กลยุทธ์น่านน้ำสีขาว
คอลัมน์ ชั้น 5 ประชาชาติ สาโรจน์ มณีรัตน์
“กลยุทธ์น่านน้ำสีขาว” ภาษาอังกฤษ คือ “White Ocean Strategy” มีความหมายหลายนัย แต่ความหมายหนึ่ง คือ กลยุทธ์น่านน้ำสีขาว จะก่อให้เกิดกระแสการเปลี่ยนแปลงในสังคมสู่การอยู่ร่วมกันอย่างลงตัว แบ่งปัน เป็นสุข และยั่งยืน
ฉะนั้น ถ้านำกลยุทธ์น่านน้ำสีขาวเข้าไปปรับใช้ในสังคม จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสังคมในทิศทางที่ดีขึ้น ขณะเดียวกัน ถ้านำกลยุทธ์น่านน้ำสีขาวเข้าไปปรับใช้ในภาคเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ ก็จะทำให้เศรษฐกิจของประเทศเกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน จนทำให้บางครั้งจับต้องได้หรือบางครั้งจับต้องไม่ได้
เพราะเรื่องดังกล่าวเป็นนามธรรมเกินไป
จนเมื่อมาอ่านหนังสือ กลยุทธ์น่านน้ำสีขาว ที่มี “ดนัย จันทร์เจ้าฉาย” เป็นผู้เขียน ยิ่งเฉพาะในบทที่ 3 เรื่องกรณีศึกษาน่านน้ำสีขาว และบทที่ 4 เรื่องเติบโตอย่างยั่งยืน จึงพอทำให้เห็นภาพกลยุทธ์น่านน้ำสีขาวชัดเจนขึ้น
ในบทที่ 3 มีหัวข้อย่อยพูดถึงเรื่องพลังการให้ พูดถึงนักธุรกิจระดับแถวหน้าใส่ใจต่อเรื่องพลังการให้ หลายท่านด้วยกัน อาทิ สุทธิรัตน์ อยู่วิทยา ลูกสาวของ เฉลียว อยู่วิทยา เจ้าพ่อกระทิงแดงผู้ล่วงลับ เขาให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนฉบับหนึ่งว่า…ตอนไปอีสาน ไปวัดกับคุณพ่อ เราเห็น และรู้สึกมีความสุขกับการให้ พอเรากลับไปเจอครอบครัว เพื่อน เราก็รู้สึกว่าบุญอะไรก็ไม่เท่ากับการทำให้คนอื่นรู้จักกับการให้เหมือนเรา
“ประสบการณ์ครั้งนั้น ส่งผลย้อนกลับมาเรื่องการบริหารงาน เพราะการคืนกำไรสู่สังคม ถูกยกระดับให้กลายเป็นวิสัยทัศน์ของธุรกิจ ดิฉันถึงเชื่อว่าพลังของการให้ ส่งผลดีทั้งการบริหารงานภายใน และภายนอกองค์กร พอเรามีเป้าหมายชัดเจนว่าทำองค์กร เพื่อสังคม เพื่อนร่วมงาน จะเลิกมองการทำอะไรเพื่อตัวเอง และนี่คือความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ในการนำจิตอาสาเข้ามาถ่ายทอดกับพนักงาน”
ขณะที่ “วิริยะประกันภัย” ธุรกิจเก่าแก่ของคนไทย ก็เป็นอีกหนึ่งในกรณีศึกษา ที่นำกลยุทธ์น่านน้ำสีขาวไปปรับใช้ เพราะขึ้นชื่อว่าธุรกิจประกันภัย ภาพที่สื่อออกมาจึงเป็นลบเสียส่วนใหญ่ ถูกมองเป็นธุรกิจเขี้ยวลากดิน และธุรกิจประกันทั้งหลายจะบอกความจริงแก่ลูกค้าเพียงครึ่งเดียว
แต่ “กฤตวิทย์ ศรีพสุธา” ผู้บริหารของวิริยะประกันภัย กลับมองว่า…ที่ลูกค้าซื้อกรมธรรม์กับเรา เพราะเขาเชื่อใจในตัวเรา เขาอยากให้ช่วยแบ่งเบาความเสี่ยงที่เกิดขึ้น ฉะนั้น เราควรตอบแทนความเชื่อถือนี้กลับไป
“เราภูมิใจกับการเป็นบริษัทที่จ่ายค่าความเสียหายมากเป็นอันดับหนึ่ง มากยิ่งกว่าเป็นบริษัทที่ทำผลกำไรได้มากที่สุด เพราะเมื่อให้มากกว่ารับ ไม่ได้มองว่าลูกค้า คือ ผู้จ้องจะมาฉกฉวยโอกาส และเราให้บริการผู้ซื้อกรมธรรม์ด้วยความเป็นธรรม สิ่งที่สะท้อนกลับมา คือ ความเชื่อมั่นในตัวบริษัท เหมือนที่ได้ยินอยู่เสมอ ๆ ว่า กรมธรรม์รถยนต์ของวิริยะฯได้รับความเชื่อถือจากผู้ใช้รถมากที่สุด”
ฉะนั้น เมื่อเลือก “ให้” มากกว่า “รับ” องค์กรธุรกิจจึงถูกจัดอยู่ในอันดับองค์กรธุรกิจสีขาวอย่างช่วยไม่ได้ ซึ่งเหมือนกับบทที่ 4 เรื่องเติบโตอย่างยั่งยืน
โดยเฉพาะกับหัวข้อก้าวพ้นความต้องการเดิมที่ “ดนัย” ยกตัวอย่าง ธนาคารกรามีน ที่มี “มูฮัมหมัด ยูนุส” โนเบลไพรซ์เป็นผู้บริหาร
หลักการสำคัญของกรามีน แบงก์ คือ การเคารพศักยภาพของคน จากสมมติฐานความเชื่อว่า คนทุกคนมีความสามารถถีบตัวเองให้หลุดพ้นจากความยากจนได้ ถ้าได้รับโอกาส
“ยูนุส” ค้นพบแนวความคิดง่าย ๆ
แต่ยิ่งใหญ่ราวกับการปฏิวัติว่า คนยากจนก็เป็นผู้กู้ที่มีความน่าเชื่อถือได้พอ ๆ
กับคนร่ำรวย เพียงแต่ต้องรื้อระบบหลักประกันความเสี่ยงแบบเดิม ๆ หรือต้องทิ้งความเชื่อเก่า ๆ ลง แล้วสร้างอานุภาพแห่งความไว้วางใจเข้ามาทดแทน
“ยูนุส” เชื่อว่าความยากจนไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยการบริจาค แต่แก้ไขได้ หากได้รับการสนับสนุนอย่างถูกต้อง เพราะสิ่งที่ “ยูนุส” ค้นพบ คือ หากใช้วิธีการของทุนนิยมอย่างเหมาะสม จะสามารถลดความยากจนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ดังนั้น การปล่อยกู้ของธนาคารคนจนในยุคแรกตามแบบฉบับของ “ยูนุส” จึงยึดรูปแบบของ microcredit หรือสินเชื่อคนยาก ภายใต้ระบบ solidarity group ที่ผู้กู้ต้องรวมกลุ่มกัน 5 คน และทุกคนจะเป็นหลักประกันซึ่งกันและกัน ที่สำคัญ ทุกคนจะรู้ว่าแต่ละคนกู้ยืมไปเท่าไหร่
ถึงแม้ กรามีน แบงก์ จะทำให้คนยากจนในบังกลาเทศ 2-3 ล้านคน มีชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้น แต่ไม่สำคัญเท่ากับว่าธนาคารคนจนเป็นต้นแบบการช่วยเหลือคนยากจนในอีก 23 ประเทศ ทั้งยัง
เป็นกำลังใจให้ผู้คนจำนวนมากในโลกเกิดกำลังใจที่จะต่อสู้กับความยากจน
เส้นทางองค์กรธุรกิจสีขาวของ “ยูนุส”ไม่ได้หยุดตัวเองอยู่ที่กรามีน แบงก์ ต่อมาเขาได้แจ้งเกิดธุรกิจเพื่อคนยากจนในบังกลาเทศอีกกว่า 17 บริษัท ที่ไม่เพียงนำกลยุทธ์น่านน้ำสีขาวมาปรับใช้อย่างลงตัว หากยังทำให้รูปแบบธุรกิจเติบโต บุคลากรเกิดความเชื่อมั่น และเกิดผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ตามมาอีกมากมาย คำถามจึงเกิดขึ้นว่า สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ทำได้ไหมในองค์กรของไทย ?
คำตอบ คือ ทำได้
แต่จะทำให้เกิดความยั่งยืนหรือเปล่านั้น…ผมไม่ทราบ
เพราะกลยุทธ์น่านน้ำสีขาว เป็นมุมมองของโลกตะวันตก แต่มาประสบความสำเร็จในโลกตะวันออก ที่ขณะนี้หลายองค์กรกำลังให้ความสนใจอย่างมาก และทำท่าว่าจะอยู่ในพันธกิจขององค์กรต่อไปในอนาคตอีกด้วย
ยิ่งเฉพาะในช่วงหลังวิกฤตไวรัสโควิด-19 ต่อจากนี้ไป ?