เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ปฏิรูประบบราชการ: ลดความสูญเปล่า เพิ่มคุณค่าทุกบาทของงบประมาณ
News ปฏิรูประบบราชการ: ลดความสูญเปล่า เพิ่มคุณค่าทุกบาทของงบประมาณ
บิ๊กเนมขยับรับ PDP 2026 ลุยพลังงานสะอาด-ดาต้าเซ็นเตอร์
Economic บิ๊กเนมขยับรับ PDP 2026 ลุยพลังงานสะอาด-ดาต้าเซ็นเตอร์
ส.อ.ท. ดัน MiT สู่ Buy Thai เป้าหมายขาย 2 แสนล้าน
Economic ส.อ.ท. ดัน MiT สู่ Buy Thai เป้าหมายขาย 2 แสนล้าน
SNNP แจ้งไฟไหม้โกดัง-อาคารผลิต คาดไม่กระทบรายได้ มีสต๊อก 1 เดือน
Business SNNP แจ้งไฟไหม้โกดัง-อาคารผลิต คาดไม่กระทบรายได้ มีสต๊อก 1 เดือน
148 วาระค้าง กสทช. สภาผู้บริโภคจี้ปลดล็อก ห่วงกระทบเศรษฐกิจดิจิทัล
News 148 วาระค้าง กสทช. สภาผู้บริโภคจี้ปลดล็อก ห่วงกระทบเศรษฐกิจดิจิทัล
เปิดโปรเจ็กต์ “ดาต้าเซ็นเตอร์ บางนา” สร้างบนทำเลทอง ติด BTS อุดมสุข
Tech เปิดโปรเจ็กต์ “ดาต้าเซ็นเตอร์ บางนา” สร้างบนทำเลทอง ติด BTS อุดมสุข
มติผู้ถือหุ้น BANPU ไฟเขียวจ่ายปันผลระหว่างกาล 0.40 บาทต่อหุ้น ดีเดย์ 25 ก.ย.นี้
Finance มติผู้ถือหุ้น BANPU ไฟเขียวจ่ายปันผลระหว่างกาล 0.40 บาทต่อหุ้น ดีเดย์ 25 ก.ย.นี้
ธุรกิจประกันภัยไทย เผชิญความเสี่ยงใหม่ กระทบโครงสร้าง คปภ.เร่งยกระดับกำกับ
Finance ธุรกิจประกันภัยไทย เผชิญความเสี่ยงใหม่ กระทบโครงสร้าง คปภ.เร่งยกระดับกำกับ
โปรดเกล้าฯ ‘นายกฯ’ เป็นผู้แทนพระองค์ ร่วมพระราชพิธีพระบรมศพกษัตริย์นอร์เวย์
Uncategorized โปรดเกล้าฯ ‘นายกฯ’ เป็นผู้แทนพระองค์ ร่วมพระราชพิธีพระบรมศพกษัตริย์นอร์เวย์
ART ชี้ชะตาส่งออกไทย สรท. ชง 4 โจทย์รัฐยกระดับรับค้าโลก
Economic ART ชี้ชะตาส่งออกไทย สรท. ชง 4 โจทย์รัฐยกระดับรับค้าโลก
ดูทั้งหมด

นับถอยหลัง 15 ธ.ค.! จับตาภาษี “สงครามการค้า” เผชิญหน้าหรือสงบศึก

06 ธ.ค. 2562 | 17:04น.

สถานการณ์ “สงครามการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีน” ที่ยังไม่มีความแน่นอนอยู่ในเวลานี้ยังคงสร้างความหวาดวิตกไปทั่วโลก แม้ว่าความคืบหน้าล่าสุดจะมองเห็นแนวโน้มค่อนข้างดี หลังจากที่ทั้งสองฝ่ายเปิดเผยว่าใกล้บรรลุการเจรจา “ข้อตกลงการค้าเฟสแรก” เต็มทีแล้ว แต่สัญญาณลบจากฝั่ง “ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์” ของสหรัฐเองก็ยังคงมีออกมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้หลายฝ่ายต่างจับตาไปที่วันที่ 15 ธ.ค. นี้ ที่สหรัฐกำหนดจะขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากจีนเพิ่มเติมอีกครั้ง ว่าจะยังมีการดำเนินการตามกำหนดเดิมหรือไม่ และจะส่งผลอย่างไรต่อโฉมหน้าเศรษฐกิจโลก

ก่อนหน้านี้ สหรัฐได้ประกาศแผนขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากจีนมูลค่า 156,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในอัตรา 15% ในวันที่ 15 ธ.ค. ซึ่งจะกระทบต่อสินค้าประเภทอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ อย่างโทรทัศน์ สมาร์ทโฟน และคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก รวมถึงสินค้าของเล่นและสินค้าอุปโภคบริโภคอีกหลายรายการ ซึ่งหากมีผลจริงตามคำขู่จะทำให้ภาษีศุลกากรที่สหรัฐเรียกเก็บจากจีนตลอดทั้งปีนี้คิดเป็นมูลค่าสูงถึง 550,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ตามรายงานของรอยเตอร์ส

ส่วนจีนเองก็เคยประกาศว่า จะตอบโต้ด้วยการขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากสหรัฐในวันเดียวกัน ซึ่งหากมีการขึ้นภาษีจริงจะส่งผลให้สินค้านำเข้าจากสหรัฐที่จีนเรียกเก็บภาษีในปีนี้มีมูลค่ารวม 75,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในอัตราระหว่าง 5%-10% โดยกระทบต่อสินค้าสหรัฐรวม 5,078 รายการ ไม่ว่าจะเป็นน้ำมันดิบ ถั่วเหลือง เนื้อวัว เนื้อหมู อาหารทะเล ผัก ก๊าซธรรมชาติเหลว วิสกี้ และเอทานอล

แต่สภาพการณ์โดยรวมที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงเวลาที่ผ่านมา จากความคืบหน้าของการเจรจาข้อตกลงการค้าเฟสแรกที่ทั้งสองฝ่ายระบุว่าใกล้บรรลุข้อตกลง ซึ่งจะนำไปสู่การลงนามระหว่างประธานาธิบดีทรัมป์และประธานาธิบดีสี จิ้นผิงของจีนในเร็ว ๆ นี้ ทำให้หลายฝ่ายมองมีความหวังมากขึ้น แต่สถานการณ์ในช่วงต้นเดือน ธ.ค. ก็ผลักดันให้สงครามการค้ากลับไปสู่ความผันผวนอีกครั้ง จากท่าทีของประธานาธิบดีทรัมป์ที่แสดงออกถึงความไม่แน่นอน

หากย้อนดูท่าทีของทรัมป์นับแต่การเจรจาการค้าเฟสแรกมีแนวโน้มใกล้บรรลุข้อตกลง ในวันที่ 21 พ.ย. ที่ผ่านมา ประธานาธิบดีทรัมป์เปิดเผยว่า “การลงนามการค้ากับจีนระยะแรก น่าจะเริ่มก่อนกำหนด ซึ่งอาจจะก่อนการประชุมสุดยอดผู้นำเอเปค หากรัฐบาลจีนยอมทำตามข้อเสนอของสหรัฐ”

สัญญาณดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากที่ “รัฐบาลชิลี” ได้ประกาศถอนตัวจากการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมเอเปก เนื่องจากความวุ่นวายภายในประเทศ ซึ่งตามกำหนดเดิมผู้นำของสหรัฐและจีนจะลงนามข้อตกลงการค้าระหว่างการประชุมครั้งนี้ ต่อมาสหรัฐได้เสนอตัวเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมแทนในเดือน ม.ค. 2020 ทำให้หลายฝ่ายคาดว่า การลงนามในข้อตกลงการค้าเฟสแรกน่าจะเกิดขึ้นในเดือน ธ.ค. 2019 หรืออย่างช้าคือภายในต้นปี 2020

ต่อมาในวันที่ 26 พ.ย. ประธานาธิบดีทรัมป์ก็ให้สัมภาณ์กับผู้สื่อข่าวประจำทำเนียบขาวว่า สหรัฐใกล้บรรลุรายละเอียดข้อตกลงการเจรจาการค้าเฟสแรกกับจีน ภายหลังจากเจ้าหน้าที่ระดับสูงของทั้งสองดำเนินการพูดคุยกันทางโทรศัพท์ “การเจรจาการค้ากำลังดำเนินไปด้วยดี โดยเรากำลังอยู่ในขั้นตอนสุดท้ายของการทำข้อตกลงที่มีความสำคัญอย่างมาก” ทรัมป์กล่าว แต่ยังคงย้ำชัดว่าจะเดินหน้าขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากจีนในวันที่ 15 ธ.ค. ต่อไป หากการเจรจาไม่มีความคืบหน้า

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ดูเหมือนจะพลิกกลับอีกครั้ง จากการให้สัมภาณ์ต่อผู้สื่อข่าวของประธานาธิบดีทรัมป์ ระหว่างการประชุมสุดยอดผู้นำองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (นาโต้) ประเทศอังกฤษ เมื่อวันที่ 3 ธ.ค. ที่ผ่านมา ซึ่งระบุว่า ยังไม่มีการกำหนดจุดสิ้นสุดสำหรับสงครามการค้าที่ยืดเยื้อมายาวนานถึง 16 เดือน อีกทั้งการลงนามในข้อตกลงการค้าเฟสแรกอาจยืดยาวออกไปถึงช่วงหลัง การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐเดือนพฤศจิกายน 2020

Advertisement

“ในบางครั้งผมก็คิดว่าควรจะรอเจรจากับจีนหลังการเลือกตั้งประธานาธิบดี แต่พวกเขาต้องการทำข้อตกลงในขณะนี้ และเราจะได้เห็นว่าข้อตกลงนั้นดีหรือไม่” ประธานาธิบดีสหรัฐกล่าวต่อผู้สื่อข่าว ซึ่งสร้างความตื่นตระหนกไปทั่วโลก โดยตลาดหุ้นดาวน์โจนร่วงต่ำสุดถึง 457.91 จุดหรือราว 1.7% หลังจากนั้น ขณะที่ดัชนีเอสแอนด์พีร่วงไป 500 จุดหรือมากกว่า 1.7% ส่วนดัชนีแนสแด็กก็มีการซื้อขายลดลงมากกว่า 1.6%

การให้สัมภาษณ์ครั้งนี้ของประธานาธิบดีทรัมป์เกิดขึ้นหลังจากที่ นายเกา เฟิง โฆษกกระทรวงพาณิชย์ของจีนเน้นย้ำจุดยืนของฝ่ายจีนว่า ต้องการให้ทั้งสองฝ่ายปรับลดหรือยกเลิกภาษีศุลกากรบางส่วนในข้อตกลงการค้าเฟสแรก ซึ่งสร้างความไม่พอใจให้กับสหรัฐที่ยังคงยืนยันจะเดินหน้ามาตรการภาษีต่อไป

แต่ต่อมาในวันที่ 4 ธ.ค. ประธานาธิบดีทรัมป์ได้ให้สัมภาษณ์อีกครั้งเกี่ยวกับประเด็นการขึ้นอัตราภาษีสินค้านำเข้าจากจีนในวันที่ 15 ธ.ค.ว่า “เรายังคงจับตาดูอย่างใกล้ชิดแต่ขณะนี้เรากำลังเดินหน้า เราไม่ได้หารือกันในเรื่องนี้เพราะมีเรื่องใหญ่กว่าที่ต้องหารือกัน สำหรับวันที่ 15 ธ.ค. อาจจะมีบางอย่างเกิดขึ้น แต่เรายังไม่ได้หาพูดคุยกัน ขณะนี้การหารือระหว่างเรากับจีนกำลังเป็นไปด้วยดี”

นอกจากนี้ นายสตีเวน มนูชิน รัฐมนตรีคลังของสหรัฐยังเปิดเผยด้วยว่า คณะผู้เจรจาการค้าของทั้งสองฝ่ายยังคงทำงานกันอย่างแข็งขันในการหารือเพื่อบรรลุข้อตกลง โดยการเจรจายังอยู่ในระหว่างการดำเนินการที่คืบหน้า แต่สหรัฐไม่ได้ผูกมัดตนเองกับการกำหนดจุดสิ้นสุดที่ไม่ถาวร

สัญญาณที่ดีขึ้นยังส่งผลให้ตลาดหุ้นหลักของสหรัฐกระเตื้องขึ้นเล็กน้อย แม้ว่านักลงทุนยังคงไม่ไว้วางใจต่อการพลิกไปพลิกมาของสถานการณ์สงครามการค้าเหล่านี้ ท่ามกลางการฟาดงวงฟาดงาของทรัมป์ ที่เพิ่งประกาศขึ้นภาษีเหล็กและอะลูมิเนียมนำเข้าจากบราซิลและอาร์เจนตินา โดยระบุว่าสหรัฐเสียเปรียบสองประเทศนี้ และยังประกาศขึ้นภาษีสินค้านำเข้าบางรายการของฝรั่งเศสถึง 100% เพื่อตอบโต้การเก็บภาษีดิจิทัลของฝรั่งเศส ที่กระทบต่อบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ของสหรัฐในสัปดาห์ที่ผ่านมาด้วย

นอกจากปัจจัยทางเศรษฐกิจแล้ว ยังมีปัจจัยทางการเมืองที่ตอกย้ำความไม่แน่นอนของสงครามการค้า โดยเฉพาะการที่รัฐสภาสหรัฐลงมติผ่านกฎหมายสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตยในฮ่องกง และกฎหมายสิทธิมนุษยชนของชาวมุสลิมอุยกูร์ในจีน ยิ่งสร้างความเดือดดาลให้กับรัฐบาลจีนที่ประกาศว่าจะต้องมีการตอบโต้อย่างถึงที่สุด

ทั้งหมดนี้ทำให้การขึ้นภาษีในวันที่ 15 ธ.ค. ยังคงมีความเป็นไปได้ทั้งสองทาง โดยวิลเบอร์ รอสส์ รัฐมนตรีพาณิชย์ของสหรัฐระบุว่า กำหนดการขึ้นอัตราภาษียังคงมีความเป็นไปได้ ถ้าหากยังไม่มีการบรรลุข้อตกลงการค้าเฟสแรกตามรายงานของฟอร์บ แต่นักวิเคราะห์บางส่วนก็ชี้ว่า ทรัมป์อาจตัดสินใจระงับหรือเลื่อนการขึ้นภาษีออกไป เพราะหากราคาสินค้าอุปโภคบริโภคในชีวิตประจำวันของชาวสหรัฐเพิ่มสูงขึ้น อาจส่งผลกระทบต่อค่าจ้างและรายจ่ายของชาวอเมริกัน ซึ่งจะไม่เป็นผลดีต่อคะแนนเสียงของทรัมป์ในการเลือกตั้งประธานาธิบดีปี 2020

ยังคงต้องจับตามองอย่างใกล้ชิดว่า ประธานาธิบดีทรัมป์จะตัดสินใจอย่างไรในวันที่ 15 ธ.ค.นี้ หากมีการขึ้นอัตราภาษีศุลกากรก็อาจเป็นการเติมเชื้อไฟให้กับสงครามการค้า และยกระดับการเผชิญหน้ากันระหว่างสองชาติมหาอำนาจในระยะยาวที่ไม่อาจยุติลงได้ในเร็ววันก็เป็นได้