คอลัมน์ ชีพจรเศรษฐกิจโลก
โดย ไพรัตน์ พงศ์พานิชย์
ผลกระทบจากการแพร่ระบาดของเชื้อ โควิด-19 ส่อเค้าว่าจะบานปลายใหญ่หลวงกว่าที่หลายฝ่ายประเมินกันไว้เบื้องต้นมาก
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดก็คือ ดัชนีพีเอ็มไอ และน็อน-พีเอ็มไอ ที่ชี้สภาวะกิจกรรมทางเศรษฐกิจจากภาคการผลิตและภาคบริการของ จีน ซึ่งประกาศออกมาเมื่อวันที่ 29 ก.พ.นี้ทรุดตัวลงถึงระดับต่ำที่สุดเป็นประวัติการณ์ มากกว่าที่คาดกันไว้มาก
ส่งผลให้นักวิเคราะห์พากันคาดการณ์กันใหม่ว่า จีดีพีของจีนในช่วงไตรมาสแรกอาจติดลบหนัก ระหว่าง 4% ถึง 6%
เป็นระดับการหดตัวที่มากพอที่จะทำให้อัตราการขยายตัวของจีดีพีตลอดทั้งปีของจีนหดหายไปได้เลยทีเดียว
นี่ไม่ใช่ข่าวดีนักต่อเศรษฐกิจโลก เนื่องจากในเวลานี้ จีนไม่เพียงเป็นตลาดขนาดใหญ่ที่รองรับผลผลิตจากหลายประเทศเท่านั้น ยังเป็น “ฮับ” ของห่วงโซ่ซัพพลายสำหรับการผลิตในหลายประเทศทั่วโลกอีกด้วย
อีกปัญหาสำคัญที่เกิดขึ้นต่อเนื่องตามมาก็คือ โควิด-19 ยังคงระบาดหนักมากขึ้นเรื่อย ๆ นอกประเทศจีน สถานการณ์ในเกาหลีใต้เริ่มแสดงให้เห็นถึงอาการ “ควบคุมไม่อยู่” เช่นเดียวกับที่ ญี่ปุ่น อิตาลี อิหร่าน หรือแม้แต่ในสหรัฐอเมริกา ซึ่ง โควิด-19 ใช้เวลาเพียงไม่กี่วันระบาดออกไปใน 10 รัฐ มีผู้เสียชีวิตแล้ว 2 ราย
หลายคนจับตามองไปที่สหรัฐอเมริกา ซึ่งพยายามใช้วิธีการรับมือที่แตกต่างกันออกไปจากจีน คือพยายามใช้การเตรียมประชาชนให้พร้อม แทนการปิดเมือง จำกัดการเข้าและออก แต่ความหวาดวิตกและหวั่นกลัวไม่เข้าใครออกใคร เห็นได้ชัดจากในหลายประเทศในยุโรป ที่ทั้งสถานที่ท่องเที่ยว เมืองแฟชั่นและการช็อปปิ้ง แทบกลายเป็นเมืองร้างไปเพียงไม่ช้าไม่นาน
เกรกอรี่ เดโค หัวหน้าคณะนักเศรษฐศาสตร์ของออกซ์ฟอร์ด อีโคโนมิค ยอมรับว่า ถ้าเกิดการระบาดลุกลามขึ้นในสหรัฐอเมริกา ประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในโลกแล้ว ประชาชนที่นั่นพากัน “ระวังตัว” กันเหมือนอย่างที่เกิดขึ้นทั่วไปในหลายประเทศ การขยายตัวทางเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกามีปัญหาแน่นอน
ปฏิกิริยาต่อการระบาดมีแนวโน้มที่จะสุดโต่ง ส่งผลกระทบทางลบสูงมาก ๆ ต่อเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกา ที่ต้องพึ่งพาการบริโภคถึง 2 ใน 3 ผลลัพธ์ในทัศนะของเดโคก็คือ เศรษฐกิจอเมริกันอาจทรุดฮวบลงสู่ภาวะถดถอยได้ในทันที
ในเวลาเดียวกัน เศรษฐกิจ ญี่ปุ่น ใหญ่เป็นอันดับ 3 ของโลก แต่ตกอยู่ในสภาพติดลบอย่างหนักในไตรมาสสุดท้ายของปีที่ผ่านมาถึงกว่า 4% ก่อนที่ผลสะเทือนใด ๆ จากการแพร่ระบาดของโควิด-19 จะมาถึงด้วยซ้ำไป นักเศรษฐศาสตร์หลายคนเชื่อว่าเศรษฐกิจของญี่ปุ่นจะทรุดตัวลง ติดลบต่อเนื่องทั้งในไตรมาสแรกและไตรมาสที่ 2 ของปีนี้ อันเนื่องมาจากอิทธิฤทธิ์ของการระบาดใหญ่ครั้งนี้
ประเทศที่มีการระบาดใหญ่อย่างเช่น เกาหลีใต้ อิตาลี และอื่น ๆ ผลที่เกิดขึ้นกับเศรษฐกิจของประเทศเหล่านี้ในช่วง 2 ไตรมาสแรกของปีนี้ก็จะลงเอยติดลบด้วยเช่นเดียวกัน
ในห้วงเวลาเดียวกันนั้น ถ้าหากเศรษฐกิจของจีนสามารถฟื้นตัวกลับมาได้อย่างรวดเร็วหลังการแพร่ระบาดค่อย ๆ สร่างซาลง ก็จะช่วยสถานการณ์ได้ไม่น้อย ปัญหาก็คือ แม้จีนจะประกาศให้แรงงานในโรงงานผลิตต่าง ๆ ทยอยกลับเข้าทำงาน โดยเฉพาะในพื้นที่นอกเขตการระบาดหนัก แต่ในข้อเท็จจริงก็คือ หลังการประกาศให้กลับเข้าทำงานมีแรงงานเพียง 1 ใน 4 เท่านั้นที่ค่อย ๆ ทยอยกลับเข้าทำงาน
สถานการณ์ดังกล่าวเกิดจากปัจจัยหลายประการ แรกสุดคือความกลัวที่ทำให้นายจ้างก็ยังไม่กล้าเปิดกิจการ ลูกจ้างก็ยังไม่ยอมไปทำงาน บางกรณีอาจเป็นแรงงานอพยพที่ยังไม่สามารถเดินทางมายังโรงงานผลิตได้ หรือไม่ก็เกิดการเลิกจ้างกันขนานใหญ่ โดยเฉพาะในธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ซึ่งเป็นแหล่งจ้างงานถึง 80% ของแรงงานทั้งหมด และมีสัดส่วนในจีดีพีสูงถึง 60%
แต่มีข้อมูลสำรวจวิจัยหลายชิ้นบ่งชี้ว่า ในช่วง ม.ค.และ ก.พ.ที่ผ่านมา 60-70% ของกิจการเหล่านี้ปิดตัวลงโดยสิ้นเชิง มีเพียง 32.8% เท่านั้นที่กลับมาเปิดกิจการใหม่เมื่อปลายเดือนที่ผ่านมา
สิ่งที่เกิดขึ้นในจีนส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังประเทศอื่น ๆ ที่มีความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับจีน ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ถ้าไม่เป็นปัญหาการผลิตที่ทำไม่ได้ตามปกติเพราะขาดแคลนวัตถุดิบและชิ้นส่วนจากจีนและประเทศอื่น ๆ ที่เกิดการระบาด ก็ได้รับผลกระทบจากความต้องการสินค้าที่ลดลง โดยเฉพาะในแง่ของสินค้าทุนและสินค้าคงทนทั้งหลาย
นั่นหมายความว่าการผลิตของจีนยังไม่กระเตื้องขึ้น พร้อมกันนั้นการบริโภคก็จะยังไม่กระเตื้องขึ้น ภาวะทรุดตัวลงอาจยืดยาวต่อไปจนถึงไตรมาสที่สองส่งต่อสถานการณ์ “ช็อก” ทางเศรษฐกิจไปยังประเทศที่มีความสัมพันธ์กับจีนต่อไปจนถึงครึ่งปี
ในนิยามทางวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์ เศรษฐกิจโลกถือว่าถดถอยหากขยายตัวได้ไม่ถึง 2% ต่อเนื่องกัน 2 ไตรมาส
นักเศรษฐศาสตร์บางคนฟันธงแล้วว่า สภาพที่ว่านั้น ครึ่งแรกของปีนี้ได้เห็นกับตากันอย่างแน่นอน