจสอบที่มาของสินค้าเพื่อให้แน่ใจว่ามาจากน้ำมันปาล์มที่ปลูกและผลิตโดยไม่กระทบกับสิ่งแวดล้อม

“ตอนนี้เราควรเน้นสร้างกระบวนการตรวจสอบที่โปร่งใสและมีประสิทธิภาพ ตั้งแต่ตัวเมล็ดจนถึงสินค้าบนชั้นวาง เพื่อหนุนการผลิตและใช้ปาล์มน้ำมันอย่างยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม”

กระแสความเคลื่อนไหวนี้กลายเป็นโจทย์ใหม่สำหรับแบรนด์สินค้าจากทั่วโลกที่ทำตลาดอยู่ หรือพยายามจะทำตลาดในทั้ง 2 ประเทศ โดยเฉพาะอินโดนีเซียที่มีประชากรกว่า 300 ล้านคน และเป็นหนึ่งในตลาดที่หลายแบรนด์กำลังจับตามอง หวังชิงเม็ดเงินจากผู้บริโภคจำนวนมหาศาล