“ทิพย” ปักธงปี’63 เบี้ยรับหมื่นล. ชูขายประกันผ่านออมสินแจ่ม
“ทิพยประกันชีวิต” คาดปีนี้โกยเบี้ยประกัน 8 พันล้านบาท หลัง 9 เดือนแรกเบี้ยรับโตแล้ว 9% แจงขายประกันออมทรัพย์ผ่านแบงก์ออมสินสุดฮอต หนุนยอดขายพุ่ง ส่วนประกัน MRTA หดตัวรับผลกระทบจาก ธปท.คุมเข้มแบงก์ปล่อยสินเชื่อส่วนบุคคล-สินเชื่อบ้าน ชงบอร์ดเคาะแผนธุรกิจปี”63 ตั้งเป้าเบี้ยรับแตะ 1 หมื่นล้านบาท ปักธงเข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้นไตรมาส 4 ปีหน้า
นายนพพร บุญลาโภ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ. ทิพยประกันชีวิต หรือ TIP life เปิดเผยว่า สิ้นปี 2562 นี้คาดว่าเบี้ยประกันชีวิตรับรวมจะอยู่ที่ 8,000 ล้านบาท หลังจาก 9 เดือนแรก (ม.ค.-ก.ย. 62) มีเบี้ยเข้ามาแล้วกว่า 7,400 ล้านบาท เติบโต 9% เทียบช่วงเดียวกันปีก่อน โดยการขายผ่านธนาคารออมสิน มีการเติบโตก้าวกระโดด โดยเฉพาะได้แรงหนุนจากการเปิดขายประกันออมทรัพย์ไป 2-3 แบบช่วงเดือน มิ.ย. เช่น แบบ 80/1 ชำระเบี้ยครั้งเดียวคุ้มครองจนถึงอายุ 80 ปี และ 5/2 ให้ผลตอบแทนเกือบ 3% ซึ่งถือว่าขายดีมาก มียอดขายเข้ามาสูงกว่า 2,000 ล้านบาท ภายใน 3-4 เดือน

ขณะที่ยอดขายประกันชีวิตคุ้มครองสินเชื่อ (MRTA) กลับหดตัวลงจากปีก่อนพอสมควร มียอดขายเข้ามาเกือบ 3,000 ล้านบาทเท่านั้น จากกฎเกณฑ์ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่เข้มงวดการปล่อยสินเชื่อส่วนบุคคลและสินเชื่อบ้านของธนาคารพาณิชย์ ส่งผลกระทบเป็นโดมิโนมาถึงยอดขายประกันของบริษัท ส่วนยอดขายประกันออมทรัพย์ 95/1 ที่ขายผ่านธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย ทำได้เกินเป้า 500 ล้านบาทไปแล้ว ซึ่งขณะนี้กำลังเจรจาขอขยายโปรดักต์อื่นเพิ่มเติม เช่น ประกันบำนาญ เป็นต้น
“ช่วงนี้เราจะเน้นทำตลาดประกันบำนาญและตลอดชีพ เพื่อจับเมกะเทรนด์ของตลาดในเรื่องสังคมสูงวัย ขณะที่แบบประกันออมทรัพย์อาจชะลอขายจากผลของดอกเบี้ยต่ำ เพราะถ้ายิ่งขายมากจะมีผลกระทบต่อการตั้งสำรองสูงขึ้น ซึ่งขณะนี้เราได้ตั้งสำรองไปแล้วจากผลของดอกเบี้ยที่ลดลงราว 1% หรือประมาณ 1,200 ล้านบาท ฉะนั้น กำไรปีนี้จะน้อยลง อย่างไรก็ตาม ถ้าแบงก์ขอมาเราก็อาจจะปรับรูปแบบโดยต้องขายควบและลดผลตอบแทนลงบ้าง” นายนพพรกล่าว
สำหรับปัจจุบันสัดส่วนพอร์ตสินค้าของบริษัทจะเป็นประกันออมทรัพย์ประมาณ 50% และ MRTA ประมาณ 35% ส่วนที่เหลืออีก 15% เป็นผลิตภัณฑ์อื่น ๆ โดยปัจจุบันลูกค้ามีอัตราการต่ออายุสูงถึง 90%
ส่วนพอร์ตลงทุนมีมูลค่าสินทรัพย์ทั้งหมด 23,000 ล้านบาท ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยสูงถึง 5.5-6% เน้นลงทุนในหุ้นกู้กว่า 70% ลงทุนในกองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (กองรีท) ประมาณ 20% และอีก 5% ลงทุนในหุ้น
นายนพพร กล่าวอีกว่า ขณะนี้บริษัทกำลังจัดเตรียมแผนธุรกิจในปี 2563 เพื่อเสนอเข้าคณะกรรมการ (บอร์ด) ภายในเดือน ต.ค.นี้ โดยคาดว่าปีหน้าจะเป็นปีที่บริษัทจะเริ่มกลับมาโฟกัสช่องทางตัวแทนอีกครั้ง ซึ่งจะเน้นสร้างตัวแทน สรรหาผู้อบรมที่มีใบอนุญาต โดยจะพัฒนาสินค้าใหม่มาขายผ่านช่องทางนี้โดยเฉพาะ ทั้งนี้ คาดว่าปี 2563 จะมีจำนวนตัวแทนขั้นต่ำอยู่ที่ 500 คน และอาจสูงขึ้นไปถึง 1,000 คน เนื่องจากปัจจุบันนี้บริษัทได้ลงทุนพัฒนาระบบหลังบ้าน (core system) ไปแล้วกว่า 200 ล้านบาท โดยโปรเจ็กต์ทั้งหมดจะแล้วเสร็จช่วงกลางปี”63 อย่างไรก็ดี คาดว่ากลยุทธ์ทั้งหมดจะช่วยหนุนให้เบี้ยประกันชีวิตรับรวมปี”63 แตะ 10,000 ล้านบาทได้
นอกจากนี้ บริษัทมีแผนเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ โดยขณะนี้ได้ว่าจ้างบริษัทหลักทรัพย์บัวหลวงเป็นที่ปรึกษาทางการเงิน (FA) วางเป้าหมายเข้าจดทะเบียนในช่วงไตรมาส 4 ปีหน้า ในราคาพาร์หุ้นละ 1 บาท ทั้งนี้ต้องขึ้นอยู่กับภาวะตลาดด้วย