ค่าเงินบาทแกว่งตัวในกรอบแคบ จีดีพีไทยไตรมาส 1 หดตัวจากโควิด-19
ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพ รายงานว่า ภาวะการเคลื่อนไหวตลาดปริวรรตเงินตราประจำวันจันทร์ที่ 18 พฤษภาคม 2563 ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้าวันนี้ (18/5) ที่ระดับ 32.07/08 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ทรงตัวจากระดับปิดตลาดในวันศุกร์ (15/5) ที่ระดับ 32.06/08 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ โดยนายเจอโรม พาวเวล ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) กล่าวว่า เฟดจะไม่ละความพยายามในการพยุงเศรษฐกิจสหรัฐให้รอดพ้นจากผลกระทบของไวรัสโควิด-19 พร้อมกับยืนยันว่าเฟดสามารถอัดฉีดเงินเข้าสู่ตลาดการเงินอย่างไม่จำกัด เพื่อลดผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการแพร่ระบาดในครั้งนี้ พร้อมทั้งกล่าวด้วยว่า เศรษฐกิจสหรัฐมีแนวโน้มฟื้นตัวจากผลกระทบของไวรัสโควิด-19 ที่แพร่ระบาด แต่กระบวนการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจนั้น อาจต้องใช้เวลาจนถึงสิ้นปี 2564 และยังคาดการณ์ว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของสหรัฐอาจหดตัวลงกว่า 30% ในไตรมาส 2 ของปีนี้ แต่เชื่อว่าสหรัฐจะไม่เผชิญภาวะเศรษฐกิจตกต่ำในระยะยาว
สำหรับตัวเลขเศรษฐกิจกระทรวงพาณิชย์สหรัฐเปิดเผยว่า ยอดค้าปลีกทรุดตัวลง 16.4% ในเดือน เม.ย. ซึ่งเป็นการปรับตัวลงหนักที่สุดนับตั้งแต่ที่รัฐบาลเริ่มมีการเก็บรวบรวมข้อมูลดังกล่าวตั้งแต่ปี 2535 และย่ำแย่กว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจะปรับตัวลดลง 12.3% หลังจากลดลง 8.3% ในเดือน มี.ค. โดยยอดค้าปลีกได้รับผลกระทบจากการที่รัฐบาลใช้มาตรการล็อกดาวน์เพื่อควบคุมการระบาดของไวรัสโควิด-19 ส่งผลให้มีการปิดร้านค้า ขณะที่ประชาชนอยู่แต่ในบ้าน และลดการใช้จ่าย รวมทั้งลดการเดินทาง ทั้งนี้ระหว่างวันค่าเงินบาทเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ 32.03-32.08 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ก่อนปิดตลาดที่ระดับ 32.04-06 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ
สำหรับปัจจัยภายในประเทศ ค่าเงินบาทได้รับปัจจัยบวกจากความคาดหวังการผ่อนปรนมาตรการล็อกดาวน์บางส่วน เนื่องจากปัจจุบันสถานการณ์จำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 ในไทย ส่งสัญญาณดีขึ้นเป็นลำดับ เป็นเหตุผลให้ศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 ตัดสินใจผ่อนคลายมาตรการล็อกดาวน์ในเฟสที่ 2 เริ่มมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 17 พ.ค. เช่น ลดเวลาเคอร์ฟิว เป็น 23.00 น. ไปจนถึง 04.00 น. และอนุญาตให้เปิดห้างสรรพสินค้าในช่วงเวลาที่กำหนดตั้งแต่ 10.00 น. ไปจนถึง 20.00 น.
สำหรับตัวเลขเศรษฐกิจ สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ เปิดเผยว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ ไตรมาสที่ 1/2563 ลดลง -1.8% เทียบกับการขยายตัว 1.5% ในไตรมาสที่ 4/62 จากตลาดคาด -4.5% ถึง -3.8% ด้านการใช้จ่ายการบริโภคาคเอกชนขยายตัวชะลอลง การใช้จ่ายภาครัฐ การลงทุนภาครัฐและเอกชนปรับตัวลดลง และการส่งออกรวมปรับตัวลดลงตามการส่งออกบริการที่ปรับตัวลดลงมาก ในขณะที่การส่งออกสินค้าขยายตัว โดยคาดว่าแนวโน้มเศรษฐกิจไทยปี 63 คาดว่าจะปรับตัวลดลง -6.0 ถึง -5.0% เนื่องจากการปรับตัวลดลงของเศรษฐกิจและปริมาณการค้าโลก, การลดลงรุนแรงของจำนวนและรายได้นักท่องเที่ยวต่างชาติ, การระบาดของโรคโควิด-19 และปัญหาภัยแล้งโดยคาดว่ามูลค่าการส่งออกสินค้าจะปรับตัวลดลง -8.0% และอัตราเงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ยอยู่ในช่วง -1.5% ถึง -0.5%
ทั้งนี้ตลาดยังติดตามผลการประชุมสำคัญของคณะกรรมการนโยบายการเงินหรือ กนง. ในวันที่ 20 พ.ค. ซึ่งนักวิเคราะห์ประเมินถึงโอกาสที่คณะกรรมการ กนง.จะพิจารณาปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายอีกครั้ง เพื่อช่วยลดภาระให้กับประชาชนและภาคธุรกิจที่กำลังเผชิญกับผลกระทบจากวิกฤตการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19
สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินยูโรในวันนี้ (18/5) ค่าเงินยูโรเปิดตลาดที่ระดับ 1.0817/19 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร ปรับตัวแข็งค่าขึ้นเล็กน้อยจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (17/4) ที่ระดับ 1.0810/14 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร โดยค่าเงินยูโรได้รับแรงหนุนจากการที่รัฐมนตรีคลังของยูโรโซนจัดการประชุมทางโทรศัพท์เพื่อหารือเกี่ยวกับมาตรการด้านการคลังเพื่อลดผลกระทบทางเศรษฐกิจที่เกิดจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ขณะที่นายโอลาฟ โชลซ์ รัฐมนตรีคลังเยอรมนีวางแผนที่จะเปิดเผยงบประมาณเสริม ซึ่งอาจรวมถึงการก่อหนี้พิเศษวงเงิน 1 แสนล้านยูโร (1.0825 แสนล้านดอลลาร์) ทั้งนี้ระหว่างวันค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 1.0804-1.0828 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร และปิดตลาดที่ระดับ 1.0812/16 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร
สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินเยนในวันนี้ (18/5) เปิดตลาดที่ระดับ 107.19/20 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ ปรับตัวแข็งค่าขึ้นเล็กน้อยจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (15/5) ที่ระดับ 107.30/32 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ โดยสำนักงานคณะรัฐมนตรีญี่ปุ่นเปิดเผยในวันนี้ว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ไตรมาส 1/2563 ปรับตัวลง 3.4% จากไตราส 4/2562 เทียบกับที่คาดไว้ว่าจะหดตัว 4.6% ขณะที่การอุปโภคบริโภคส่วนบุคคลลดลง 0.7% เทียบกับที่นักวิเคราะห์คาดไว้ว่าจะร่วงลง 1.6% ขณะที่ยอดส่งออกหดตัวลง 6% ในไตรมาสแรก โดยได้รับผลกระทบจากไวรัสโควิด-19 ที่แพร่ระบาดทั่วโลก ทั้งนี้ค่าเงินเยนเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 107.02-107.28 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ระดับ 107.23/26 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ
ดัชนีสำคัญทางเศรษฐกิจของสหรัฐในสัปดาห์นี้ ได้แก่ ดัชนีตลาดที่อยู่อาศัยเดือน พ.ค. จากสมาคมผู้สร้างบ้านแห่งชาติ (NAHB) (18/5) ตัวเลขการเริ่มสร้างบ้านและการอนุญาตก่อสร้างเดือน เม.ย. (19/5) คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (FOMC) เปิดเผยรายงานการประชุมวันที่ 28-29 เม.ย. (21/5) จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์สหรัฐ (21/5) ดัชนีการผลิตเดือน พ.ค.จากเฟดฟิลาเดลเฟีย (21/5) ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตขั้นต้นเดือน พ.ค. จากมาร์กิต (21/5) ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคบริการขั้นต้นเดือน พ.ค. จากมาร์กิต (21/5) ยอดขายบ้านมือสองเดือน เม.ย. (21/5) ดัชนีชี้นำเศรษฐกิจเดือน เม.ย. จาก Conference Board (21/5)
สำหรับอัตราป้องกันความเสี่ยง (Swap point) ภาคเช้า 1 เดือนในประเทศอยู่ที่ 0.0/+1.5 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ และอัตราป้องกันความเสี่ยง ภาคเช้า 1 เดือนต่างประเทศอยู่ที่ +0.65/+0.8 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ